“สว.กมล รอดคล้าย” รับโล่เกียรติยศผู้ทำคุณประโยชน์จาก มสธ.

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2567 ดร. กมล รอดคล้าย สมาชิกวุฒิสภา รับโล่เกียรติยศผู้ทำคุณประโยชน์เเก่สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พร้อมเปิดประชุมเสวนาทางวิชาการ “ นิเทศศาสตร์ทางไกล: โอกาสเเละความท้าทายของคนยุคใหม่“ ณ อาคารสำนักบริหาร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมืองทองธานี

อาชีวะสร้างช่างฝีมือ เปิดเวทีแข่งขันระดับชาติครั้งที่ 4 สืบสานพระราชปณิธาน พัฒนาทักษะวิชาชีพ

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2567 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) มอบหมายให้นายวิทวัต ปัญจมะวัต รองเลขาธิการ กอศ.เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันทักษะวิชาชีพ อาชีวะสร้างช่างฝีมือ ตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส ระดับชาติ ครั้งที่ 4 ปีการศึกษา 2567 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 18 ตุลาคม 2567 ณ วิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี

นายวิทวัต กล่าวว่า อาชีวะสร้างช่างฝีมือ ตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส เป็นการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะวิชาชีพตามแนวทางของโรงเรียนพระดาบส ซึ่งเป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาให้ได้รับการฝึกอบรมวิชาชีพ โดยหลักสูตรนี้เน้นการฝึกปฏิบัติจริงควบคู่กับการเรียนทฤษฎี ใช้ระยะเวลาเรียนสั้นเพียง 1 ปี แต่สามารถสร้างช่างฝีมือที่มีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถ และมีคุณธรรมจริยธรรม พร้อมที่จะออกไปประกอบอาชีพได้ทันที การจัดการแข่งขันทักษะวิชาชีพในครั้งนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาได้แสดงศักยภาพ แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ รวมถึงเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทักษะฝีมือให้สูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในการยกระดับคุณภาพการอาชีวศึกษาและการผลิตกำลังคนที่มีสมรรถนะสูงตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งในปัจจุบันได้เปิดมาแล้วทั้งหมด 7 รุ่น

รองเลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า การแข่งขันในครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 มีสถานศึกษาอาชีวศึกษาเข้าร่วม 30 วิทยาลัย ครูและนักเรียน นักศึกษาเข้าแข่งขันจำนวน 800 กว่าคน โดยมีการแข่งขันทักษะวิชาชีพทั้งหมด 10 ทักษะ ได้แก่ ทักษะงานช่างยนต์ งานเขียนแบบ งานเชื่อม งานตีเหล็ก งานตะไบ งานปูน งานไฟฟ้า งานไม้ งานประกอบอาหาร และทักษะการสอน 14 ขั้นตอน นอกจากการแข่งขันทักษะวิชาชีพแล้ว ยังมีกิจกรรมเสริมสร้างความสามัคคีและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้เข้าร่วมการแข่งขัน เช่น กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ การแสดงทางวัฒนธรรม และการจัดนิทรรศการแสดงผลงานของนักเรียนนักศึกษา

ทั้งนี้ในวันที่ 18 ตุลาคม 2567  ซึ่งมีพิธีปิดการแข่งขันและมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการแข่งขัน  นายยศพล  ได้มอบหมายให้นายบัณฑิต ออกแมน ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการอาชีวศึกษา เป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งจะมีการส่งมอบธงการแข่งขันให้แก่เจ้าภาพจัดการแข่งขันในปีถัดไป การจัดการแข่งขันครั้งนี้นับเป็นการส่งเสริมและพัฒนาทักษะวิชาชีพของนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษา ตามแนวทางของโรงเรียนพระดาบส อันเป็นการสืบสานพระราชปณิธานในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ และเตรียมความพร้อมกำลังคนด้านอาชีวศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต

ศธ ตีปี๊บ สร้างภูมิคุ้มกันเด็กไม่เป็นเหยื่อมิจฉาชีพด้วยการเรียนรู้แบบ Active learning มีกระบวนการคิด วิเคราะห์

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการจัดการเรียนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า จากนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล สานงานต่อ ก่องานใหม่ “เรียนดี มีความสุข” ทุกมิติ เดินหน้า “ปฏิวัติการศึกษา แก้ปัญหาประเทศ” ตามแนวทาง “จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ย้ำมาโดยตลอดว่า จะต้องปฏิวัติการศึกษาเพื่อยกระดับการศึกษาของประเทศไทย ให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียมในทุกพื้นที่ มีคุณภาพทัดเทียมสากล และสามารถแข่งขันได้บนเวทีโลก ซึ่งจะแก้ปัญหาประเทศได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตามแนวทางการจัดการเรียนการสอนมีรูปแบบวิธีการที่แตกต่างหลากหลาย โดยรูปแบบ Active Learning ก็เป็นหนึ่งในแนวทางตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เชื่อว่าจะทำให้เกิดการพัฒนาผู้เรียนได้ตรงจุด

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อไปว่า ยอมรับว่าวิธีการเรียนแบบ Active Learning มีการพูดถึงมานานแล้ว และทำมาก่อนรัฐบาลชุดนี้เป็น 10 ปี แต่ในทางปฏิบัติยังทำได้ล่าช้าอยู่ โรงเรียนก็ยังสอนให้เด็กท่องจำอยู่ เป็นการท่องจำเพื่อทำข้อสอบ ไม่ได้เรียนเพื่อตั้งคำถามและหาคำตอบที่จะนำมาซึ่งความเข้าใจในเนื้อหาสาระ และความเข้าใจหรือองค์ความรู้เหล่านั้นก็จะอยู่ติดตัวเด็กได้มากกว่าการท่องจำ ยกตัวอย่างเด็ก ๆ เวลาท่องจำเพื่อไปสอบ พอสอบเสร็จแล้วอีกสองสัปดาห์มีคนมาถามก็จะตอบว่าจำไม่ได้คืนครูไปหมดแล้ว เพราะนั่นคือการเรียนจากการท่องจำไม่ใช่เรียนจากความเข้าใจ ซึ่งในการประชุมผู้บริหาร ศธ.แทบทุกครั้ง พล.ต.อ.เพิ่มพูน มักจะเน้นย้ำเสมอ ว่า การเรียนสมัยก่อนให้เด็กเรียนแบบท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง คือ ท่องไปแบบไม่รู้ความหมาย แต่กระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning จะเป็นกระบวนการที่ทำให้เด็กเข้าใจเนื้อหาในการเรียนได้มากกว่า

