ศธ.ประกาศความพร้อมรับเปิดเทอม Welcome back to school ปลอดโรค ปลอดภัย “เรียนดี มีความสุข”

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567  พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดภาคเรียนที่ 2/2567 ว่า ขอให้คำนึงถึงผู้เรียน ครู บุคลากรในสถานศึกษาทุกคนเป็นสำคัญ ต้องร่วมกันสร้างความปลอดภัย สร้างความสุขในการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาประชาชนไทยในทุกช่วงวัย โดยเน้นย้ำว่าทุกสถานศึกษาต้อง “ปลอดโรค ปลอดภัย เรียนดี มีความสุข”

“ปลอดโรค” การเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดภาคเรียน ศธ. มีความห่วงใยในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรทุกคน ขอให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผน เตรียมการในด้านต่าง ๆ ทั้งเรื่องสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ซึ่งขณะนี้ยังมีฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ในขณะที่บางจังหวัดอุณหภูมิเริ่มลดลง ขอให้สำรวจความพร้อมเรื่องเครื่องนุ่งห่ม อาทิ เสื้อกันหนาว ผ้าห่ม หรือความพร้อมของห้องเรียนเพื่อเตรียมการรับมือ และการหามาตรการช่วยเหลือต่อไป รวมถึงโรคระบาดตามฤดูกาล หรือการเจ็บป่วยจากสภาพภูมิอากาศ สิ่งที่สำคัญคือต้องให้ความรู้และการฝึกซ้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินให้แก่นักเรียน โดยเฉพาะในด้านการปฏิบัติตัวเมื่อต้องเผชิญกับสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงหรือการระบาดของโรค เพื่อให้นักเรียนมีความรู้และมีความพร้อมในการดูแลตนเอง ในส่วนของสถานศึกษาต้องเตรียมแผนรับมือในการดูแล ปฐมพยาบาล สังเกตอาการของนักเรียนอย่างใกล้ชิด

“ปลอดภัย” ศธ. ได้กำหนดมาตรการสำคัญในการรับมือกับการเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยสถานศึกษาทุกแห่งต้องมีมาตรการและแนวทางการรักษาความปลอดภัยของนักเรียนในสถานศึกษาทุกรูปแบบ อาทิ มาตรการป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอุบัติเหตุจากอาคารเรียน อุบัติเหตุจากการเดินทางไป – กลับ ระหว่างบ้านและสถานศึกษา อุบัติเหตุจากการพานักเรียนไปศึกษานอกสถานศึกษา และมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางสังคม โดยใช้มาตรการ 3 ป. ด้านการป้องกัน การปลูกฝังและการปราบปรามเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์นั้นซ้ำ และให้ทุกโรงเรียนตรวจสอบสภาพความพร้อมของอาคารเรียน สภาพความพร้อมของอุปกรณ์การเรียน ระบบระบายน้ำ รวมถึงห้องสุขา และจัดเตรียมพื้นที่ให้มีความปลอดภัยมากที่สุด พร้อมจัดให้มีแผนการป้องกันและการเคลื่อนย้ายกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

“เรียนดี” ขอให้ทุกโรงเรียนมุ่งให้ความรู้ในเรื่องของการส่งเสริมการเรียนรู้ การจัดการพื้นที่เรียนรู้ให้เหมาะสม มีการจัดทำแผนการเรียนการสอนที่ยืดหยุ่น และมีกิจกรรมเสริมสร้างทักษะเพื่อรองรับการเรียนรู้ในยุคใหม่ ส่งเสริมทักษะทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม และความสามารถทางกีฬา ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้เด็กนักเรียนมีความสุขและสนุกสนานในการเรียน อีกทั้งยังมีการพัฒนาสื่อการสอนและเทคโนโลยีทางการศึกษา เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลและความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญคือเราจะร่วมมือกันลดภาระครู นักเรียน และผู้ปกครอง และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ

“มีความสุข” ขอให้ทุกโรงเรียนสร้างความสุขในการเรียน ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการศึกษาและพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต นักเรียนที่มีความสุขจะมีแรงจูงใจในการเรียนรู้และสามารถรับมือกับความท้าทายได้ดีขึ้น มีการปรับปรุง ปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนให้มีความหลากหลายและสร้างสรรค์ โดยเน้นการเรียนรู้ที่สนุกสนาน เช่น การจัดกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วม การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ รวมถึงการให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของนักเรียน รมว.ศธ. เชื่อว่า การส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสุขในการเรียน จะช่วยสร้างอนาคตที่สดใสและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

“การเปิดเทอมในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญ ที่กระทรวงศึกษาธิการมุ่งมั่นในการดูแลนักเรียนและบุคลากรในสถานศึกษา พร้อมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองและนักเรียนว่าการเรียนรู้จะดำเนินไปอย่างปลอดโรค ปลอดภัย เรียนดี มีความสุข “Welcome Back to School” ขอให้นักเรียนทุกคนมีความตั้งใจในการเรียนรู้ และเติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต”

ลูกจ้าง สพฐ.เดือดร้อนหนัก ยังรอคำตอบจาก เสมา 1

เวลา 10.00 น. วันที่ 29 ตุลาคม 2567 นายวรวิทย์ อัคราภิชาต แกนนำกลุ่มภาคกลาง ผู้แทนลูกจ้างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ที่เดินทางมายังกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขอเข้าพบ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน  ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กรณีสำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แจ้งเรื่องการจัดสรรอัตราการปฏิบัติงาน ให้ราชการ ปีงบประมาณ 2568 โดยปรับเปลี่ยนวิธีการจ้างเป็นจ้างเหมาบริการและตัดเงินสมทบประกันสังคม ส่งผลให้ลูกจ้าง สพฐ. กว่า 7 หมื่นคนทั่วประเทศ  ได้รับผลกระทบ ถึงสิทธิประโยชน์ ที่พึงได้รับ  กล่าวว่า ทีมงานของพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ได้ประสานให้ตนได้โทรศัพท์พูดคุยกับ รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งขณะนี้พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ ในเบื้องต้น โดยได้ขอให้ รมว.ศึกษาธิการ นำปัญหาและข้อเรียกร้องของกลุ่มธุรการเข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เพื่อของบประมาณมาดูแลเยียวยากลุ่มธุรการที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งก็ยังไม่ได้รับคำตอบ บอกเพียงว่า ได้ทำให้แล้ว ก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดี

“ได้ยินคำตอบแบบนั้น ผมในฐานะตัวแทนพวกเราดีใจมาก และอยากให้ยืนยันว่าภายใน 2 สัปดาห์ จะเสนอเรื่องนี้เข้าครม. แต่ก็ไม่ได้คำตอบกลับมา  ทั้งที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เสนอรายละเอียด งบประมาณ อัตรากำลังให้รมว.ศึกษาธิการ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผมได้ขอให้ รมว.ศึกษาธิการ โฟนอิน เข้ามาพูดคุยกับพวกเรา แต่ท่านก็ไม่ยอม ดังนั้น เท่ากับว่า ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ว่าจะได้ประกันสังคมคืน และยืนยันว่าจะต้องได้พบกับ รมว.ศึกษาธิการ  เพราะขณะนี้พวกเราได้รับความเดือดร้อนมาก เราทำงานมา 15 ปี ไม่มีหน่วยงานไหนเยียวยา ดูแลสิทธิประโยชน์ ให้เลย “นายวรวิทย์ กล่าว

นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)  กล่าวว่า  สพฐ.ทำหนังสือต่าง ๆ ตามขั้นตอนไปหมดแล้ว แต่ ขอดูรายละเอียดอีก โดยที่ยังไม่นำเสนอคณะรัฐมนตรี  เนื่องจากท่านเห็นว่าลูกจ้างไม่ได้มีแต่กระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น ยังมีกระทรวงอื่น ๆ อีก และวันนี้ รมว.ศึกษาธิการก็ได้ขอเอกสารและลายเซ็นของลูกจ้างที่มายื่นเรื่องวันนี้ด้วย ไม่ว่าจะเฉพาะตัวแทน แกนนำ หรือจะเอามาทั้งหมดก็ได้ เพราะจะได้เป็นหลักฐานแนบไปเสนอครม.ด้วยว่า เพื่อยืนยันว่าลูกจ้าง สพฐ. มีความเดือดร้อนจริง ๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สพฐ.ได้ทำหนังสือหารือไปยัง กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ ซึ่งเป็นผู้ออกระเบียบในการจ้างผู้ปฏิบัติงานและจัดสรรเงินงบประมาณ โดยขอหารือใน 4 ประเด็น คือ 1. การจ้างผู้ปฏิบัติงานให้ราชการดังกล่าวถือเป็นการจ้างลูกจ้างชั่วคราวหรือการจ้างเหมาบริการตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และการจ้างเอกชนดำเนินงาน ซึ่งส่วนราชการต้องดำเนินการเป็นไปตามนัยของหนังสือที่อ้างถึง 2. การจ้างผู้ปฏิบัติงานให้ราชการดังกล่าว สพฐ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา ในฐานะผู้ว่าจ้างสามารถจ่ายเงินสมทบในส่วนของนายจ้างเข้ากองทุนประกันสังคมได้หรือไม่ 3. หาก สพฐ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในฐานะผู้ว่าจ้าง ไม่สามารถจ่ายเงินสมทบในส่วนของนายจ้างเข้ากองทุนประกันสังคม ตามข้อ 2 สพฐ. สามารถขอเงินเพิ่มเพื่อจ่ายเงินในส่วนของผู้ว่าจ้างได้หรือไม่ และ 4.สพฐ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในฐานะผู้ว่าจ้าง ต้องจ่ายอัตราค่าแรงขั้นต่ำและอัตราเงินเดือนให้กับผู้ปฏิบัติงานให้ราชการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 ที่ได้เห็นชอบรายงานผลการศึกษาตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 (เรื่อง การปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำและการปรับอัตราเงินเดือนสำหรับกลุ่มข้าราชการพลเรือนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ) และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. 2567 ได้หรือไม่ โดยขอให้กรมบัญชีกลางตอบข้อหารือดังกล่าวภายในวันที่ 4 ตุลาคม 2567  ซึ่งทางกรมบัญชีกลางได้ ตอบกลับมาว่า ต้องดำเนินการตามระเบียบ และให้ สพฐ.ไปบริหารจัดการงบประมาณเอง ทาง สพฐ.จึงได้ทำรายงานเสนอ รมว.ศึกษาธิการแล้ว แต่ รมว.ศึกษาธิการเห็นว่า มีลูกจ้างอยู่ทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก จะเสนอแค่ของกระทรวงศึกษาธิการ คงไม่ได้ จึงรอดูของหน่วยงานอื่นก่อนว่าได้รับผลกระทบด้วยหรือไม่

ด่วน!ม็อบธุรการบุก ศธ.ขอพบ “เพิ่มพูน” ยื่น3 ข้อเรียกร้อง โละจ้างเหมา เพิ่มเงินเดือน ประกันสังคม ขณะที่ “เพิ่มพูน”ป่วย เข้าโรงพยาบาล แต่พร้อมเจรจา

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567  ที่บริเวณด้านหน้ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มเจ้าหน้าที่ธุรการ นำโดยสมาพันธ์เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนแห่งประเทศไทย กว่า 100 คน เดินทางมาขอเข้าพบ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน  ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยแถลงการณ์ ระบุว่า ตามที่สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แจ้งเรื่องการจัดสรรอัตราการปฏิบัติงาน ให้ราชการ ปีงบประมาณ 2568 โดยปรับเปลี่ยนวิธีการจ้างเป็นจ้างเหมาบริการและตัดเงินสมสบประกันสังคม ส่งผลให้ลูกจ้าง กว่า 7 หมื่นคนทั่วประเทศ  ได้รับผลกระทบ ถึงสิทธิประโยชน์ ที่พึงได้รับ อาทิ การรักษาพยาบาล การคลอดบุตร การรับเงินสงเคราะห์ เป็นต้น ซึ่งเป็นสวัสดิการเดียวที่ลูกจ้างนี้มีเพื่อใช้จ่ายในครอบครัว ในวันเกษียณอายุราชการและยาวเจ็บป่วย  หากแต่โดนตัดสิทธิเหล่านี้ไป ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่แก่ลูกจ้าง ผู้ปฏิบัติงานราชการให้สพฐ. โดยมีนายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( กพฐ.) นายประวิตร เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) นายนิยม ไผ่โสภา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน การศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ.

