สมศ.โชว์ “สตึกโมเดล” ปั้นเด็กไทยต้นแบบการศึกษายุคใหม่ เรียนรู้รอบด้าน มีทักษะคิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์และใช้เทคโนโลยีประดิษฐ์หุ่นยนต์


เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 ดร.วรวิชช ภาสาวสุวัศ รองผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เปิดเผยว่า การประเมินคุณภาพภายนอกปีงบประมาณ พ.ศ.2567 มีสถานศึกษาเข้ารับการประเมินกว่า 5,000 แห่ง โดยเป็นสถานศึกษาการศึกษาปฐมวัย (ศูนย์พัฒนาเด็ก) 2,055 แห่ง สถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3,020 แห่ง ซึ่ง สมศ.ได้มีการสำรวจและติดตามการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกไปใช้ พบว่าสถานศึกษาการศึกษาปฐมวัย มากกว่าร้อยละ 95 และสถานศึกษาระดับขั้นพื้นฐาน มากกว่าร้อยละ 99 ต่างนำผลประเมินคุณภาพภายนอกไปปรับใช้ โดยส่วนใหญ่ให้ความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ผลการประเมินคุณภาพภายนอกของ สมศ. ทำให้สถานศึกษารู้จัก เข้าใจ มองเห็นจุดแข็ง จุดที่ควรพัฒนาของสถานศึกษาอย่างเด่นชัดมากขึ้น เกิดแรงจูงใจที่จะปรับปรุงและพัฒนา และได้นำข้อเสนอแนะไปใช้กำหนดแนวทางการดำเนินงานของสถานศึกษาในหลายด้าน ทั้งเรื่องการบริหาร การกำกับติดตาม การกำหนดแผนงานและการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอน พัฒนาผู้เรียน ผู้สอน ส่งผลให้สถานศึกษาได้รับการพัฒนาและเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังพบว่าสถานศึกษากว่าร้อยละ 94 ที่เข้ารับการประเมิน รู้สึกพึงพอใจภาพรวมการประเมินคุณภาพภายนอกในครั้งนี้ เพิ่มขึ้นจากรอบที่ผ่านมาที่ได้อยู่ที่ประมาณร้อยละ 80


ดร.วรวิชช ได้กล่าวถึงสถานศึกษาที่สามารถนำข้อเสนอแนะจากการประเมินคุณภาพภายนอกไปปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยกตัวอย่าง โรงเรียนสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งประสบความสำเร็จในการพัฒนาจนทำให้เกิด SATUEK Model ซึ่งเป็นแนวทางในการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการพัฒนาสถานศึกษา การเสริมสร้างความรู้ด้านวิชาการ การพัฒนาบุคลากร และการพัฒนาผู้เรียน โดยสร้างแนวทางการเรียนรู้ที่เตรียมความพร้อมผู้เรียนสู่อนาคต ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีเยี่ยมและมีทักษะการเรียนรู้รอบด้าน เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะการประดิษฐ์หุ่นยนต์ซึ่งมีชื่อเสียงโดดเด่นและได้รับรางวัลจากการแข่งขันระดับชาติและนานาชาติหลายรายการ ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดี (Best Practice) ที่โรงเรียนอื่นๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้และปฏิบัติตามได้


รอง ผอ.สมศ. กล่าวด้วยว่า สำหรับ ทิศทางการประเมินคุณภาพภายนอกประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่กำลังจะเริ่มขึ้นนี้ สมศ.ยังคงยึดหลักการประเมินคุณภาพภายนอกตามนโยบาย “ลดภาระ เรียนดี มีความสุข” ของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ โดยมุ่งเน้น 3 ประเด็นหลัก คือ 1) การประกันคุณภาพภายนอกเพื่อการพัฒนา และยกระดับคุณภาพ (Quality Improvement) 2) มุ่งลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา และ 3) นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้สนับสนุน การประเมินตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ แต่จะเน้นการประเมินที่เจาะลึกและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละสถานศึกษามากขึ้น เพื่อให้สถานศึกษาสามารถนำข้อเสนอแนะจากการประเมินไปใช้ได้อย่างตรงจุดและเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง และจะให้ความสำคัญกับการประเมินที่เน้นการพัฒนาผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง รวมทั้งพัฒนาเกณฑ์การประเมินให้เข้มข้นขึ้นในด้านการสร้างสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนที่ปลอดภัย เอื้อต่อการเรียนรู้ และการส่งเสริมสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้เรียน


ด้าน นายธัชเวชช์ ศานติบูรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสตึก กล่าวว่า จากผลการประเมินคุณภาพภายนอกในรอบที่ผ่านๆ มา ทำให้โรงเรียนมองเห็นจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาหลายด้าน และได้นำข้อเสนอแนะจากการประเมินมาปรับใช้ตั้งแต่การปรับแผนพัฒนาสถานศึกษาไปจนถึงการสร้างโครงการและกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะที่พึงประสงค์ รวมถึงบูรณาการกิจกรรมเหล่านี้ในรายวิชาต่าง ๆ เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่ครบวงจร ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนทั้ง ด้านผลการเรียนของนักเรียนที่ดีขึ้น อย่างต่อเนื่องโดยในปีการศึกษา 2565 นักเรียนทุกระดับชั้นมีเกรดเฉลี่ยอยู่ที่ 3.14 และผลทดสอบ O-NET ของนักเรียนชั้น ม.3 และ ม.6 ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ด้านการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการสถานศึกษา โรงเรียนได้รับรางวัล IQA Award ระดับยอดเยี่ยม สะท้อนถึงการพัฒนาด้านการบริหารจัดการและการแนะแนว ที่มีประสิทธิภาพ ด้านการจัดการเรียนรู้ ครูได้ปรับปรุงแผนการเรียนรู้ โดยเน้นทักษะการคิดวิเคราะห์และวิจัยในชั้นเรียน จัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง พร้อมปรับปรุงหลักสูตรเพื่อลดภาระผู้เรียนตามแนวคิด “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC) ระหว่างครู พร้อมจัดระบบตรวจสอบและประเมินผลผู้เรียนอย่างเป็นระบบเพื่อนำมาพัฒนาและปรับปรุงการสอนให้มีประสิทธิภาพ