“รมว.ศึกษาธิการ มีนโยบายสนับสนุนให้มี หนึ่งอำเภอหนึ่งโรงเรียนคุณภาพ เพื่อให้มีโรงเรียนคุณภาพอย่างน้อยหนึ่งโรงในแต่ละอำเภอ เพื่อให้ชุมชนสามารถฝากอนาคตของเด็ก ๆ กับโรงเรียนนั้น ๆ ได้ เป็นการลดภาระผู้เรียนและผู้ปกครองไม่ต้องแห่เข้ามาเรียนในโรงเรียนแข่งขันสูงหรือโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมือง ดังนั้นจากนโยบายนี้จะต้องมีการพัฒนาโรงเรียนควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยี หรือ เทคนิคการสอน หรือ โรงเรียนร่วมพัฒนา รวมถึงการพัฒนาครูแม่ข่ายที่จะไปให้ความรู้กับโรงเรียนที่จะร่วมพัฒนาในอำเภอนั้น ๆ โดยแนวทางของ Active Learning ก็เป็นรูปแบบหนึ่งที่จะต้องนำไปใช้ในโรงเรียนคุณภาพด้วย” นายสิริพงศ์ กล่าวและว่า ตลอด 2-3 เดือนที่ผ่านมาเราได้ทราบแนวทางของ Active Learning จากสื่อเป็นระยะโดยเฉพาะในการอบรมพัฒนาครูต้นแบบภาคกลาง ที่ได้รับการตอบรับและเสียงชื่นชมอย่างดี ทำให้ต้องมีการขยายผลไปให้ทั่วทุกภาคทั้งประเทศ เพราะความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีสูงมาก โดยประเด็นที่มุ่งหวังในปีต่อไป คือ ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้การเรียนการสอนแบบ Active Learning ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีได้ เพราะเชื่อว่าเป็นแนวทางที่สามารถทำได้และน่าจะต้องทำ

ผู้ช่วย รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า สำหรับปัญหาการรู้เท่าทันก็เป็นหนึ่งในนโยบายที่จะสร้างให้เด็กไทยทันโลก เท่าทันการเปลี่ยนแปลงเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันต่าง ๆ รวมถึงบรรดามิจฉาชีพที่แฝงมาในรูปแบบต่าง ๆ โดยเราจะต้องร่วมกันสร้างเด็กบนฐานความคิดที่มีหลักเหตุและผล คิดว่ามิจฉาชีพส่วนมากเริ่มจากความโลภของคน ในอดีตที่ผ่านมาเราเห็นคนกินหรูอยู่สบาย ทำให้เกิดความคิดอยากจะได้อยากจะมีเหมือนเขา ก็ต้องสอนให้เด็กเกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์ให้ได้ รวมถึงประสบการณ์และบทเรียนที่ถูกต้องก็มีส่วน เราต้องทำให้เด็กได้รับชุดความรู้ที่ถูกต้องให้ได้ก่อน ซึ่งกระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่ครูจะสามารถนำไปใช้ได้ ส่วนประเด็นการสร้างเด็กเป็นนวัตกร เราไม่ได้หวังว่าเด็กจะต้องผลิตของเหมือนกันหมดทุกคน เพราะเด็กไม่ใช่โรงงานอุตสาหกรรม แต่การเป็นนวัตกรของเด็กต้องเกิดจากกระบวนการได้เรียนรู้ ได้ลองผิด ลองถูก ซึ่งจะต้องได้ลงมือทำจริง ที่สำคัญจะลองถูกอย่างเดียวก็ไม่ได้ แต่การศึกษาของเราที่ผ่านมาให้เด็กได้ลองแต่ถูก ไม่ได้ลองผิด คือ เอาอะไรที่ได้มีการลองแล้วว่าดีมาให้เด็กทำ เช่น การทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่มีการใส่สารA กับสาร B แล้วได้สารC มาให้เด็กทำเลย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเวลาเรียนมีน้อยก็ได้ แต่จริง ๆ แล้วควรให้เด็กได้มีโอกาสลองทั้งผิดลองทั้งถูก มันถึงจะเกิดกระบวนการเรียนรู้ ดังนั้นในมุมของการเป็นนวัตกรสิ่งที่สำคัญมากกว่าการที่เด็กจะผลิตของได้ เด็กควรผ่านกระบวนการคิดกระบวนการออกแบบ ได้ทดสอบผิดถูก เพื่อจะได้รู้ว่าผลลัพธ์คืออะไร ซึ่งผลลัพธ์อาจจะไม่ถูกก็ได้ ผิดก็ได้ แต่เด็กจะได้รู้ว่ากระบวนการนี้ผิด ซึ่งนั่นคือกระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning

กรมสมเด็จพระเทพ ฯ ทรงเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 5 ทรงให้กำลังใจครู “ไม่ควรหยุดเรียนรู้ ต้องปรับตัว เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน”   

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 5 ปี 2567 และการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 3  พร้อมกันนี้ทรงทอดพระเนตรและทรงรับฟังการนำเสนอผลงานของครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี รุ่นที่ 5 และทรงดนตรีร่วมกับวงดนตรีผสมผสานระหว่างดนตรีสายใยจามจุรีและคณะครูเครือข่ายมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ณ อาคารอิมแพค ฟอรั่ม 2 เมืองทองธานี โดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ จาก 11 ประเทศ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ได้มีถ่ายทอดสดไปยังสถานเอกอัครราชทูตไปในประเทศอาเซียน ติมอร์-เลสเต บังกลาเทศ มองโกเลีย และภูฏาน

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสในการประชุมวิชาการนานาชาติ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 5 ว่า  เป็นเวลา 10 ปีแล้วนับตั้งแต่มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2558  ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นครูที่มีความโดดเด่นของอาเซียนและติมอร์-เลสเต ซึ่งเป็นผู้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ระหว่างปี พ.ศ. 2558 – 2566 มาร่วมงานเฉลิมฉลอง และในปีหน้าจะมีครูดีเด่นจากอีกสามประเทศ ได้แก่ บังคลาเทศ ภูฏาน และมองโกเลีย มาร่วมฉลองกับเรา