ทำให้วันนี้ สมาพันธ์ฯ มารวมตัวเพื่อขอพบ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยื่นข้อเรียกร้อง ดังนี้ 1.ขอเปลี่ยนจากการจ้างเหมาบริการ เป็นวิธีการจ้างลูกจ้างชั่วคราว พร้อมเงินสมทบประกันสังคมทุกตำแหน่ง 2.ขอปรับเพิ่มอัตราเงินเดือนตามนโยบายรัฐบาล ที่ปรับฐานเงินเดือน ตามคุณวุฒิปริญญาตรี ปีที่1 มีผลวันที่1พฤษภาคม 2567 เงินเดือน 16,500 บาท ปีที่2 มีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เงินเดือน 18,150 บาท คุณวุฒิต่ำกว่า ป.ตรี ปีที่ 1 วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เงินเดือน 10,340 บาท วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เงินเดือน 11,380 บาท และ3. ขอปรับตำแหน่งความมั่นคงในอาชีพลูกต้าง สพฐ. ทุกตำแหน่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ป่วยได้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลตำรวจ ถ้าสมาพันธ์ฯอยากพบก็ให้ส่งตัวแทนไปหาที่โรงพยาบาลตำรวจ ดังนั้น ทางสมาพันธ์ฯจึงได้ส่งตัวแทนจำนวน 8 คน ไปที่โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อยื่นข้อเรียกร้อง

บอร์ด กพฐ. ยกเครื่องหลักสูตรใหม่ ต่อยอดหลักสูตรแกนกลางจากกรอบหลักสูตรฐานสมรรถนะ ใช้ชื่อใหม่ “หลักสูตรพัฒนาสมรรถนะตามช่วงวัย” เน้นใช้สื่อ AI พัฒนาครู ย้ำหลักการไม่เพิ่มภาระครู


วันที่ 26 ตุลาคม 2567 คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) จัดการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน วาระพิเศษ โดยมี ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในการประชุม  ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

ศ.ดร.บัณฑิต กล่าวว่า วันนี้ กพฐ. ได้หารือร่วมกันว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ให้เด็กและเยาวชนมีสมรรถนะทัดเทียมนานาชาติ เป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลกในศตวรรษที่ 21 โดยสิ่งที่พิจารณาในวันนี้ เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาผู้เรียน คือ เรื่องหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งคณะกรรมการมีข้อสรุปว่า ให้มีการพัฒนาหลักสูตรใหม่ โดยในเบื้องต้นจะใช้ชื่อว่า “หลักสูตรพัฒนาสมรรถนะตามช่วงวัย” เป็นการพัฒนาต่อยอดจาก (ร่าง) กรอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเดิม ซึ่งเป็นกรอบหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่ได้ยกร่างไว้ ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ได้ประกาศใช้ ในครั้งนี้ กพฐ. ได้มอบหมายให้คณะทำงาน สพฐ.นำร่างกรอบหลักสูตรดังกล่าวมาพัฒนาต่อยอดและให้นำสื่อ เทคโนโลยีดิจิทัลหรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI มาใช้ในการพัฒนาเครื่องมือเพื่อช่วยให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ไม่สร้างภาระให้แก่ครู

“สำหรับการนำหลักสูตรใหม่ไปใช้จัดการเรียนการสอนในโรงเรียน ทาง กพฐ. ได้พิจารณาว่าจะเริ่มใช้หลักสูตรใหม่นี้ในปีการศึกษา 2568 ในสถานศึกษาที่มีความพร้อมและสมัครใจ โดยใช้ในระดับปฐมวัยและระดับประถมศึกษาตอนต้นก่อน และมีแผนขยายผลการใช้ให้ครอบคลุมระดับประถมศึกษาตอนปลายและระดับมัธยมศึกษาต่อไป ในปีการศึกษา 2569 นอกจากนี้ ได้มอบหมาย คณะทำงาน สพฐ. จัดทำแผนการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล รวมถึงการจัดเก็บบันทึกผลการดำเนินงานต่างๆ เพื่อเสนอ กพฐ. ในการประชุมครั้งถัดไป” ประธาน กพฐ. กล่าว

ทั้งนี้ กพฐ. ได้มอบแนวทางและให้หลักการของหลักสูตรใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการศึกษา “เรียนดี มีความสุข” ที่พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เน้นย้ำให้เป็นการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศและการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime คือ ให้หลักสูตรใหม่มุ่งพัฒนาสมรรถนะตามพัฒนาการของผู้เรียน 5 ช่วงวัย ดังนี้
– ระดับปฐมวัย มีพัฒนาการสมวัย
– ประถมศึกษาตอนต้น มีพื้นฐานการเรียนรู้ที่ดี
– ประถมศึกษาตอนปลาย มีพื้นฐานการดำเนินชีวิตที่ดี
– มัธยมศึกษาตอนต้น ค้นพบความสนใจ ความชอบและความถนัด
– มัธยมศึกษาตอนปลาย เส้นทางสู่อาชีพ
รวมถึง การจัดโครงสร้างเวลาเรียนที่ยืดหยุ่นตามบริบทหรือความต้องการของสถานศึกษา เน้นการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ รายงานผลการเรียนด้วยระดับคุณภาพที่อธิบายความสามารถของผู้เรียน และจัดการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (ACTIVE LEARNING) ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่ทันสมัย เช่น AI, แหล่งเรียนรู้, สื่อทันสมัย เพื่อต่อยอดพัฒนาการของผู้เรียนให้ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ สามารถเลือกเรียนสิ่งที่ชอบ และประกอบอาชีพที่ใช่ในอนาคตต่อไป

“ก.ค.ศ.”เล็งเปิดระบบTRS ย้ายครูทุกกรณี ขานรับนโยบาย “ครูอุ้ม”ปิดช่องทางรับเงินโยกย้าย