จากความสำเร็จดังกล่าวทำให้โรงเรียนสตึกได้รับการยกย่องเป็นแบบอย่างที่ดีของสถานศึกษาในหลายด้าน โดยเฉพาะการนำ SATUEK Model ซึ่งเป็นระบบการเรียนรู้และนิเทศภายใน โดยใช้หลักการ PDCA (Plan-Do-Check-Act) มาใช้เป็นกรอบหลักในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดย S คือ Strategic Management การบริหารเชิงกลยุทธ์ A คือ Academic with Moral การส่งเสริม สนับสนุน T คือ Team Work การทำงานเป็นทีม U คือ Unity and Understanding ความเป็นเอกภาพและการสร้างความเข้าใจร่วมกัน E คือ Evaluation การประเมินผล และ K คือ Knowledge Management การจัดการความรู้ ที่เน้นการทำงานเป็นทีมและการบริหารจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ 5G ได้แก่ Good Student: เรียนดี มีความสุข ตามเป้าหมายของกระทรวงศึกษาธิการ Good Teacher: ครูมืออาชีพ Good Management: บริหารตามหลักธรรมาภิบาลGood School: โรงเรียนคุณภาพ มีความปลอดภัย เป็นมาตรฐานสากล และ Good Community: ชุมชน มีความเชื่อมั่น และได้นำผลสำเร็จของโมเดลนี้มาจัดทำเป็น Best Practice เพื่อเผยแพร่และแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ไปยังโรงเรียนอื่นๆ

‘สุเทพ’ แนะศึกษาธิการจังหวัดสร้างศรัทธาในการทำงานพร้อมร่วมมือพันธมิตรในพื้นที่ขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษา

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายขับเคลื่อนการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในระดับพื้นที่ ประจำปีงบประมาณ 2568 ณ โรงแรมเทพนคร (อัลวาเรซ) อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยกล่าวว่า ระเบียบคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค “ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการมอบอำนาจให้ศึกษาธิการจังหวัดปฏิบัติราชการแทน” ข้อ 12 เพื่อประโยชน์ในการบริหารงาน กำกับดูแล และบูรณาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร ให้เลขาธิการหรืออธิบดีมอบอำนาจการบริหารงานบุคคล การบริหารทั่วไป วิชาการงบประมาณ และทรัพย์สินให้ศึกษาธิการจังหวัดปฏิบัติราชการแทน โดยส่วนกลางก็มีกลไกในการสนับสนุนให้ศึกษาธิการจังหวัดสามารถทำงานได้คล่องตัวยิ่งขึ้น โดยตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการในคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด สามารถเสนอแนะแนวทางการขับเคลื่อนโยบายการศึกษาของจังหวัดต่อคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดให้สอดคล้องกับนโยบายการศึกษาและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ กำกับ ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาของจังหวัด, การขับเคลื่อนเพื่อยกระดับผลการทดสอบ PISA ระดับจังหวัด, รายงานผลการดำเนินงานเสนอต่อคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดและคณะกรรมการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติเป็นอย่างมาก โดยมีข้อสั่งการให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการและรองศึกษาธิการภาคเป็นผู้ให้คำปรึกษา แนะนำ และให้ข้อเสนอแนะแก่ศึกษาธิการจังหวัด เพื่อให้ศึกษาธิการจังหวัดสามารถคิดหาแนวทางในการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาของพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมตามบริบทของแต่ละพื้นที่ เกิดการบูรณาการด้านการศึกษาในพื้นที่อย่างแท้จริง ขณะที่ศึกษาธิการภาคและศึกษาธิการจังหวัด จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำด้านการศึกษาและเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาในพื้นที่ ผ่านกลไก กศจ. เพื่อให้การทำงานด้านการศึกษาในพื้นที่เกิดการบูรณาการ และในขณะนี้เรากำลังเร่งจัดการเรื่องของเด็กหลุดจากระบบการศึกษา จึงให้ ศธจ.เป็นหลักในการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัดในพื้นที่ โดยต้องนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้หมดให้ได้ รวมถึงจังหวัดพื้นที่นวัตกรรม ต้องออกแบบงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงการศึกษาของประเทศให้เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม ตามที่ได้รับการเลือกมาเป็นพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาที่สามารถพัฒนาการศึกษาได้อิสระและยืดหยุ่นมากกว่าพื้นที่อื่น

“อยากขอให้ศึกษาธิการจังหวัดคิดว่า ทุกภารกิจที่ได้รับมอบหมายคือโอกาส ‘อย่าเกี่ยงงาน’เพราะการเกี่ยงงานคือการละทิ้งโอกาสอันเจริญก้าวหน้าของตัวเอง เพราะค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ตราบใดที่เราทำงานประสบผลสำเร็จจะส่งผลให้มีคุณค่าในสายตาของผู้บังคับบัญชาเสมอ” ปลัด ศธ. กล่าวและว่า อีกปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยให้การขับเคลื่อนงานด้านศึกษาในพื้นที่มีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จได้ดีขึ้น คือการสร้างความศรัทธาให้แก่หน่วยงานภายนอก คนในพื้นที่ หรือ 4 บุคคลมีอิทธิพล (influence) ในจังหวัด ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด นักการเมืองท้องถิ่น ศึกษาธิการจังหวัด และเจ้าอาวาสวัดในชุมชน ซึ่งพลังเหล่านี้สามารถช่วยเราได้มากกว่าที่เราคาดคิดได้