ช่วงศตวรรษที่ 21 จะได้รับอิทธิพลจากเทคโนโลยีเกิดใหม่มากมาย เช่น AI  เรา ในฐานะที่เป็นครู ต้องปรับตัวและพยายามเรียนรู้ว่าเทคโนโลยีใหม่จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนอย่างไร แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ทักษะการเรียนรู้หลักก็ควรจะยังคงอยู่  ทักษะหลักเหล่านี้ ได้แก่ การรู้หนังสือ ความสามารถในการทำงาน ความสมดุลในตนเอง จริยธรรม และการปรับตัวเชิงสังคม ครูจึงไม่ควรหยุดเรียนรู้ เราต้องมีกลยุทธ์สำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตัวข้าพเจ้าเองพบว่าการเดินทางและการเขียนเป็นการเรียนรู้ที่ดี ข้าพเจ้าเขียนหนังสือกว่า 60 เล่ม และนำความรู้ไปช่วยผู้ที่เสียเปรียบและผู้ที่อยู่ในชนบทห่างไกล ข้าพเจ้าอยากจะสนับสนุนให้ทุกๆ ท่านท้าทายตัวเองในการหาแนวทางการปฏิบัติที่ดีขึ้น

ขอให้เราใช้โอกาสนี้ในการแบ่งปันสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการสอนของเรา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับเส้นทางการสอนและการเรียนรู้ของเรา เพื่อสร้างความแตกต่างเชิงบวกในชีวิตของนักเรียนทุกคน ขอให้ครู PMCA เป็นดั่งแสงสว่างแห่งแรงบันดาลใจ จุดประกายความอยากรู้อยากเห็นในจิตใจของเด็ก ๆ  นำทางพวกเขาผ่านความท้าทาย และเฉลิมฉลองชัยชนะของพวกเขา

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การประชุมวิชาการนานาชาติ จะจัดสลับกับการพระราชทานรางวัลมูลนิธิสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีเพื่อเชิดชูครูดีเด่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ครูผู้ได้รับพระราชทานรางวัลได้นำเสนอและแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงาน มุมมองทางการศึกษา และความรู้อันเป็นประโยชน์ต่อวิชาชีพครู ในปีนี้มีครูผู้ได้รับพระราชทานรางวัลทั้งสิ้น 44 คนจาก 11 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าร่วมการประชุม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ที่จะช่วยยกระดับศักดิ์ศรีและศักยภาพในการประกอบวิชาชีพให้แก่เพื่อนครูต่อไป

ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เป็นรางวัลเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติครูผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตลูกศิษย์ และมีคุณประโยชน์ต่อการศึกษาในประเทศอาเซียนและติมอร์-เลสเต ประเทศละ 1 รางวัล โดยจัดมอบรางวัลในทุก 2 ปี และเพื่อถวายเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เจ้าฟ้านักการศึกษา ซึ่งในปีนี้จะเพิ่มเติมประเทศบังกลาเทศ ภูฏาน และมองโกเลีย รวม 14 ประเทศ เพื่อเข้ารับพิธีพระราชทานรางวัล ในวันที่ 17 ตุลาคม 2568

ดร.กฤษณพงศ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังดำเนินกิจกรรม “After award activity”  เพื่อต่อยอดการทํางานให้แก่ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี อาทิ การจัดประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี (PMCA Forum) เพื่อให้ครูได้มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ของครูผู้ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้ามหาจักรีในแต่ละรุ่น รวมถึงการต่อยอดและสนับสนุนการทำงานของครูบนโจทย์ความต้องการของครูในแต่ละประเทศ ผลการดำเนินงานตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อครู  ลูกศิษย์ และวงการศึกษา โดยครูผู้เป็นพลังแห่งการสร้างเด็กเยาวชนและเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาเพื่ออนาคต

สำหรับการประชุมวิชาการนานาชาติ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี มีครูผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 5 มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่น่าสนใจ ดังนี้

  1. นาย โมฮาหมัด อาเมียร์ เออร์วัน ฮาจี ม๊อกซิน (Mr. Mohamad Amir Irwan Haji Moksin) ประเทศบรูไนดารุสซาลาม ครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนประถมศึกษา Pengiran Kesuma Negara Bukit Beruang แลกเปลี่ยนว่าการเล่นเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในกลุ่มเด็กปฐมวัย รวมถึงการจัดสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ เช่น การเลือกหนังสือให้น่าสนใจในห้องสมุด การจัดพื้นที่สำหรับเด็กพิเศษเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ รวมถึงการสอนแบบผสมผสานโดยใช้เทคโนโลยี
  2. นางจักรียา เฮ (Mrs. Chakriya Hay) ประเทศกัมพูชา ครูสอนคณิตศาสตร์ในโรงเรียนระดับมัธยมปลาย Sok An Samrong High School จังหวัดตาแก้ว ผู้ผสมผสานวิชา STEM ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ มีการพัฒนากิจกรรมทดลองทางวิทยาศาสตร์และเกม โดยมีเป้าหมายต้องการพัฒนานักเรียนให้มีประสบการณ์เรียนรู้ที่ดี มีจริยธรรม เพราะการศึกษาที่ดีจะช่วยพัฒนาชีวิตที่ดีขึ้น

3.นางฮาริสดายานี (Mrs. Harisdayani) ประเทศอินโดนีเซีย ครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนประถมศึกษา SMP Negeri 2 Binjai ผู้ใช้เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดีย แลกเปลี่ยนว่า หลังจากที่ได้รับพระราชทานรางวัล ฯ ได้นำเงินส่วนหนึ่งมาปรับปรุงอาคารเรียนและพัฒนาสื่อการสอน ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษเพิ่มเติม จากเดิมที่เรียนเพียง 2 คาบ/สัปดาห์ และทำงานร่วมกับนักจิตวิทยาเพื่อทำแบบทดสอบการวัดทักษะความสนใจของผู้เรียน