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 รศ.ดร. ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เร่งพัฒนาระบบการย้ายข้าราชการครูรูปแบบใหม่ หรือ Teacher Rotation System (TRS)  ภายใต้นโยบาย “เรียนดี มีความสุข” โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบที่เอื้อให้ครูได้มีโอกาสย้ายด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม นั้น ขณะนี้สำนักงาน ก.ค.ศ. อยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนาระบบ โดยต่อยอดมาจากระบบจับคู่ครูคืนถิ่น (Teacher Matching System: TMS) ที่ได้เปิดให้ครูยื่นคำร้องขอย้ายไปแล้ว 2 รอบ ซึ่งครูที่ได้เข้ามาใช้งานระบบและยื่นคำร้องขอย้ายเห็นว่าระบบนี้ช่วยลดภาระด้านเอกสารการย้าย และอำนวยความสะดวกในการดำเนินการย้ายได้เป็นอย่างดี

รศ.ดร. ประวิต กล่าวต่อไปว่า “ระบบ TRS เป็นการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาอำนวยความสะดวกในการดำเนินการย้ายให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู โดยบังคับใช้กับทุกส่วนราชการ และเป็นการย้ายไปดำรงตำแหน่งเดิม ในสถานศึกษาสังกัดส่วนราชการเดิม ซึ่งระบบนี้จะครอบคลุมการย้ายทั้ง 3 กรณี คือ การย้ายกรณีปกติ การย้ายกรณีพิเศษ และการย้ายเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ซึ่งที่ผ่านมาทราบดีว่าในช่วงการย้ายจะมีปัญหาเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์ การทุจริตในการดำเนินการ ระบบ TRS จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้น ถือเป็นความมุ่งมั่นตั้งใจที่ รมว.ศึกษาธิการ ต้องการสร้างความโปร่งใสให้กับระบบการย้ายข้าราชการครูฯ อย่างจริงจัง และจะขยายระบบให้ครอบคลุมการย้ายทุกตำแหน่ง เพราะนอกจากจะเพิ่มความสะดวกให้กับครูแล้ว ระบบการย้ายครูรูปแบบใหม่นี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของครูให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าที่พัก ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของครูมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ การได้ทำงานใกล้บ้านยังจะช่วยให้ครูมีเวลาในการดูแลครอบครัวมากขึ้น ส่งผลดีต่อสภาพจิตใจและขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน และสามารถพัฒนาการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง

“ขณะนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้จัดทำรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ (ว 6/2567) ที่จะนำมาใช้กับระบบ TRS เรียบร้อยแล้ว เมื่อจัดทำระบบระบบเสร็จสิ้นแล้ว ครูสามารถเข้ามายื่นคำร้องขอย้ายได้ โดยเราตั้งเป้าเปิดใช้งานระบบในวันที่ 1 มกราคม 2568 นี้ เพื่อเป็นของขวัญวันปีใหม่ให้กับครูทั้งประเทศ ถือเป็นการพลิกโฉมการบริหารงานบุคคลฯ ครั้งสำคัญที่พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ขับเคลื่อนนโยบายครูและบุคลากรทางการศึกษาคืนถิ่นได้อย่างแท้จริง

“เสมา1”เปิดตัวระบบ NSOT Service บริหารกิจการลูกเสือ “สลช.ยุคใหม่”ทำดี ทำได้ ทำทันที พร้อมออกกฏกระทรวงว่าด้วยเครื่องแบบลูกเสือตามบริบทพื้นที่ แต่คงใส่ชุดลูกเสือในโอกาสสำคัญ ๆ

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2567 สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ(สลช.)เปิดแถลงข่าว โดย พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ในฐานะ ประธานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ “เปิดตัวระบบบริหารกิจการลูกเสือและโปรแกรมการฝึกอบรมลูกเสือในสถานศึกษา(NSOT Service)” ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้นโยบาย “เรียนดี มีความสุข” มุ่งเน้นการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศและการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยลดภาระครู นักเรียน และผู้ปกครอง โดย พลตำรวจเอกเพิ่มพูน กล่าวว่า การเปิดตัวระบบบริหารกิจการลูกเสือครั้งนี้ ได้มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในทุกระดับ ตั้งแต่ส่วนกลางไปจนถึงสถานศึกษา นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับแนวคิด “ลูกเสือทันสมัย Transform” ภายใต้สโลแกน “ทำดี ทำได้ ทำทันที” โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยในการเรียนรู้และลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน เพื่อการให้บริการและปฏิบัติงาน ถูกต้อง รวดเร็ว ประโยชน์ ประหยัด ทั้งในส่วนกลาง สำนักงานลูกเสือจังหวัด สำนักงานลูกเสือเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา รวมทั้งผู้บังคับบัญชาลูกเสือ บุคลากรทางการลูกเสือ ที่จะได้รับบริการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งได้จัดทำโปรแกรมฝึกอบรมลูกเสือในสถานศึกษา เพื่อเพิ่มพูนทักษะให้ลูกเสือสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยนำไปบูรณาการในวิชาหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นในสถานศึกษาได้  โดยเบื้องต้นได้ดำเนินการเปิดให้บริการ 4 ระบบ ได้แก่ 1. ระบบขอจัดตั้งกลุ่มหรือกองลูกเสือ สำหรับสถานศึกษาที่ต้องการจัดตั้งกลุ่มลูกเสือ 2. ระบบขอตำแหน่งทางลูกเสือ สำหรับผู้บังคับบัญชาลูกเสือที่ต้องการตำแหน่งใหม่ 3. ระบบขอมีคุณวุฒิทางลูกเสือ สำหรับการรับรองคุณวุฒิตามระดับต่าง ๆ และ 4. ระบบขอเปิดการฝึกอบรม สำหรับการเปิดอบรมบุคลากรทางลูกเสือในหลักสูตรต่าง ๆ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า โปรแกรมการฝึกอบรมลูกเสือในสถานศึกษาที่ได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลและทักษะที่จำเป็นในปัจจุบัน โดยแบ่งตามประเภทของลูกเสือ ดังนี้ ลูกเสือสำรอง : การเป็นผู้นำ, การออม, Codding, มารยาทไทย และการป้องกันภัยต่าง ๆ ลูกเสือสามัญ : E-sport, Codding, ภัยไซเบอร์, และความรักชาติ ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ : SMART SCOUT, การกู้ชีพฉุกเฉิน, Save Bullying และภัยคุกคามทางเพศ ลูกเสือวิสามัญ : การเงินดิจิทัล, ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการช่วยเหลือชุมชน และในอนาคตจะมีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เพิ่มเติม เพื่อให้ลูกเสือได้รับทักษะที่ทันสมัยและนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการออกกฎกระทรวง เรื่องการแต่งกายเครื่องแบบลูกเสือใหม่ โดยจะอนุโลมให้แต่งกายตามบริบทของพื้นที่ด้วย