 

ศธ.รุกนโยบายการศึกษาระดับประเทศ “สุรศักดิ์”เชื่อมือส่วนราชการในพื้นที่ให้ความร่วมมือขับเคลื่อนภารกิจสนองนโยบายกระทรวง

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 ที่ โรงแรมเทพนคร (อัลวาเรซ) อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในระดับพื้นที่ ประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และส่งเสริมนโยบายด้านการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการศึกษาของคนไทยทุกช่วงวัย โดยมี ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายธนู ขวัญเดช รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ ผู้บริหารระดับสูงร่วมการประชุม

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กลไกในการทำงานในภูมิภาค ของกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.) ที่มี พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่กำหนดทิศทางการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการ ในระดับภูมิภาคหรือจังหวัดแล้วยังมีสำนักงานศึกษาธิการภาค และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ที่เปรียบเสมือนตัวแทนของกระทรวงศึกษาธิการในระดับพื้นที่ ทำหน้าที่เสนาธิการในการวางแผนและขับเคลื่อนการศึกษาในกลุ่มจังหวัดและจังหวัด โดยอาศัยกลไกของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด หรือ กศจ. ในการอำนวยการ ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการศึกษาแบบร่วมมือกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งกลไกนี้ถือเป็นจุดแข็งของกระทรวงศึกษาธิการ ในการประสานการบริหารงานระหว่างส่วนราชการ และยังสอดคล้องกับการทำงานในภูมิภาค

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ​ ขอให้ส่วนราชการในสังกัด และองค์กรในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ​ นำนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการไปเป็นกรอบแนวทางในการจัดการศึกษา และดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดทำ Action Plan ให้สอดคล้องกับนโยบาย ซึ่งในการขับเคลื่อนนโยบาย ไม่จำเป็นว่าทุกหน่วยงานจะต้องดำเนินการทุกนโยบาย ให้ดำเนินการเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้อง​ และให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

“ผมเชื่อมั่นว่า สำนักงานศึกษาธิการภาคทั้ง 18 ภาค และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด จะเป็นกำลังสำคัญ และเป็นตัวแทนของกระทรวงศึกษาธิการขับเคลื่อนภารกิจที่ตอบสนองต่อนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และตอบสนองต่อเป้าหมายตามยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัด และจังหวัดได้อย่างแน่นอน” รมช.ศึกษาธิการกล่าวและว่า นอกจากนี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้มีข้อสั่งการและแนวปฏิบัติ​ โดย​ให้นำนโยบายด้านการศึกษาของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาและนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไปดำเนินการปฏิปฏิปติอย่างเป็นรูปธรรม (Action) ยึดหลักคุณธรรมจริยธรรม หลักธรรมาภิบาลในการปฏิบัติงาน และดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเคร่งครัด ตลอดจนน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ​ ร่วมกันปลูกฝังการรักษาสิ่งแวดล้อมและมุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาด​ ส่งเสริมการอ่านและการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นกระบวนการ โดยผู้บริหารและครูต้องเป็นต้นแบบ

นายสุรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการลงพื้นที่ตรวจราชการหรือตรวจเยี่ยมให้ดำเนินการอย่างเรียบง่าย โดยเฉพาะผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องมาร่วมรับการตรวจราชการหรือตรวจเยี่ยม โดยให้ดำเนินการอย่างเรียบง่าย และประหยัด ยึดบทบาทเป็นผู้ให้คำปรึกษา แนะนำ และให้ข้อเสนอแนะแก่ศึกษาธิการจังหวัด เพื่อให้สามารถหาแนวทางในการขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมตามบริบทของแต่ละพื้นที่ รวมทั้งเรื่องเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา รมว.ศึกษาธิการ ได้สั่งการให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เป็นหน่วยงานหลักในการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน ที่มีสถานศึกษาในสังกัดในพื้นที่ โดยต้องพยายามนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้หมด ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่ทุกท่านจะได้ช่วยกันระดมความคิดเห็น เพื่อหาแนวทางในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพต่อไป


ด้าน ดร.สุเทพ กล่าว​ว่า​ โครงการ “ขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในระดับพื้นที่” ประจำปีงบประมาณ 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการในการขยายโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยทุกคน ด้วยการสร้างการรับรู้และความเข้าใจเชิงลึกแก่ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา ให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางในการปฏิบัติงานร่วมกัน ทำให้สามารถกำหนดโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ นำไปสู่กี่สร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้และเตรียมพร้อมสู่อนาคตที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศไทย

ศธ.แจ้งเตือนเฝ้าระวังโรคไอกรนในสถานศึกษา พร้อมประสานหน่วยงานสาธารณสุขดูแลสุขภาพนักเรียนอย่างใกล้ชิด สถานศึกษาใดมีความจำเป็นต้องหยุดก็ให้เรียน online onsite on demand ตามความเหมาะสม

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2567 กระทรวงศึกษาธิการ  นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศด่วนแจ้งเตือนสถานศึกษาให้เฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคไอกรน ซึ่งขณะนี้พบผู้ป่วยจำนวนมากกว่า 2 รายขึ้นไปในพื้นที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน โดยทางโรงเรียนได้ประกาศปิดสถานศึกษาและย้ายการเรียนการสอนเป็นรูปแบบออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและดูแลสุขภาพของนักเรียน ครู บุคลากร และผู้เกี่ยวข้องทุกคนให้ปลอดภัย