  1. นางกิมเฟือง เฮืองมะนี (Mrs. Kimfueang Heuangmany) สปป.ลาว ครูใหญ่และครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาในโรงเรียนประถมศึกษา The Pheermai เมืองละมาม แขวงเชกอง แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจของการเป็นครูเพราะในสมัยเรียนมีครูไม่เพียงพอ หลังจากได้รับพระราชทานรางวัลได้นำเงินมาพัฒนาโรงเรียน อาทิ เครื่องกรองน้ำ สื่อการสอน ส่งเสริมกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ผ่านการปรุงน้ำหมักจุลินทรีย์ ทำให้วิทยาศาสตร์กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว
  2. นายไซฟูนิซาน เช อิสมาเอลท (Mr. Saifulnizan Che Ismail) ประเทศมาเลเซีย ครูคณิตศาสตร์ที่มีพื้นฐานด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และไอที โรงเรียนประถมศึกษา Sekolah Kebangsaan Raja Bahar ในโกตาบารู แลกเปลี่ยนการเรียนรู้คณิตศาสตร์สู่ชีวิตประจำวัน เช่น การจัดทำสวนสมุนไพรและเลี้ยงผึ้งในโรงเรียน โดยใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์และทักษะชีวิต ในการคำนวณปริมาณน้ำผึ้ง การใช้แอปพลิเคชันผ่าน Story telling และหุ่นยนต์ เพื่อพัฒนานักเรียนก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัล
  3. ดอ อาย ซู หวิ่น (Daw Aye Su Win) ประเทศเมียนมา ครูสอนภาษาอังกฤษ โรงเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานในเมือง Hlaingtharyar Township แลกเปลี่ยนว่า หลังจากได้รับพระราชทานรางวัล ฯ ได้นำไปพัฒนาโรงเรียน เช่น ไฟฟ้า ระบบกรองน้ำ พื้นที่ล้างมือในโรงเรียน รวมถึงพัฒนาภาษาอังกฤษ ทั้งการอ่าน เล่านิทาน เพื่อช่วยให้นักเรียนมีความพร้อมในการสื่อสารภาษาอังกฤษ และการพัฒนากิจกรรมนอกห้องเรียน เช่น การปลูกผัก การป้องกันยุงลายในโรงเรียน
  4. นายเจอร์วิน วาเลนเซีย (Mr. Jerwin Valencia) ประเทศฟิลิปปินส์ ครูคณิตศาสตร์ โรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งชาติไดกราส โรงเรียนชั้นนำของจังหวัดอีโลโคสนอร์เต แลกเปลี่ยนการสอนจากมุมมองคณิตศาสตร์เป็นเพียงวิชาสู่ การผสาน M.A.T.H. เข้ากับชีวิตประจำวัน เน้นการลงมือทำ โดยผู้เรียนมีความเป็นเลิศทางวิชาการ และการช่วยเหลือคนในชุมชนโดยทำงานร่วมกับท้องถิ่น เช่น การซ่อมแซมบ้านผู้ประสบภัยและขาดโอกาส
  5. นางชิว หลวน เพนนี ชง (Mrs. Chew Luan Penny Chong) ประเทศสิงคโปร์ ครูการศึกษาพิเศษ ที่มีความบกพร่องทางสายตา โรงเรียน Ahmad Ibrahim Secondary School แลกเปลี่ยนวิธีการเรียนที่มีประสิทธิภาพสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น พัฒนานักเรียนให้เป็นผู้ประกอบการ การจัดทัศนศึกษาเพื่อให้นักเรียนที่บกพร่องทางการมองเห็นเรียนรู้ร่วมกับนักเรียนทั่วไป รวมถึงการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนนักเรียนที่บกพร่องการมองเห็น
  6. นางสาว ฟิโลมินา ดา คอสต้า (Ms. Filomena da Costa) ประเทศติมอร์-เลสเต ครูสอนภาษาอินโดนีเซียในโรงเรียนมัธยมปลาย Saint Miguel Arcanjo Secondary School แลกเปลี่ยนว่า หลังจากได้รับพระราชทานรางวัล ฯ รวมถึงได้รับรางวัลนักสิทธิมนุษยชนของประเทศได้นำเงินมาพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งใจจะพัฒนาชุมชน โรงเรียน เช่น ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์เพื่อให้คนในชุมชนได้เรียนรู้เกี่ยวกับติมอร์-เลสเต
  7. นายมา หุ่ง เหงียน (Mr. Manh Hung Nguyen) ประเทศเวียดนาม รองผู้อำนวยการโรงเรียน Hoang Van Thu High School for the Gifted แลกเปลี่ยนการบริหารงานโรงเรียนและการสอนภูมิศาสตร์ นอกจากพัฒนาผู้เรียนให้เป็นเลิศทางวิชาการ ยังมีการสอนทักษะชีวิต เช่น ทักษะการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม กิจกรรมวิจารณ์หนังสือเพื่อส่งเสริมการอ่านและคิดวิเคราะห์ ทักษะเอาชีวิตรอดจากอัคคีภัย ภัยธรรมชาติ การปฐมพยาบาล และการพัฒนานักเรียนให้มีหัวใจเมตตา โดยพานักเรียนเยี่ยมบ้านผู้ประสบภัย เพื่อให้นักเรียนพร้อมเผชิญความท้าทายในยุคปัจจุบัน
  8. นายนิวัฒน์ เงินงามมีสุข ประเทศไทย ครูการศึกษานอกโรงเรียนที่บ้านโมโคคี บ้านมอโก้คี ผู้บุกเบิกศูนย์การเรียนรู้ชุมชนพื้นที่เขาแม่ฟ้าหลวง จังหวัดตาก แลกเปลี่ยนว่า กิจกรรมศูนย์การเรียนรู้กาแฟมอโกคี มีทั้งเกษตรกร และประชาชนที่สนใจมาร่วมเรียนรู้ อาทิ การจัดการชุมชนเพื่อพัฒนาอาชีพที่เชื่อมต่อกับการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ การประกาศแนวเขตป่าทำให้เกิดการอนุรักษณ์ทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน และการขยายผลการเรียนรู้ไปยังเครือข่ายชุมชนอื่นๆ ร่วมกับ กสศ.

“เสมา 2” เปิดงานมหกรรมวิชาการสานพลังเพื่อพัฒนาวิชาชีพครูพื้นที่อยุธยา ยึดแนวทาง “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน”

เมื่อวันที่​ 16 ตุลาคม​ 2567 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานมหกรรมวิชาการสานพลังเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1​ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา​ โดยมี นางกัลยา มาลัย ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 นายนพคุณ ลัคนาวิเชียร ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2​ ว่าที่ร้อยเอก​ ทิณกรณ์ ภูโทถ้ำ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา​ ครู​ และบุคลากรทางการศึกษา​ ให้การต้อนรับ

นาย​สุรศักดิ์​ กล่าวว่า​ ขอชื่นชมการจัดงานมหกรรมวิชาการครั้งนี้ ซึ่งรู้สึกได้ถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นของคณะกรรมการจัดงาน ที่จะสร้างพื้นที่ให้กับ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มีผลงานการจัดการเรียนรู้ดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ และเป็น แบบอย่างให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาท่านอื่น ๆ ได้มีเวที​ ที่จะนำมาเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพราะการจัดการ เรียนรู้ให้กับผู้เรียน เป็นกระบวนการที่สำคัญ ในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ ทำให้ ผู้เรียนมีพัฒนาการที่เจริญงอกงาม ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา