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) กล่าวว่า ระบบบริหารกิจการลูกเสือ(NSOT Service) เป็นโปรแกรมออนไลน์ระบบบริหารกิจการลูกเสือ ซึ่งในเบื้องต้นได้ดำเนินการเปิดให้บริการ 4 ระบบ ได้แก่ 1. ระบบขอจัดตั้งกลุ่มหรือกองลูกเสือ ให้บริการแก่สถานศึกษาที่ประสงค์ขอตั้งกลุ่มหรือกองลูกเสือ 2. ระบบขอมีตำแหน่งทางลูกเสือ ให้บริการแก่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ และบุคลากรทางการลูกเสือที่ประสงค์ ขอมีตำแหน่งทางลูกเสือ ทั้งประเภทผู้บังคับบัญชาลูกเสือ และประเภทผู้ตรวจการลูกเสือ 3. ระบบขอมีคุณวุฒิทางลูกเสือ ให้บริการแก่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ และบุคลากรทางการลูกเสือที่ประสงค์ ขอมีคุณวุฒิทางการลูกเสือ ตั้งแต่ 2 ท่อน (W.B.) ถึง 4 ท่อน (L.T.) 4. ระบบขอเปิดการฝึกอบรม ให้บริการแก่สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ สำนักงานลูกเสือจังหวัด สำนักงาน ลูกเสือเขตพื้นที่การศึกษา ที่ประสงค์ขอเปิดการฝึกอบรมบุคลากรทางการลูกเสือในหลักสูตรต่าง เช่น B.T.C. / A.T.C. / A.L.T.C. / L.T.C. / การบันเทิงในกองลูกเสือ ระเบียบแถวลูกเสือ เป็นต้น โดยทั้ง 4 ระบบนี้ จะทำให้ลดระยะเวลา รวมถึงลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและลดขั้นตอนใน การดำเนินงานของครูและบุคลากรทางการศึกษา ตอบสนองนโยบายอย่างแท้จริง โดยจะมีการเปิดระบบอย่างเป็นทางการแล้วและจะมีการทดลองใช้เพื่อติดตามระบบประมาณ3เดือน

เลขาธิการ สลช. กล่าวต่อไปว่า ส่วนโปรแกรมการฝึกอบรมของลูกเสือในสถานศึกษา ได้มีการพัฒนาขึ้นเพื่อเสริมทักษะให้แก่ลูกเสือ ซึ่งตอบสนองการพัฒนาเด็กและเยาวชนโดยกระบวนการลูกเสือที่ สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน ที่เหมาะสมกับลูกเสือแต่ละประเภท เช่น 1. ลูกเสือสำรอง คือ นักเรียนช่วงชั้น ป.1-3  ฝึกอบรมเรื่อง การเป็นผู้นำ ผู้ตาม, การออม, Codding, การป้องกันภัยจากไฟฟ้า, ภัยจากการจมน้ำ, ภัยจากการติดอยู่ในรถ และมารยาทไทย เป็นต้น 2. ลูกเสือสามัญ คือ นักเรียนชั้น ป.4-6 ฝึกอบรมเรื่อง E-sport, Codding, ภัยจากคนแปลกหน้า, ภัยไซเบอร์ และความรักชาติ เป็นต้น 3. ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ นักเรียนชั้น ม.1-3  ฝึกอบรมเรื่อง SMART scout, การกู้ชีพฉุกเฉิน, Save Bullying, ภัยจากบุหรี่ ไฟฟ้า, ภัยคุกคามทางเพศ, สถาบันหลักของชาติ เป็นต้น  และ 4. ลูกเสือวิสามัญ นักเรียน ชั้น ม.4-6 และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.)  ฝึกอบรมเรื่องการเงินดิจิทัล, การลงทุนดิจิทัล, ภัยจากการยุยง ปลุกปั่น, ภูมิปัญญา ท้องถิ่น, การช่วยเหลือชุมชน เป็นต้น

“จริง ๆ แล้วกฎกระทรวงว่าด้วยเครื่องแบบลูกเสือ พ.ศ.2510 ได้พูดถึงชุดลูกเสืออยู่แล้ว  และ พ.ร.บ.ลูกเสือ พ.ศ.2551 ก็ได้กำหนดให้มีการออกกฎหมายกระทรวงว่าด้วยเครื่องแบบลูกเสืออีก ประกอบกับมีเสียงเรียกร้องให้ปรับปรุงชุดลูกเสือ เนตรนารี จึงได้มีการทบทวนเรื่องของเครื่องแบบลูกเสือและเนตรนารี โดยมีการตั้งคณะทำงานเมื่อปี 2566 และมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ปกครอง ลูกเสือ และครู แล้วมาสรุปเป็นกฎกระทรวงว่าด้วยเครื่องแบบลูกเสือฉบับใหม่ โดยหลัก ๆ จะมี 3 เครื่องแบบ คือ เครื่องแบบปกติ  เครื่องแบบปฎิบัติการ และ ชุดลำลอง เฉพาะอย่างยิ่งชุดลำลอง ที่เปิดโอกาสให้ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ในโรงเรียนสามารถเลือกได้ ตามความเหมาะสม สามารถทำกิจกรรมได้ง่าย คล่องตัว จะมีสัญลักษณ์ลูกเสือหรือไม่ก็ได้ เป็นการปลดล็อคเปิดกว้างให้ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือและสถานศึกษา เป็นผู้กำหนดเอง เนตรนารีก็ปรับให้ใส่กางเกงได้ เป็นต้น ทั้งนี้จะมีการนำเสนอคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในโอกาสต่อไป”รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

 

 

 

 

สพฐ.สั่งเขตพื้นที่เร่งค้นหาเด็กหลุดระบบ6แสนกว่าคน พากลับมาเรียนไม่ได้ก็ต้องพาการศึกษาไปหาให้ได้