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า การป้องกันโรคระบาดในสถานศึกษา เป็นไปตามนโยบายเรียนดีมีความสุขของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งนอกจากจะมุ่งเน้นให้เยาวชนได้รับการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพแล้ว ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับสุขภาพกายและใจของนักเรียนทุกคน โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ฝากกำชับว่าสุขภาพของนักเรียนเป็นเรื่องที่เรายึดมั่นมาเสมอว่าสำคัญที่สุด นักเรียนทุกคนคืออนาคตของประเทศและคือความหวังของพ่อแม่ ครู และผู้ปกครอง จึงขอทุกสถานศึกษาเน้นย้ำมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดในสถานศึกษาเพื่อความปลอดภัยสูงสุด นักเรียนทุกคนต้องได้รับการดูแลสุขภาพให้ดีที่สุด ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ

นายสิริพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงศึกษาธิการ จะประสานงานกับหน่วยงานสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมให้การสนับสนุนโรงเรียนในการรับมือและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค เพื่อให้ผู้ปกครองมั่นใจว่านักเรียนจะได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย และมีสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เหมาะสม นอกจากนี้ผู้ปกครองก็ควรหมั่นสังเกตอาการของบุตรหลาน หากมีแนวโน้มจะป่วยเป็นโรคไอกรนควรพาไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด ตลอดจนพาบุตรหลานไปรับวัคซีนป้องกันโรคไอกรนตามช่วงอายุให้ครบทุกเข็มด้วย

“โรคไอกรน เป็นโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง โดยเชื้อจะสามารถแพร่กระจายผ่านละอองฝอยขนาดเล็กจากการไอหรือจาม ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะเป็นเด็กเล็ก แต่สามารถแพร่ระบาดในกลุ่มนักเรียนและวัยรุ่นได้ หากไม่มีการป้องกันที่เข้มงวด อาการของโรคคล้ายไข้หวัด เช่น มีไข้ต่ำ น้ำมูกไหล และไอเบา ๆ ซึ่งจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยอาการไอมักจะรุนแรงเป็นชุดจนผู้ป่วยรู้สึกเหนื่อยหรือหายใจไม่ทัน ดังนั้นหากเด็กติดเชื้อในโรงเรียน ก็มีโอกาสสูงมากที่เชื้อจะแพร่กระจาย จึงขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันดูแล เฝ้าระวังโรคอย่างเข้มงวดที่สุด” นายสิริพงศ์ กล่าว

นอกจากมาตรการป้องกันโรคระบาดแล้ว อยากให้มองให้ครอบคลุมไปถึงเรื่องมลพิษจากสิ่งแวดล้อมด้วย pm 2.5 ที่ต้องพบเจอกันทุกปี นักเรียนสูดหายใจเข้าไปอาจเจอกับค่าฝุ่นพิษที่สูงเกินมาตรฐานกระทบต่อสุขภาพได้​ หากสถานศึกษาพื้นที่ใดมีความจำเป็นต้องหยุดการเรียนการสอนเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพนักเรียน ขอให้พิจารณาดำเนินการประกาศจัด​การเรียน​การ​สอน​ online onsite on demand ได้ตามความเหมาะสม

“เพิ่มพูน”ให้การบ้านหน่วยงานจัดการศึกษา “ศธ”นำเด็กหลุดจากการศึกษาขั้นพื้นฐานไทยกว่า1.9 แสนกลับเข้ามาเรียน

เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 39/2567 ว่า กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ได้ติดตามความคืบหน้าแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ภายใต้โครงการ “Thailand Zero Dropout”ร่วมกับ  11 หน่วยงาน เพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ ตามนโยบายรัฐบาล โดยในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) ดำเนินการสำรวจข้อมูลต่าง ๆ และมีการกระทบยอดจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อวางแนวทางดำเนินการ โดยมีศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ศทก.)สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นเจ้าภาพหลักในการดึงข้อมูล และประสานกับหน่วยงานต่างๆ มาบูรณาการ เพื่อติดตามและนำเด็กกลับมาสู่ระบบการศึกษาต่อไป ทั้งนี้เบื้องต้นตัวเลขเด็กหลุดจากระบบการศึกษาของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) 1,020,000 กว่าคน นั้น กระทรวงศึกษาธิการได้มีการติดตามและดำเนินนำกลับมาสู่ระบบการศึกษาได้บ้างแล้ว โดยมีโครงการนำน้องกลับมาเรียนในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในและนอกระบบ โดยเป็นความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ทั้งนี้เพื่อให้เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษากลายเป็นศูนย์

พลตำรวจเอกเพิ่มพูน กล่าวต่อไปว่า ศธ.ได้ประสานข้อมูลกับ กสศ. เพื่อจัดทำให้ข้อมูลเป็นชุดเดียวกัน ทั้งนี้ จากการรายงานของ สกร. ได้รับข้อมูลเด็กและเยาวชน อายุ 6-18 ปี ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา (ข้อมูล ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2567) ของ กสศ. จำนวน 394,039 คน กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาของไทย จำนวน 190,934 คน ต่างชาติ 203,105 คน อย่างไรก็ตาม ทาง สกร. ได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบเพิ่มเติม ตั้งแต่ระดับตำบลผ่านแพลตฟอร์ม LD รายงานต่อ สกร.ระดับอำเภอ เพื่อวางแผนติดตามในพื้นที่อำเภอและจังหวัด ผลสำรวจพบว่า จำนวน 273,981 คน มีตัวตน 81,813 คน และยังไม่พบตัวตน 192,163 คน ซึ่ง สพฐ.ได้คิกออฟ โครงการพาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง (Zero Dropout) เรียนดี มีความสุข แล้วในการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ที่ จังหวัดสุราษฏร์ธานี ที่ผ่านมา