“องค์ความรู้ในแต่ละเรื่องแต่ละอย่างมีความสำคัญต่อผู้เรียนเป็นองค์ความรู้ที่ล้วนเกิดจากสิ่งที่ได้ศึกษาและปฏิบัติจริงมาแล้ว สามารถนำไปพัฒนาและต่อยอดได้ตามบริบทของโรงเรียน ของคุณครูแต่ละท่าน ทำให้การจัดการเรียนการสอนเกิดการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดก็คือผู้เรียน นอกจากนี้การจัดงานในครั้งนี้ ยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ ให้กับข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ที่ปฏิบัติงานด้วยความวิริยะ อุตสาหะ ทำให้เกิดพลังใจ และมีแรงขับเคลื่อน ที่จะร่วมกันพัฒนางานด้านการศึกษา ในอนาคตต่อไป” รมช.ศึกษาธิการ​ กล่าว

ศธ.หารือเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร นำเสนอนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา “Anywhere Anytime” ยกระดับการศึกษาไทย

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2567 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ Ms. Husna Hamimi Hashim Head of Education Asia Pacific สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำสาธารณรัฐสิงคโปร์ พร้อมด้วย Ms. Thea Wiltshire EdTech, Schools, Early Years and SEND Specialist สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร ณ กรุงลอนดอน Mr. Jone Jones Head of Teachers, RGS Worcester Family of Schools และผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย พร้อมหารือความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษา ณ ห้องประชุมหม่อมหลวงมานิจ ชุมสาย

ดร.พิเชฐ กล่าวว่า ในการต้อนรับผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตครั้งในได้มีการสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษาระหว่างกัน ซึ่งในปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) โดยเฉพาะประเด็นที่จะสนับสนุนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของกระทรวงศึกษาธิการ ประเทศไทยที่นำเทคโนโลยีมาใช้ในการศึกษา เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา “Anywhere Anytime” ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการเสริมสร้างศักยภาพครูและนักเรียนให้สามารถเข้าถึงการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ

รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการมีความร่วมมือกับสหราชอาณาจักรในการพัฒนา Reboot Program ซึ่งเป็นกิจกรรมที่พัฒนาศักยภาพครูแม่ข่ายด้านภาษาและเทคโนโลยี ซึ่งในส่วนของอาชีวศึกษามีความร่วมมือกับ Pearson ในการพัฒนาทักษะมาตรฐานวิชาชีพ และยังมีประเด็นท้าทายในการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียน การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนครูนักเรียนระหว่างโรงเรียนทั้งสองประเทศ รวมไปถึงการจัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีด้านการศึกษาต้องคำนึงถึงความพร้อมและความเหมาะสมต่าง ๆ ทั้งชนิด ประเภทของอุปกรณ์ รวมถึงการลงทุนด้านสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้าและระบบอินเตอร์เน็ต ทั้งนี้ฝ่ายผู้แทนสหราชอาณาจักรได้ขอบคุณที่กระทรวงศึกษาธิการสนับสนุนการจัดประชุม Bett ASIA และจะเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเข้าร่วม และนำเสนอผลงานตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ในที่ประชุมระดับโลกด้านการศึกษาในปี 2568 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ทั้งนี้ ภายหลังการหารือ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้นำผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร เข้าเยี่ยมชมกิจกรรมดนตรีในสวนรื่นรมย์สมฤดี 132 ปีกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจัดขึ้นทุกเย็นวันพฤหัสบดี บริเวณศาลา 100 ปี รวมถึงเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย โดยผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร ได้มีโอกาสพบกับนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้กล่าวทักทายและมีความยินดีที่จะส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือระหว่างกันเป็นอย่างดี

 

“อรรถพล” ชี้ การแก้ไขปัญหาโลกเดือดต้องเปลี่ยนมุมมอง Climate to Earn สร้างรายได้จากการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2567 นายอรรถพล สังขวาสี อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ท่ามกลางภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น โดยมีแนวโน้มมากขึ้นและรุนแรงขึ้น ส่งผลต่อทุกกิจกรรมทางสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การศึกษาเป็นอีกภาคส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การศึกษาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับตัวรองรับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้การศึกษายังสามารถดำเนินต่อไปได้เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ และที่มากไปกว่านั้น ภาคการศึกษาจะต้องเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้น ดังนั้น การศึกษาจะนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้อีกต่อไป โดยระบบการศึกษาจะต้องปรับตัวใน 3 ระดับ คือ ระดับนโยบาย ที่นโยบาย แผนและยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาจะต้องให้ความสำคัญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มมากขึ้น และลึกลงไปถึงหลักสูตรการศึกษาต้องมีการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ รวมทั้งมีการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ระดับที่ 2 คือ ระดับบุคลากร ต้องมีการดำเนินการที่มากกว่าการสร้างความตระหนัก โดยต้องขยับมาสู่การสร้างทักษะ และพฤติกรรมในการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมให้เป็นนิสัยในบุคลากรทุกภาคส่วน มีแบบอย่างในการดำเนินการ รวมทั้งแรงจูงใจในการปฏิบัติ และในระดับสุดท้าย คือ ระดับโครงสร้างพื้นฐาน ต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ของสถานศึกษาให้พร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้น เพื่อทำให้การจัดการเรียนการสอนไม่สะดุดลงเมื่อเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ หรือเกิดขึ้นน้อยที่สุด