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ครั้งที่ 42/2567 ว่า ที่ประชุมได้เน้นย้ำถึงการเตรียมการฟื้นฟูช่วยเหลือโรงเรียนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือที่ผ่านมา โดยโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เช่น โรงเรียนชุมชนบ้านไม้ลุงขนมิตรภาพที่ 169 อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งจากที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน รมว.ศึกษาธิการ และตน พร้อมคณะเดินทางไปตรวจเยี่ยม พบว่าโรงเรียนดังกล่าวมีโคลนไหลเข้าท่วมสูงถึงเข่า สพฐ.ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทหาร องค์กรเอกชน มูลนิธิ ต่าง ๆ ที่เข้าไปช่วยเหลือ ที่สำคัญ สพฐ.ได้ให้นักการภารโรง ใน สพป.เชียงราย เขต 3 ทุกโรงเรียน รวมพลังกันเข้าไปช่วยเคลียร์โคลนออกจากโรงเรียนและช่วยทำความสะอาดด้วย ทั้งนี้ สพฐ.มีเป้าหมายว่า จะทำให้ทุกโรงเรียนที่ประสบอุทกภัยสามารถเปิดการเรียนการสอนได้ตามปกติภายในวันที่ 1 พ.ย.นี้ โดยได้เร่งจัดสรรงบประมาณไปให้กับโรงเรียนใช้ในการปรับปรุงซ่อมแซมโรงเรียน โดยใช้หลัก “10 วัน สร้าง 10 วัน ซ่อม”

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า สำหรับนโยบายรัฐบาลในการเร่งขับเคลื่อนเป้าหมายและมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Drop out นั้น วันนี้ตนจึงได้เน้นย้ำในที่ประชุมให้ในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศตรวจสอบ ว่าในแต่ละพื้นที่มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาอยู่จำนวนเท่าไหร่ ซึ่งตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา จำนวน 1,020,000 คน นั้น ในส่วนของ สพฐ.ตรวจสอบแล้วพบว่ามีนักเรียนในสังกัดหลุดออกจากระบบการศึกษา 699,112 คน ซึ่ง สพฐ.ได้กำชับไปยังเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตแล้ว ว่าให้ตรวจสอบค้นหาเด็กให้เจอ และให้ดำเนินการดึงเด็กกลับมาเรียน หากเด็กไม่สะดวกกลับมาเรียน ก็ให้พาการศึกษาไปหาเด็กในพื้นที่ที่เด็กอยู่

“เดิมเราทำโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” ตอนนี้จะพาการศึกษากลับไปหาน้อง หรือถ้าเด็กไม่สะดวกมาเรียน เราก็จะพาการศึกษา พาสื่อ พาอุปกรณ์ไปให้เด็กเหล่านี้ได้เรียน เพื่อไม่ให้เกิดภาวะ เด็ก Drop out ตามนโยบายรัฐบาล และตามนโยบาย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ และ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ ที่กำหนดว่า นโยบาย Thailand Zero Drop out ต้องทำกันอย่างจริงจัง และให้มีการอัพเดทข้อมูลเป็นรายสัปดาห์“ เลขาธิการ กพฐ. กล่าวและว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เสนอให้มีการทบทวนเกณฑ์การย้ายครูผู้สอนที่ปัจจุบันพบว่า ไม่ได้กำหนดสัดส่วนระหว่างครูที่ย้ายกับครูที่สอบขึ้นบัญชี ทำให้หลายเขตพื้นที่ฯรับย้ายเกือบ 100% ทำให้ครูที่สอบขึ้นบัญชีไว้ขาดโอกาสที่จะได้รับการบรรจุ จึงหารือถึงการทำให้เกิดความสมดุลย์ระหว่างการย้ายครูที่เป็นครูอยู่แล้ว กับการดูแลผู้ที่สอบติดใหม่ให้ได้รับการบรรจุใหม่ด้วย

สพฐ. ย้ำชัด ยังไม่มีคำสั่งใหม่เรื่องการแต่งกาย ยืนยันยึดตามคำสั่งเดิมไม่ต้องการเพิ่มภาระครู พร้อมยอมรับความผิดพลาดจะไม่ให้เกิดซ้ำอีก

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2567 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)  นายภูธร จันทะหงษ์ ปุญยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. และ นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) รองโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ  ร่วมแถลงข่าวชี้แจงกรณีที่ปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีรูปภาพประกอบข้อความว่า “กระทรวงศึกษาธิการ ขอความร่วมมือเกี่ยวกับการแต่งกายในการปฏิบัติราชการ สำหรับวันวันจันทร์ วันอังคารและวันพุธ” เผยแพร่ออกไปสู่สาธารณชน จนก่อให้เกิดความสับสนแก่ข้าราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. รวมถึงประชาชนโดยทั่วไป และเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดย

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า สพฐ. ขอยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีหนังสือคำสั่งจากกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับแนวทางในการแต่งกายของข้าราชการในสังกัด ตามที่ปรากฏในกระแสข่าวแต่อย่างใด ขอให้ข้าราชการในสังกัดยังคงปฏิบัติตามแนวทางเดิม ตามที่นายสิริพงศ์ ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการก่อนหน้านี้ว่า “ทางกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้มีคำสั่งใหม่ใด ๆ เกี่ยวกับการแต่งกายของข้าราชการครูหรือบุคลากรในสังกัด ทุกคนยังคงสามารถแต่งกายตามแนวทางที่เคยขอความร่วมมือไว้ก่อนหน้านี้ คือ แต่งกายด้วยเสื้อสีเหลืองที่มีตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติฯ หรือเสื้อผ้าไทยสีเหลืองประดับเข็มที่ระลึกพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 แทนการแต่งกายปกติในทุกวันจันทร์ที่เป็นวันทำการ รวมทั้งในวันหรือในโอกาสอื่นที่เหมาะสม และแต่งกายเครื่องแบบสีกากี หรือเครื่องแบบปฏิบัติงานของหน่วยในทุกวันอังคารที่เป็นวันทำการ”