“ผมได้ให้นโยบาย Zero Dropout ลำดับแรกต้องนำเด็กไทยที่หลุดออกนอกระบบ กลับเข้ามาให้ได้มากที่สุด ส่วนเด็กต่างชาติ ถ้าพบตัวแล้วต้องการเรียน ต้องส่งเสริมให้ได้เข้าเรียน โดยให้ดำเนินการใน 3 เรื่อง คือ 1. ป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบได้อย่างไร และหาสาเหตุเพื่อการป้องกัน  2. เมื่อมีเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ให้หาวิธีการพาเด็กกลับมาเรียน และ 3. หากเด็กกลับมาเรียนไม่ได้ ต้องมีระบบส่งต่อไปยังหน่วยงานอื่น เช่น  สช. สกร. เพื่อให้เด็กได้เรียน เป็นต้น” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับ สรุปผลการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดย สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.)ได้รายงานผลคุณภาพสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 3,025 โรงเรียน ซึ่งปรากฏชัดแล้วว่ามีสถานศึกษาใดที่ประเมินแล้วอยู่ในระดับสีเขียว เหลือง หรือ แดง ซึ่งตนแนะนำให้มีการกระตุ้นเพื่อให้เป็นสีเขียวทั้งหมด เพื่อให้การศึกษามีคุณภาพ ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีของการประเมิน ทั้งนี้ตนขอให้โรงเรียนมีการประเมินภายในตนเองก่อนทุกภาคเรียน ส่วนการประเมินภายนอกก็ให้สมศ.เข้าไปประเมิน ส่วนโรงเรียนคุณภาพก็สามารถประเมินผ่านระบบออนไลน์ได้ ทั้งนี้เพื่อให้เพิ่มจำนวนการประเมินได้มากขึ้น

ราชกิจจานุเบกษาลงประกาศเครื่องหมายราชการ สกร.

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดภาพเครื่องหมายราชการของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้

“เสมา1” ห่วงความปลอดภัยช่วงเปิดเทอม ให้สถานศึกษาตั้งการ์ดแนวทางป้องกัน “สพฐ.”กำชับโรงเรียนทั่วประเทศดูแลความสะอาดอาหาร-น้ำดื่ม รวมทั้งแม่ค้าที่มาขายล้อมบริเวณโรงเรียน

จากกรณีนักเรียนกว่า 1,000 คน ในจังหวัดระยอง ป่วยด้วยอาการท้องเสียอย่างรุนแรงจนต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล นั้น

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีข้อห่วงใยเรื่องสุขอนามัยและสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาในช่วงเปิดเทอม รวมถึงเหตุการณ์ที่มีสัตว์เข้าไปในโรงเรียนอาจเกิดอันตรายต่อผู้เรียนและสร้างความกังวลในหมู่ผู้ปกครอง ซึ่ง รมว.ศึกษาธิการมีความห่วงใยและกำชับให้โรงเรียนดูแลป้องกันความปลอดภัย เนื่องจากเวลานี้เป็นช่วงเวลานี้หลายโรงเรียนเริ่มกลับมาเปิดภาคเรียนที่ 2 แล้ว และมีกิจกรรมที่ทำร่วมกันเป็นหมู่คณะอย่างเช่นงานกีฬาสี ขอให้ระมัดระวังความปลอดภัยจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงความสะอาดจากการรับประทานอาหารของโรงเรียน ที่อาจมีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสจากการประกอบอาหารหรือปัจจัยอื่น จึงควรตรวจสอบและดูแลคุณภาพอาหารในโรงเรียนอย่างเข้มงวด รวมถึงการให้ความรู้แก่แม่ครัวเกี่ยวกับมาตรการสุขอนามัยในการเตรียมอาหาร การรักษามาตรฐานสุขอนามัยอาหารในสถานศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็น เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีของนักเรียนทุกคน ขอให้ทุกโรงเรียนต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันที่วางแผนไว้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เน้นย้ำเรื่องความสะอาดของวัตถุดิบในการประกอบอาหารเป็นลำดับแรก เพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำอีกในอนาคต

นอกจากนี้ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ยังเป็นห่วงเรื่องสภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักเรียนก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเรื่องของสัตว์อันตรายจากพื้นที่ใกล้เคียงที่อาจเข้ามาภายในโรงเรียน ซึ่งเด็กที่อยู่ในวัยอยากรู้อาจสนใจและไปสัมผัสด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์จนเกิดอันตรายได้ หรือแม้แต่ สุนัข แมว นก วัว ควาย ม้า แพะ ที่ดูเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงปลอดภัยไม่มีพิษแต่ก็อาจเป็นพาหะนำโรคและเป็นอัตรายได้เช่นกัน เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าสัตว์คิดอะไรอยู่หรือจะมาทำร้ายเราตอนไหน ดังนั้นการหลีกเลี่ยงให้ปลอดภัยคือทางที่ดีที่สุด ดังนั้น ควรตรวจสอบสภาพแวดล้อมและทำความสะอาดพื้นที่โรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ ปิดช่องทางที่สัตว์สามารถเข้าได้โดยเฉพาะบริเวณที่อาจเป็นแหล่งซ่อนของสัตว์ เช่น พุ่มไม้ ท่อระบายน้ำหรือพื้นที่ชื้นแฉะ สถานศึกษาที่ไม่มีรั้วรอบขอบชิดอาจหาลวดหนามมาขึงรอบบริเวณเพื่อป้องกันสัตว์ใหญ่ของเกษตรกรเข้ามาในโรงเรียน พร้อมให้ความรู้และวิธีการรับมือกับนักเรียนเมื่อพบเหตุการณ์เหล่านั้น รวมถึงวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากเกิดการถูกสัตว์พิษกัดต่อย และหากพบเห็นสัตว์อันตรายควรแจ้งเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยเพื่อนำสัตว์ออกจากพื้นที่ความปลอดภัยของนักเรียนถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และการร่วมมือกันระหว่างผู้ปกครอง ครู และบุคลากรในโรงเรียนเพื่อดูแลป้องกันและลดความเสี่ยงอันตรายในสถานศึกษา จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีการกำชับไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และสำนักพัฒนากิจกรรมนักเรียนให้จัดทำหนังสือแจ้งไปยังทุกโรงเรียนเพื่อดูแลความสะอาดสำหรับอาหารกลางวันและอาหารที่ขายภายในโรงเรียน รวมไปถึงต้องตรวจสอบคุณภาพของอาหารและเครื่องทำน้ำดื่มทุกครั้งก่อนจะให้เด็กนักเรียนรับประทาน เพื่อให้เกิดสุขอนามัยและความปลอดภัยต่อสุขภาพของนักเรียนทุกคน และประสานกับกระทรวงสาธารณสุขมาตรวจสอบสาเหตุที่เด็กเกิดอาการท้องเสีย เกิดจากอะไร ทั้งนี้ตนได้รับรายงานว่าผลตรวจของสาธารณสุขจะออกในวันที่ 16 พ.ย.นี้