ดร. อรรถพล อธิบายเพิ่มเติมว่า หากให้วิเคราะห์ประเด็นสำคัญเร่งด่วนที่ภาคการศึกษาต้องดำเนินการในทันที จึงคิดว่ามีด้วยกัน 4 ประการ คือ 1) สิ่งแรกสุดที่ภาคการศึกษาจะต้องเร่งดำเนินการ คือ เปลี่ยน Mindset สร้าง Habit การแก้ไขปัญหานี้ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกคนและทุกคนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ควรคิดว่าลำพังตัวเราเองไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ และยังต้องเปลี่ยน Mind set ไปสู่การสร้างอุปนิสัยที่ปฏิบัติได้ง่าย ปฏิบัติได้จริง ทั้งนี้ เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่เห็นความสำคัญของปัญหานี้แล้ว แต่ยังไม่มีพฤติกรรมที่ช่วยลดโลกร้อนอย่างจริงจัง 2) จุดเน้นของนโยบายการศึกษาที่ยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางและเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ยังไม่มีการบูรณาการทางนโยบายระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทำให้การทำงานยังไม่เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง และ 3) การปรับหลักสูตรและวิธีการจัดการเรียนการสอนของครู แม้ว่าหลักสูตรการศึกษาจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมแล้ว แต่วิธีการจัดการเรียนการสอนที่ได้ผลและให้นักเรียนเกิดความตระหนักและเห็นคุณค่าจะต้องเป็นการจัดการเรียนการสอนด้วยการลงมือปฏิบัติมากกว่าการบรรยายให้นักเรียนรู้แต่เพียงอย่างเดียว และ 4) Climate to earn ต้องสร้างกลไกที่ทำให้อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก่อให้เกิดเป็นรายได้ อาทิ คาร์บอนเครดิต ต้องนำเข้ามาสู่ในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนให้เด็กนักเรียนรู้วิธีในการสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้นักเรียนหันมาสนใจเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

“ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการนำการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งในการลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มมากขึ้น และสร้างมาตรการแรงจูงใจให้ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนให้มีอุปนิสัยและพฤติกรรมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีโรงเรียนเป็นฐาน และครูเป็นแรงเสริม ผมเชื่อว่า ความสำเร็จในการลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องเริ่มต้นที่โรงเรียน”ดร.อรรถพล กล่าว

“เสมา 1”ขอบคุณทุกฝ่ายช่วยดูแลกรณีไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษา ย้ำไม่ทิ้งผู้ได้รับผลกระทบ เล็งตั้งอนุสรณ์สถานที่โรงเรียน

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ  เปิดเผย ภายหลังการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 35/2567  ว่า ในที่ประชุมได้มีการขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยกันดูแลเกี่ยวกับกรณีไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษาของโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม จังหวัดอุทัยธานี ทำให้มีนักเรียนและครูเสียชีวิต 23 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย ซึ่งได้ช่วยกันดูแลช่วยเหลือดำเนินการต่าง ๆ ตั้งแต่เกิดเหตุจนกระทั่งพระราชทานเพลิงศพจนเสร็จสิ้นกระบวนการ โดยได้มอบหมายให้ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหนังสือขอบคุณหน่วยงานต่าง ๆ อย่างไรก็ตามต่อจากนี้จะต้องมีการติดตามดูแลเยียวยาเด็กและครูที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะการติดตามอาการและฟื้นฟูเด็กที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล รวมทั้งติดตามเรื่องสวัสดิการต่าง ๆ ของครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบด้วย ทั้งนี้ได้มอบมายให้ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ไปสำรวจความต้องการของโรงเรียน ครู และน้อง ๆ ในโรงเรียนที่ถือว่าเป็นผู้ได้รับผลกระทบว่า ต้องการทำกิจกรรม โครงการอะไรเพื่อเป็นการเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบต่อไป

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ในการประชุมได้มีการรายงานการช่วยเหลือเยียวยา ครูและนักเรียนที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ดังนี้  เงินที่ได้รับตามกฎหมาย ประกันชีวิต ได้แล้วรายละ 2.4 ล้านบาท  เงินบริจาคกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ขณะนี้ มีเงิน 2.5 ล้านบาท  การขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ให้แก่คุณครู 2 ราย ซึ่งขณะนี้ สพฐ.ได้ดำเนินการรวบรวมเอกสารขอเครื่องราชชั้นเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย ขณะเดียวกันได้ทำเรื่องขอเลื่อนเงินเดือน 3 ขั้นซึ่งขณะนี้ส่งเรื่องไปที่สำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว และจะนำเข้าประชุมคณะอนุกรรมการฯ ในวันที่ 18 ตุลาคม 2567 นี้ สำหรับทายาทของครูที่เสียชีวิต ซึ่งทำงานอยู่ต่างประเทศ หากต้องการเข้ารับราชการจะดำเนินการต่อไป ส่วนครูที่เป็นนักศึกษาฝึกสอนทางสภามหาวิทยาลัยฯ ได้อนุมัติปริญญาให้เป็นผู้สำเร็จการศึกษา เป็นกรณีพิเศษ และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติจะมอบเหรียญสดุดีให้แก่คุณครูทั้ง 3 ราย นอกจากนี้จะมีการสร้างอนุสรณ์สถาน สพฐ.จะปรับปรุงสนามเด็กเล่นในโรงเรียน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการออกแบบและจัดสรรงบประมาณ

“นอกเหนือจากการดูแลช่วยเหลือเยียวยาแล้ว กระทรวงศึกษาธิการยังมีมาตรการป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นอีก โดยมีหนังสือกำชับทั้งจากสพฐ. และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนหรือ สช.ไปยังหน่วยงานและโรงเรียนในสังกัดเพื่อกำชับมาตรการป้องกัน รวมถึงแจ้งให้ทราบว่า กรมการขนส่งทางบกยินดีให้ความร่วมมือในการส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยตรวจสอบรถที่จะใช้ในการทัศนศึกษา และให้มีการซักซ้อมการใช้รถกรณีเกิดเหตุร้ายด้วย”พล.ต.อ.เพิ่มพูนกล่าวและว่า สำหรับน้อง ๆ ที่ยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล นั้น ทางกระทรวงศึกษาธิการมีการติดตามอาการและเข้าไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลทุกวัน เพื่อให้กำลังใจผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่การแพทย์ที่ช่วยดูแล อย่างไรก็ตามในที่ประชุมได้มีการพูดคุยถึงการดูแลน้องทั้ง 3 คนเป็นพิเศษที่อาจจะมีบาดแผลจากไฟไหม้ และต้องช่วยกันเยียวยาผู้ปกครองด้วย โดยในส่วนของการรักษาตัวไม่ต้องเป็นกังวลเพราะอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์แล้ว แต่เราจะต้องมาดูในอีกมิติ คือ เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ปกครองขาดรายได้เนื่องจากต้องหยุดงานมาดูแลน้องในช่วงรักษาตัวซึ่งก็น่าจะช่วยดูแลในส่วนนี้ด้วย