“ที่มาของกระแสข่าวนี้ คือ เนื่องจากกระทรวงมหาดไทยมีประกาศที่ลงนามโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย ขอความร่วมมือข้าราชการในสังกัด แต่งเสื้อสีเหลืองวันจันทร์ วันอังคารแต่งผ้าไทย วันพุธแต่งเครื่องแบบ   สพฐ.จึงได้มาเตรียมการไว้ยังไม่ได้ประกาศ ซึ่งผมได้สั่งชะลอไว้ก่อนเพื่อไปขออนุญาต รมว.ศึกษาธิการ รมช.ศึกษาธิการ และ ผู้ช่วย รมต.ศึกษาธิการ ก่อน แต่ก็ยังไม่ทันได้ขออนุญาตภาพก็หลุดออกไปก่อน อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนระเบียบการแต่งกายใหม่ใด ๆ ยังคงยึดตามคำสั่งเดิม เพราะไม่ต้องการให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นกับข้าราชการ ครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีบริบทการทำงานและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ดังนั้นการแต่งกายแต่ละวันในภูมิภาคขอให้เป็นไปตามความเหมาะสม แล้วแต่การพิจารณาว่าจะใส่ตามจังหวัด หรือกระทรวงศึกษาธิการก็ได้เช่นกัน ซึ่งเป็นไปตามการขอความร่วมมือโดยไม่ได้มีการบังคับแต่อย่างใด”เลขาธิการ กพฐ.กล่าวและว่า  นอกจากนี้ขอความร่วมมือให้ทุกฝ่ายตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการก่อนเผยแพร่ต่อ เพื่อป้องกันความสับสนและสร้างความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น เลือกแชร์จากสื่อหลักของหน่วยงานที่เป็นทางการ เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นข้อมูลจริงที่เชื่อถือได้ และไม่สร้างความสับสนแก่สังคม ซึ่งทาง สพฐ.จะแจ้งให้ ผอ.เขตพื้นที่ทุกแห่งได้รับทราบเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันต่อไปด้วย

นายภูธร กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการเตรียมการด้วยเจตนาดีของทีมงานประชาสัมพันธ์ สพฐ. โดยทำอินโฟกราฟฟิกรอไว้ ยังไม่มีการสั่งการใด ๆ  เพราะต้องมีการขออนุญาตผู้บังคับบัญชาตามลำดับขั้นตอนก่อน แต่ยังไม่ทันขออนุญาต ทางทีมงานได้มีการแชร์กันในกลุ่ม และทำให้มีภาพหลุดออกมาจนเป็นประเด็นที่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนก็ต้องขออภัยในความผิดพลาดที่สร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นและจะกำกับติดตามไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีก

ด้านนายสิริพงศ์ กล่าวว่า  จริง ๆ เรื่องนี้เกิดจากความปรารถนาดีของ สพฐ. เพราะในช่วงเช้า ผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัดได้มีหนังสือไปยังหน่วยราชการในส่วนภูมิภาคต่าง ๆ ขอให้แต่งกายตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ส่วนของ สพฐ.ก็มีความคิดว่าถ้าออกคำสั่งไปก็น่าจะเป็นประโยชน์กับครู โดยเรื่องนี้เป็นเพียงความเห็นยังไม่มีมติสั่งการอะไรออกมา แต่เมื่อมีภาพหลุดออกมา รมว.ศึกษาธิการ ก็มีความไม่สบายใจ เพราะท่านจะมีความกังวลว่าจะเป็นภาระของครูหรือไม่ เพราะกระทรวงศึกษาธิการยังคงยืนยันนโยบายเรียนดี มีความสุข ของรมว.ศึกษาธิการ ความสุขที่เกิดจะต้องเกิดทั้ง ผู้เรียน และบุคลากรทางการศึกษาทุกคน อะไรที่เป็นภาระก็พยายามลด แต่เรื่องของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็ยังจำเป็นต้องมีอยู่ อย่างไรก็ตามต้องขออภัยในการสื่อสารความเคลื่อน และจะระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

 

“ศธ.” มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเหตุไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษา ย้ำดูแลต่อเนื่องไม่ทอดทิ้ง เร่งฟื้นฟูสภาพจิตใจ

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุไฟไหม้รถโดยสารขณะเดินทางไปทัศนศึกษาของโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)อุทัยธานี เขต 2 โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) นายเสริมฤทธิ์ หวายฤทธิ์ธนกุล ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) พร้อมด้วยผู้แทนของผู้ได้รับผลกระทบ ผอ. สพป.อุทัยธานี เขต 2 ผู้บริหาร คณะครูโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม เข้าร่วม  ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน กล่าวว่า จากเหตุไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษาของโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม มีผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด 46 ราย ประกอบด้วย นักเรียน 39 ราย (เสียชีวิต 20 ราย บาดเจ็บหนัก 2 ราย บาดเจ็บ 1 ราย ปลอดภัย 16 ราย) และครู 7 ราย (เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 1 ราย ปลอดภัย 3 ราย) กระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้ สพฐ.เปิดรับและรวบรวมเงินบริจาคจากภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งสามารถรวบรวมได้กว่า 3,900,000 บาท โดยเงินจะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ มอบให้แก่ทายาทผู้เสียชีวิตทั้งนักเรียนและครู ส่วนที่ 2 มอบให้แก่ครูนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ และส่วนที่ 3 มอบให้แก่นักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ โดยการมอบเงินวันนี้เป็นการเยียวยาเพิ่มเติมหลังจากที่ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานหรือภาคเอกชนต่าง ๆ แล้ว

“เด็ก ๆ ที่ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย ก็ยังอยู่ที่โรงพยาบาลในห้องปลอดเชื้อ รักษาแผลที่โดนไฟอยู่ แต่ทุกคนมีการรับรู้ที่ดีขึ้นแล้ว และทุกวันก็มีผู้แทน สพฐ. และพรรคพวกของรัฐมนตรี ไปเยี่ยมให้กำลังใจญาติ ให้กำลังทีมแพทย์และพยาบาล ส่วนเรื่องการเยียวยาทางกระทรวงศึกษาธิการจะเยียวยาไปถึงเด็กและครูที่ไม่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตด้วย โดยจะดูแลสภาพจิตใจ จัดหาอุปกรณ์ส่งเสริมการเรียนการสอนเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจให้เร็ว ให้รับรู้ว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้ง รวมถึงจะมีการปรับปรุงสนามกีฬา เพื่อคืนความสุขให้กับครูและนักเรียน เพื่อให้เขามีกิจกรรมและรับรู้ว่าได้รับการดูแลจากสังคม เป็นการเติมเต็มความสุขและเพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้น”รมว.ศึกษาธิการกล่าว

ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวว่า เงินช่วยเหลือเยียวยาจาก “กองทุนการศึกษาขั้นพื้นฐาน” มอบให้ ผู้แทนครอบครัวของนักเรียนที่เสียชีวิต ครอบครัวละ 20,000 บาท จำนวน 20 ครอบครัว รวม 400,000 บาท ผู้แทนครอบครัวของครูที่เสียชีวิต ครอบครัวละ 20,000 บาท จำนวน 3 ครอบครัว รวม 60,000 บาท ผู้แทนนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บรายละ 10,000 บาท จำนวน 3 ราย รวม 30,0000 บาท และครูที่ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย จำนวน 10,000 บาท รวมทั้งสิ้น 500,000 บาท  ส่วนเงินช่วยเหลือเยียวยาจากบัญชี “รวมน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ประสบเหตุไฟไหม้รถบัสโดยสาร ขณะเดินทางไปทัศนศึกษา โรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม จังหวัดอุทัยธานี” มอบให้ ผู้แทนครอบครัวของนักเรียนที่เสียชีวิต ครอบครัวละ 87,000 บาท จำนวน 20 ครอบครัว รวม 1,740,000 บาท ผู้แทนครอบครัวของครูที่เสียชีวิต ครอบครัวละ 87,000 บาท จำนวน 3 ครอบครัว รวม 261,000 บาท ผู้แทนนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ รับมอบทุนการศึกษาตลอดการศึกษา รายละ 600,000 บาท จำนวน 3 ราย รวม 1,800,000 บาท และครูที่ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย จำนวน 100,000 บาท รวมทั้งสิ้น 3,901,000 บาท

ทั้งนี้ นอกจากการมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาแล้ว ศธ. และ สพฐ. ยังคงติดตามดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างใกล้ชิด และดูแลเยียวยาสภาพจิตใจของผู้ประสบเหตุทุกคนอย่างต่อเนื่อง ให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเข้มแข็ง ในส่วนของการขอพระราชทานเครื่องราชฯ และการเสนอขอรับบำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ 7 ขั้น แก่ครูและนักศึกษาฝึกสอนที่เสียชีวิต ขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการขอพระราชทานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการเยียวยาผู้เสียชีวิตตามสมควรต่อไป

น.ส.พรประภา อั๋นดอนกลอย ครูโรงเรียนวัดวัดเขาพระยาสังฆาราม ครูที่ประจำอยู่ในรถบัสคันที่ 3 ซึ่งได้เข้าไปชวยเหลือนักเรียนในรถบัสคันเกิดเหตุซึ่งเป็นคันที่ 2 จนตนเองได้รับบาดเจ็บ เป็นตัวแทนของคณะครูและนักเรียน รวมถึงครอบครัวผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต กล่าวว่า ขอขอบคุณรัฐมนตรีและกระทรวงศึกษาธิการที่ได้มอบเงินเยียวยาให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ ขอบคุณในการดูแลช่วยเหลือตลาดมา ทางโรงเรียนหวังว่าโรงเรียนจะกลับมาเป็นโรงเรียนแห่งความสุขอีกครั้ง ตามนโยบายเรียนดี มีความสุข จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน

 

“สุรศักดิ์​” เปิดงาน​ 7 ปี​ แห่งการบูรณาการสานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น​ พร้อมมอบบ้านนักเรียนยากไร้

เมื่อวัน​ที่​ 20​ ตุลาคม​ 2567​ นาย​สุรศักดิ์​ พันธ์​เจริญ​ว​ร​กุล​ รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการเป็นประธานเปิดงาน 7 ปี แห่งการบูรณาการ สานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น ณ โรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น โดยนาย​สุรศักดิ์​ กล่าวว่า​ จากการรับฟังคำกล่าวรายงาน ทำให้ทราบว่าการบูรณาการด้านการศึกษาในจังหวัดขอนแก่น เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปการศึกษา ให้เด็กและเยาวชนจังหวัดขอนแก่นทุกคน “เรียนดี มีความสุข” และเติบโตเป็น “มนุษย์ที่สมบูรณ์” ซึ่งภาพการจัดงานในวันนี้ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่น และความทุ่มเทของชาวขอนแก่น ในการร่วมกันพัฒนาการศึกษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก และเยาวชนจังหวัดขอนแก่นให้ดีขึ้น  ​ ทั้งนี้ การพัฒนาการศึกษา ไม่ได้พึ่งเริ่มดำเนินการมา
เพียงแค่ 7 ปี แต่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง โดยการมีสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด​ เป็นผู้แทนของกระทรวงศึกษาธิการ ในระดับพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2560 จะเห็นภาพของการบูรณาการด้านการศึกษาเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา การบูรณาการการทำงานของหน่วยงานทางการศึกษา ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อน การพัฒนาการศึกษา อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งเป้าหมายหลักคือการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ และพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติที่เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีคุณภาพสูงสุด

“โครงการสานพลังชาวการศึกษา เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนจังหวัดขอนแก่น ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีความสุข” และ “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน ” We Are The One KHON KAEN Education Team” ได้ดำเนินงานภายใต้ความเชื่อที่ว่าการศึกษาคือรากฐานสำคัญของการพัฒนา และเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอนาคตที่สดใสให้กับลูกหลาน​ของเรา​ โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ซึ่งความสำเร็จต่างๆจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากความร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานทางการศึกษา ผู้บริหาร ครู​ บุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งนี้ขอขอบคุณทุกท่าน ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในการขับเคลื่อนการบูรณาการ
ด้านการศึกษา ให้บรรลุเป้าหมายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถสานต่อพลังแห่งความร่วมมือนี้ เพื่อสร้างสรรค์อนาคต ที่ดียิ่งขึ้น ให้กับการศึกษาในจังหวัดขอนแก่นและทั่วประเทศต่อไป”รมช.ศึกษาธิการ​ กล่าว

จากนั้นรมช.ศึกษาธิการ​ พร้อมคณะได้เดินทางไปมอบบ้านให้นักเรียนที่ขาดแคลน​ ตามโครงการมอบบ้านนักเรียนยากไร้ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่​ ต่อด้วยเดินทางไปตรวจเยี่ยมวิทยาลัยการอาชีพขอนแก่นพร้อมมอบนโยบาย​ ก่อนเดินทางไปยังโรงเรียนบ้านไผ่​เพื่อเปิดโครงการสุขาดี มีความสุข สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น