สพฐ.เล็งขอตั้งงบฯพื้นฐานค่าน้ำ-ค่าไฟ อุ้มโรงเรียนขนาดเล็ก พร้อมแนะสร้างศรัทธาให้ชุมชนเชื่อมั่นโรงเรียน

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ว่า วันนี้ ที่ประชุมได้เน้นย้ำนโยบายรัฐบาล “Thailand Zero Dropout” ซึ่ง สพฐ.ได้ทำโครงการพาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง โดยให้สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพผ.) สพฐ.นำข้อมูลนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาที่ สพฐ.ค้นพบแล้ว และนักเรียนที่จะต้องติดตามต่อไป แจ้งไปยังเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต เนื่องจากขณะนี้มีข้อมูลทุกเขตพื้นที่ฯแล้วว่า เขตพื้นที่ใดมีนักเรียนหลุดจากระบบ/ตกหล่นเท่าไหร่ เพื่อให้เขตพื้นที่ฯทุกเขตวางแผนออกติดตามและนำเด็กกลับมาเรียน แต่ถ้าเด็กไม่กลับมาเรียนในระบบก็ให้นำการเรียนไปให้เด็กได้เรียนในพื้นที่ก็ได้

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมยังได้กำชับเป็นพิเศษในเรื่องนโยบายเรียนดี มีความสุข คือ จะต้องลงไปให้ถึงห้องเรียนให้ได้มากที่สุด เพราะที่ผ่านมาพบว่า ส่วนกลางจะรับทราบและเข้าใจนโยบายเป็นอย่างดี เขตพื้นที่ฯก็รับทราบและเข้าใจดีเช่นกัน แต่ในทางปฏิบัติกลับยังลงไม่ถึงโรงเรียนและห้องเรียนเต็มที่ ที่ประชุมจึงได้เน้นย้ำและหาแนวทางที่จะทำให้นโยบายเรียนดี มีความสุข ลงไปถึงนักเรียนและครูที่อยู่ในห้องเรียน โดยได้มีการกำหนดรูปแบบให้ ผอ.เขตพื้นที่ฯลงไปติดตาม กำกับการนำนโยบายลงไปสู่โรงเรียนให้เป็นมรรคเป็นผลที่ชัดเจน ขณะที่ศึกษานิเทศก์ก็ต้องออกไปช่วยนิเทศนำนโยบายเรียนดี มีความสุข ลงปฏิบัติในโรงเรียนอย่างเข้มข้นด้วย

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มีหารือถึงการเตรียมการจัดทำงบประมาณ ปี 2569 ซึ่งจะต้องจัดทำข้อมูลส่งไปสำนักงบประมาณในช่วงต้นเดือนมกราคม 2568 วันนี้จึงได้มอบให้สำนักต่าง ๆ ของ สพฐ.ไปวิเคราะห์ ว่าในปีงบฯ 2569 จะมีโครงการอะไรบ้างที่ต้องดำเนินการโดยเน้นว่า จะต้องสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยโครงการที่จะทำในปี 2569 จะต้องตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยเฉพาะต้องเป็นไปตามนโยบายเรียนดี มีความสุข หากโครงการใดที่ไม่จำเป็น หรือไม่ตอบโจทย์ก็ให้ชะลอหรือยกเลิกไปก่อน

“สำหรับการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีแต่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น เนื่องจากจำนวนประชากรเกิดใหม่ลดลงเรื่อย ๆ โดยปัจจุบันโรงเรียนขนาดเล็กของ สพฐ.มีมากกว่า 15,000 โรง สพฐ.จึงได้ทำแผนการบริหารโรงเรียนขนาดเล็ก ด้วยการจัดกลุ่มขนาดโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียน 120 คนลงมา และจะเสนอแผนการบริหารโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ โดยจะเร่งทำเรื่องของบฯสนับสนุนให้โรงเรียนขนาดเล็กที่จำเป็นจะต้องมีงบฯพื้นฐานเพื่อการบริหารจัดการ เพราะปัจจุบันการจัดสรรงบประมาณเป็นรายหัว ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เพราะโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีเด็กมากตัวคูณมากก็ได้งบฯเยอะ แต่โรงเรียนขนาดเล็กมีนักเรียนน้อยทำให้ได้งบฯน้อย ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพลำบาก แต่ถ้าหากมีงบฯ พื้นฐานที่จำเป็น เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าปรับปรุงซ่อมแซม ลงไปให้ เมื่อได้รับจัดสรรงบฯพื้นฐานที่จำเป็นแล้ว ค่อยท็อปอัพเงินอุดหนุนรายหัวลงไป ก็จะสามารถช่วยเหลือการบริหารจัดการโรงเรียนได้ ทั้งนี้ สพฐ.จะทำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อขอตั้งงบฯพื้นฐานต่อไป” เลขาธิการ กพฐ.กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่นับวันจะเพิ่มจำนวนขึ้นทุกปีนั้น นอกจากนี้จะแก้ปัญหาพื้นฐานเพื่อสร้างความเสมอภาค เพิ่มคุณภาพแล้ว ยังต้องเปิดโรงเรียนให้เป็นของชุมชนให้มากขึ้นด้วย โดยการทำให้ชาวบ้าน ชุมชน เกิดความศรัทธาและมีความเชื่อมั่นในโรงเรียนให้ได้ ว่าถ้าลูกหลานเรียนจบที่นี่ซึ่งเป็นโรงเรียนของชุมชนแล้วจะเป็นเด็กที่มีคุณภาพในอนาคต