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ นั้น ข้อมูลกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 3 ตุลาคม 2567 มีนักเรียน นักศึกษา ที่ประสบภัย 22,739 คน มีข้าราชการและเจ้าหน้าที่ประสบภัย 1,237 คน โดยจำนวนนี้มีสถานศึกษาและหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบ รวม 397 แห่ง  โดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้รวบรวมงบประมาณ เพื่อของบกลางในการช่วยเหลือเยียวยาหน่วยงานและสถานศึกษา ศธ.ที่ประสบภัย จำนวน 273 ล้านบาท สำหรับการช่วยเหลือเยียวยานักเรียน นักศึกษา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง เป็น “ค่าหนังสือ ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่าอุปกรณ์การเรียน” ในอัตราเงินอุดหนุนรายหัว ของโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน แก่นักเรียน นักศึกษา ในสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังได้รับรายงานความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา PISA ของ สพฐ. และ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) ซึ่งมีการอบรมออนไลน์ “การสร้างและพัฒนาข้อสอบวัดความฉลาดรู้ด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น” ระหว่างวันที่ 7-8 ตุลาคม 2567 จำนวน 3 วิชา วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาไทย ทั้งออนไลน์ผ่าน Zoom meeting (สำหรับครู สพฐ. สช. สอศ. สช. อว. กทม. สถ.) และ Youtube (สำหรับผู้สนใจ) โดยฝึกปฏิบัติในรูปแบบออนไซต์ ระหว่างวันที่ 9-11 ตุลาคม 2567 พร้อมมอบ สสวท. จัดทำคลิปเผยแพร่ออนไลน์เพื่อสร้างการเรียนรู้ในวงกว้าง มีกิจกรรมโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง และโรงเรียนคู่พัฒนา รวมถึงการขับเคลื่อนและนำชุดพัฒนาความฉลาดรู้ไปใช้ในห้องเรียน ภาคเรียนที่ 1/2567 ของโรงเรียนมัธยมและโรงเรียนขยายโอกาส จำนวน 9,214 แห่ง  ทั้งนี้ สสวท.ต้องมีคู่มือแนะนำการใช้สื่อ วิธีการใช้ ประโยชน์ที่ได้รับ โดยให้ตั้งคณะกรรมการเพิ่มเติม ภายใต้ชื่อ คณะกรรมการพิซาและยกระดับคุณภาพการศึกษา”

 

ผู้บริหาร ศธ.ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษา

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานในการออกเมรุ และประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ แก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษาของโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 2 โดยมีผู้แทนของรัฐบาลเข้าร่วม ได้แก่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ นำโดยพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ คณะที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ  นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมถึงผู้บริหาร บุคลากรของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน คณะครู และครอบครัวของผู้เสียชีวิต เข้าร่วมในพิธี ณ อาคารเอนกประสงค์ โรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม จังหวัดอุทัยธานี

โดยพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานในพิธีทอดผ้าไตรพระราชทาน จำนวน 5 ไตร วางกระทงข้าวตอก ดอกไม้ หน้าหีบศพ หยิบธูปเทียนดอกไม้จันทน์จากเจ้าพนักงาน จุดไฟที่โคมจากเจ้าพนักงาน วางดอกไม้จันทน์พระราชทานเพลิง แล้ววางธูปเทียนดอกไม้จันทน์ของพระบรมวงศานุวงศ์ วางที่หน้าหีบศพ ตามด้วย พระสงฆ์ ข้าราชการ ประชาชน ขึ้นวางดอกไม้จันทน์ตามลำดับ จากนั้นได้มีการเคลื่อนขบวนศพ ของครูและนักเรียน มาประกอบพิธีฯ ณ สถานที่ประกอบพิธี ครั้งละ 7 ร่าง จนครบทั้ง 23 ร่าง โดยมีครอบครัวของผู้เสียชีวิตอยู่ในขบวน และทำการเก็บเถ้ากระดูก เพื่อส่งมอบให้กับครอบครัวผู้วายชนม์ ทั้งนี้ หลังจากเสร็จสิ้นพิธีพระราชทานเพลิงแล้ว ในส่วนของพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลต่อจากนี้ จะเป็นการทำบุญของครอบครัวและญาติ แยกกันไปประกอบพิธีตามอัธยาศัย

ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ อีกทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รับศพผู้เสียชีวิตไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ พระราชทานพวงมาลาวางหน้าหีบศพผู้เสียชีวิต พระราชทานเพลิงศพแก่ผู้เสียชีวิตเป็นกรณีพิเศษ ทั้งพระราชทานเงินช่วยเหลือและพระราชทานทุนการศึกษาแก่บุตรของครูที่เสียชีวิต ผ่านมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยังความปลื้มปีติแก่พสกนิกรโดยทั่วกัน

สพฐ. ปลื้มนักเรียนไทยคว้า 26 รางวัล “คณิต-วิทย์โอลิมปิก” ระหว่างประเทศ ระดับประถมฯ ที่จีน


เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้นำนักเรียนระดับประถมศึกษา ที่มีความสามารถด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์โอลิมปิก ระหว่างประเทศ ระดับประถมศึกษา ประจำปี พ.ศ. 2567 International Mathematics and Science Olympiad for Primary School 2024 (IMSO 2024) ระหว่างวันที่ 1-6 ตุลาคม 2567 ณ เมืองเวินโจว มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน ใน 2 สาขาวิชา คือ คณิตศาสตร์ จำนวน 12 คน และวิทยาศาสตร์ จำนวน 12 คน รวมทั้งสิ้น 24 คน ผลปรากฏว่าผู้แทนนักเรียนไทยสามารถคว้ารางวัลกลับประเทศมาได้ทุกคน ประกอบด้วย 5 เหรียญทอง 9 เหรียญเงิน 10 เหรียญทองแดง รวมถึงรางวัล Best over all Math และรางวัล Discovery STEM รวมทั้งสิ้น 26 รางวัล โดยคณะนักเรียนและครูผู้ฝึกสอนเดินทางกลับถึงประเทศไทยเมื่อคืนวันที่ 6 ตุลาคม 2567 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมีผู้บริหารโรงเรียน คณะครู และครอบครัวนักเรียน ร่วมต้อนรับและแสดงความยินดี

สำหรับการแข่งขันคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ระดับประถมศึกษา ประจำปี พ.ศ. 2567 มีประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 18 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ เวียดนาม บัลแกเรีย บอตสวานา จีน อิหร่าน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย คาซัคสถาน ทาจิกิสถาน ลาว มองโกเลีย มาเลเซีย เนปาล ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา รวมนักเรียนที่เข้าร่วมทุกประเทศ จำนวน 263 คน โดยผลรางวัลของนักเรียนไทย มีดังนี้