ส่อง “วังจันทร์เกษม”

หยอก หยอก วันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 *** จงใช้ชีวิตเหมือนดอกไม้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนดอกไม้ก็ยังเติบโตและสวยงามอยู่เสมอ *** มาตามคำเรียกร้องหยอก หยอก ไม่ได้หนีไปไหน เพราะจริง แล้วมีเรื่องมากมายในวังจันทร์เกษมที่จะมาคุยให้ฟัง แต่ด้วยบางเรื่องไม่อาจชี้เป้าต่อสาธารณะได้ เพราะจะเกี่ยวโยงทางข้อกฎหมาย *** อยู่ กรอบหลักสูตรฐานสมรรถนะที่ดูเหมือนจะถูกพับไปแล้วเพราะไม่เป็นไปตามหลักการของการจัดการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ก็ถูกปลุกขึ้นมา ยกเครื่อง จับแต่งตัวใหม่ โดย .ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)ให้เหตุผลว่ากพฐ.ได้หารือร่วมกันว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ให้เด็กและเยาวชนมีสมรรถนะทัดเทียมนานาชาติ เป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลกในศตวรรษที่ 21 โดยสิ่งที่พิจารณาเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาผู้เรียน คือ เรื่องหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งคณะกรรมการมีข้อสรุปว่า ให้มีการพัฒนาหลักสูตรใหม่โดยในเบื้องต้นจะใช้ชื่อว่าหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะตามช่วงวัยเป็นการพัฒนาต่อยอดจาก (ร่าง) กรอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเดิม ซึ่งเป็นกรอบหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่ได้ยกร่างไว้ ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ได้ประกาศใช้ ในครั้งนี้ กพฐ. ได้มอบหมายให้คณะทำงานนำร่างกรอบหลักสูตรดังกล่าวมาพัฒนาต่อยอดและให้นำสื่อ เทคโนโลยีดิจิทัลหรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI มาใช้ในการพัฒนาเครื่องมือเพื่อช่วยให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ไม่สร้างภาระให้แก่ครูจะไม่สร้างภาระให้ครูจริงหรือไม่ยังไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ เท่าที่ทราบมีการพยายามปรับหลักสูตรมาตั้งแต่สมัย ตรีนุช เทียนทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปเยอะ จนต้องยกเลิกไป..และตอนนี้ความกังวลเริ่มมาอีกแล้ว อันดับแรก  แค่เมื่อมีการเปลี่ยนหลักสูตร การเปลี่ยนตำราเรียนก็ต้องมาแล้วล่ะรอดูกันว่าจะมีอะไรให้ตื่นเต้นกันอีกจะสนองนโยบายเรียนดี มีความสุข เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime ด้วยเทคโนโลยีแค่ไหนฮ่าฮ่าฮ่า ***  พูดถึง ร่างพ...การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ กฎหมายแม่บทด้านการศึกษา กฎหมายอาถรรพ์ที่ไปไม่ถึงฝั่ง ตกม้าตายมาหลายรัฐบาลกระทั่งล่าสุด วันที่ 30 ตุลาคม 2567 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยส..พรรคภูมิใจไทยได้ยื่นร่าง...การศึกษาแห่งชาติ .. … เพื่อปฎิวัติการศึกษา ตามนโยบายพรรคภูมิใจไทยต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาแล้ว โดยร่าง ...การศึกษาแห่งชาติ.…. ฉบับนี้ จะถูกบรรจุในระเบียบวาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจะได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ...การศึกษาแห่งชาติ .. … ต่อไป โดย ทั่นประธานกรรมาธิการ โสภณ หวังว่า ในปี 2569 น่าจะประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ทันในสภาฯชุดนี้ขณะที่ ทั่นประธาน วันนอร์ ก็มองว่า เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญยิ่งของชาติบ้านเมือง...การศึกษาแห่งชาติก็เป็นการปฎิวัติการศึกษา เพราะฉะนั้นในฐานะประธานรัฐสภาเปิดสมัยประชุมจะบรรจุร่างพ...นี้ทันทีก็ได้แต่ลุ้นกันละว่าจะได้เห็นร่างพ...การศึกษาแห่งชาติในการประชุมสภาฯหรือไม่ เพราะมีกระแสข่าวว่า ร่างพ...ที่ส่งมานี้เนื้อหาแน่นเกินไป คงต้องกลับไปปรับกันอีกเอ้าแล้วจะยังไงล่ะทีนี้จะฝันเป็นจริงหรือฝันสลายลุ้น ลุ้น ลุ้น เท่านั่นเด้อจ้า *** ปรับโหมดมาพูดถึงเรื่องการอวยคอลัมน์ หยอก หยอก ถ้าทำงาน ไม่ดี ไม่ปัง มีผลประโยชน์แอบแฝง จะไม่อวยกันบนพื้นฐานที่ขัดกับความเป็นจริง เพราะรู้สึกระอายใจ มือแข็งจิ้มคอมพิวเตอร์ไม่ได้ พูดไปก็กระดากปาก..ไปดีกว่า*** วันนี้ขอสะท้อนการทำงานของผู้มีอำนาจกุมบังเหียนในกระทรวงศึกษาธิการ ( กันหน่อยนะ)เพราะบรรยากาศการทำงานในช่วง 2 ปี มานี้รู้สึกเงียบเหงา วังเวงยังไงชอบกล หันไปถามเรื่องข้อราชการบ้านเมืองในวังจันทร์เกษมกับผู้บริหาร …ท่านใดก็ไม่มีคำตอบ หรือว่าการทำงานยุคนี้เน้นทำ แต่ไม่เน้นพูด แต่ดูแล้วการทำงานก็ไปไม่ถึงไหน มีแต่เรื่องลับ ลับ โบราณท่านว่าช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวปิดเพราะมีข่าวมาเข้าหูหลาย เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายของหน่วยงานต่าง ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุด..มีข่าวว่าในเดือนธันวาคมนี้ จะครบวาระการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)จังหวัด ทั้ง 77 จังหวัด มีการวางตัวกันเรียบร้อยกว่า 70% ว่าใครจะได้ไปเป็น ผอ.สกสค.จังหวัด ที่จังหวัดไหนบ้าง ใครไม่เชื่อ แต่หยอก หยอก เชื่อเพราะทุกครั้งหน่วยงานต้นสังกัดก็จะออกมาพูดถึงความโปร่งใสยุติธรรมแต่ก็รู้ กันอยู่เนาะสุดท้ายก็ต้องอุ้มไก่ของใครของมันมาตีกันอยู่ดี พูดมากไปทัวร์ก็จะมาลง หยอกหยอก การแต่งตั้งโยกย้ายของกระทรวงศึกษาธิการ มียุคไหนบ้างที่โปร่งใส สะอาดบริสุทธิ์ ตรงไป ตรงมา (การันตี ไม่มี้ล้าน%) พูดถึงเรื่องการคัดเลือกผู้บริหารระดับต้นที่เป็นอำนาจของผู้บริหารหน่วยงานต้นสังกัด ยังต้องรอใบสั่งจากเบื้องบนเลยย..ฮะฮะฮ่า แบบนี้การศึกษาไทย จะไปถึงไหน..ปวดหัวแทน…*** ทุกวันนี้ก็มีงานเข้า สพฐ. 1 วัน 1,000 เรื่อง หยอก หยอก ก็ปวดหัวแทน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ต้องรับฟังปัญหาการบริหารงานทั้งโรงเรียน และ เขตพื้นที่การศึกษา ไหนจะรับแรงกดดันจากหลาย ฝ่าย และปัญหาของตัวเอง ก็ได้แต่ให้กำลังใจ สู้กันต่อไป*** ท้ายสุด ขอส่งกำลังใจให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)กรุงเทพ ที่ถูกอดีตนักศึกษาหลักสูตรการซ่อมบำรุงอากาศยาน หลักสูตร Non-degree การซ่อมบำรุงอากาศยาน มาตรฐาน EASA PART 147  สถาบันการบินแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ยื่นร้องเรียนกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม(อว.)โดยอ้างว่า มทร.กรุงเทพ จัดการเรียนการสอนไม่ตรงปก ไม่เป็นไปตามโฆษณา ซึ่งจริง แล้วอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนของนักศึกษา เพราะดูแล้วการเรียนการสอนหลักสูตรนี้มีไทม์ไลน์ที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ ***

ยอดกฐินพระราชทาน ถวายจตุปัจจัยบำรุงพระอาราม สพฐ.ปีนี้กว่า 4.5 ล้าน ส่วนหนึ่งมอบเป็นทุนการศึกษาให้นักเรียน จำนวน 5 แห่ง

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 ณ วัดธรรมบูชา ตําบลตลาด อําเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ. 2567 โดยมี นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. ดร.ภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. พร้อมทั้งคณะผู้บริหาร ข้าราชการและบุคลากรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ตลอดจนประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคจตุปัจจัยทำบุญ และร่วมเป็นเจ้าภาพพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน

ในการที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามที่ขอพระราชทานเพื่อน้อมนำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดธรรมบูชา ตําบลตลาด อําเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยมียอดกฐินเพื่อถวายพระภิกษุ สามเณร และถวายจตุปัจจัยบำรุงพระอาราม รวมถึงมอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียน จำนวน 5 โรง ได้แก่ โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา โรงเรียนสุราษฎร์ธานี โรงเรียนวัดสมหวัง โรงเรียนวัดเขาศรีวิชัย และโรงเรียนท่าเฟืองวิทยา เพื่อนำไปพัฒนาโรงเรียนและเพิ่มคุณภาพการศึกษา รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 4,541,331 บาท

ทั้งนี้ การทอดกฐินเป็นประเพณีที่พุทธศาสนิกชน ได้ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน เพื่อเป็นการอุปถัมภ์พระสงฆ์ที่จำพรรษากาลครบถ้วนไตรมาสให้ได้รับอานิสงส์ตามพระวินัย และเป็นทุนในการบูรณปฏิสังขรณ์พระอาราม โดยเป็นการรวมพลังแห่งความสามัคคี ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ ในการสร้างบุญกุศล สร้างความสุขของการอยู่ร่วมกันในสังคม รวมทั้งเป็นการจรรโลงและส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้มั่นคงดำรงอยู่เจริญวัฒนาสถาพรสืบไป