สาขาคณิตศาสตร์ จำนวน 13 รางวัล แบ่งเป็น เหรียญทอง 3 รางวัล ได้แก่ 1.เด็กชายฉัตรดนัย ลิ้มศิริรังสรรค์ โรงเรียนนานาชาติกระบี่ 2.เด็กชายพุฒิพงศ์ นนทิการ โรงเรียนศรีสว่างวงศ์ 3.เด็กหญิงเพชรพริมา เศรษฐปิยานนท์ โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย / เหรียญเงิน 5 รางวัล ได้แก่ 1.เด็กหญิงญาณภัค ปิ่นแก้ว โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 2.เด็กชายนะนทณัฎฐ์ ผดุงเกียรติวงษ์ โรงเรียนอนุบาลประจวบคีรีขันธ์ 3.เด็กชายปิยะ ทั่งโต โรงเรียนตั้งพิรุฬห์ธรรม 4.เด็กชายปุณณธี อรุณนารา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ฝ่ายประถม 5.เด็กชายร่มฉัตร สุจิรัตน์ โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม / เหรียญทองแดง 4 รางวัล ได้แก่ 1.เด็กชายธนัตถ์สิทธิ์ เผื่อจิรายุส์ โรงเรียนกว่างเจ้า 2.เด็กชายพันธุ์ธัช อัดโดดดร โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา 3.เด็กหญิงวารุรินทร์ สัจจะวรรณคุณ โรงเรียนอนุบาลศรีสะเกษ 4.เด็กชายศิวัจน์ เฉลิมนิธิวงศ์ โรงเรียนวัดดอนไก่เตี้ย และรางวัล Best over all Math ได้แก่ เด็กชายฉัตรดนัย ลิ้มสิรินรังสรรค์

สาขาวิทยาศาสตร์ จำนวน 13 รางวัล แบ่งเป็น เหรียญทอง 2 รางวัล ได้แก่ 1.เด็กหญิงเนธิสดา ตั้งยิ่งยง โรงเรียนวัดเขากลอย 2.เด็กชายวริศ สุวรรณชาตรี โรงเรียนแสงทองวิทยา / เหรียญเงิน 4 รางวัล ได้แก่ 1.เด็กหญิงณัฎฐากุลยา ถาวรพัฒน์ โรงเรียนอนุบาลพนัสศึกษาลัย 2.เด็กชายธนดนย์ เกษมธรรมกิจ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 3.เด็กชายปัณณพัฒน์ คงนคร โรงเรียนแสงทองวิทยา 4.เด็กชายสิรวิชญ์ ธนสารสุขสถิตย์ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล / เหรียญทองแดง 6 รางวัล ได้แก่ 1.เด็กหญิงกัญญ์วฤนท์ ถาวรพัฒน์ โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย 2.เด็กชายพัชรพล ชลไพศาล โรงเรียนแสงทองวิทยา 3.เด็กหญิงศิรัชญากานต์ เลากิจวิรุฬห์ โรงเรียนอนุบาลศรีสะเกษ 4.เด็กชายอนันดา อนันตโชค โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม 5.เด็กชายอลีฟ สามะ โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม 6.เด็กชายอินทัช ตั้งกิตติมศักดิ์ โรงเรียนอนุบาลสามเสนฯ และรางวัล Discovery STEM ทีม Thailand ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1
.
นางสาวธัญนันท์ แก้วเกิด รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการการศึกษา สพฐ. ผู้นำทีมนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขัน กล่าวว่า สพฐ. ได้สนับสนุนและส่งเสริมให้สถานศึกษาพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถของนักเรียนอย่างรอบด้าน ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ  และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ  โดยเฉพาะในด้านทักษะทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต อีกทั้งยังเล็งเห็นความสำคัญในการสร้างโอกาสให้เด็กไทยได้เข้าร่วมการแข่งขันในเวทีนานาชาติเพื่อยกระดับความสามารถในการพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ โอกาสนี้ ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนทุกคนที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันและได้รับรางวัลจากเวทีนานาชาติครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองและครอบครัว สถานศึกษา รวมถึงประเทศชาติ ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ
.
เด็กหญิงเนธิสดา ตั้งยิ่งยง โรงเรียนวัดเขากลอย เจ้าของรางวัลเหรียญทอง สาขาวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า ในการเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ รู้สึกว่ามันไม่ใช่การแข่งขันธรรมดา แต่เป็นโอกาสที่ดีในการได้พบเจอคนเก่งๆ จากหลายประเทศ ได้เจอกับข้อสอบที่ทำให้เราสนุกและตื่นเต้น ได้เพื่อนใหม่และได้ประสบการณ์ที่น่าจดจำ ต้องขอขอบคุณ สพฐ. ที่ได้นำพวกเรานักเรียนไปร่วมการแข่งขันในครั้งนี้และดูแลพวกเราเป็นอย่างดี
.
ขณะที่ เด็กชายอินทัช ตั้งกิตติมศักดิ์ โรงเรียนอนุบาลสามเสนฯ ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง สาขาวิทยาศาสตร์ และร่วมทีม Thailand คว้ารางวัล Discovery STEM รองชนะเลิศ อันดับ 1 กล่าวว่า ตนได้เตรียมตัวเข้าร่วมการแข่งขัน ด้วยการอ่านหนังสือ ทำแบบฝึกหัด ทบทวนความรู้ ตรงไหนที่ไม่เข้าใจก็ไปอ่านเพิ่มเติม และรู้สึกพอใจกับผลรางวัลที่ได้รับ เพราะไม่ว่าจะได้รับรางวัลอะไรก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว อีกทั้งยังได้ประสบการณ์ รู้จักเพื่อนต่างชาติหลายประเทศ ขอให้ สพฐ. ทำโครงการดีๆ เช่นนี้ต่อไปทุกปีครับ
เด็กชายปิยะ ทั่งโต โรงเรียนตั้งพิรุฬห์ธรรม เจ้าของรางวัลเหรียญเงิน สาขาคณิตศาสตร์ กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจและภาคภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนนักเรียนไทยไปเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ได้ทำชื่อเสียงให้ครอบครัวและประเทศชาติ และได้รับประสบการณ์ที่สนุก ตื่นเต้น น่าจดจำ ตั้งใจว่าจะนำประสบการณ์จากการแข่งขันนำไปพัฒนาตัวเองด้านคณิตศาสตร์ต่อไป