นักเรียนฉีดวัคซีนโควิดเข็ม2แล้วกว่า 70%

ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภาพรวมนักเรียนที่ฉีดวัคซีนรายภาค ณ วันที่ 11 มกราคม 2565 ดังนี้ นักเรียนช่วงอายุ 12 ปี ขึ้นไป ชั้น ป.6/ม.1-6 และนักศึกษาระดับ ปวช.1-3 / ปวส. 1-2 มีจำนวนทั้งสิ้น 5,148,710 คน ประสงค์ฉีดวัคซีน 4,317,337 คน คิดเป็น 83.85% ฉีดวัคซีนเข็ม 1แล้ว 4,102,827 คน คิดเป็น 95.03% ฉีดวัคซีนเข็ม 2แล้ว 3,040,736 คน คิดเป็น 70.43%

เมื่อแยกเป็นรายภาค เป็นดังนี้ ภาคใต้ ประสงค์ฉีด 691,003 คน ฉีดเข็ม 1 แล้ว 669,264 คน ฉีดเข็ม 2 แล้ว 507,317 คน ภาคเหนือ ประสงค์ฉีด 377,809 คน ฉีดเข็ม 1 แล้ว 373,581 คน ฉีดเข็ม 2 แล้ว 310,701 คน ภาคอีสาน ประสงค์ฉีด 1,448,504 คน ฉีดเข็ม 1 แล้ว 1,344,949 คน ฉีดเข็ม 2 แล้ว 955,788 คน ภาคตะวันออก ประสงค์ฉีด 343,607 คน ฉีดเข็ม 1 แล้ว 335,842 คน ฉีดเข็ม 2 แล้ว 257984 คน ภาคตะวันตก ประสงค์ฉีด 211,656 คน ฉีดเข็ม 1 แล้ว 209,746 คน ฉีดเข็ม 2 แล้ว 161,376 คน และภาคกลาง ประสงค์ฉีด 1,224,758 คน ฉีดเข็ม 1 แล้ว 1,169,445 คน ฉีดเข็ม 2 แล้ว 847,560 คน

“ตรีนุช”มั่นใจสงขลานำร่องปักหมุดดึงคนพิการกลับเข้าระบบการศึกษา  

เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ  เปิดเผยว่า  จากการลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ร่วมกับ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และ นายวัลลพ สงวนนาม รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เพื่อให้กำลังใจ ตรวจเยี่ยม และติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และดูความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนภาคเรียนที่ 2/2564 ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(COVID-19) โดยได้พบปะกับพูดคุยกับครู ผู้บริหาร และ บุคลากรทางการศึกษา ของโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ และ โรงเรียนสะเดา“ขรรค์ชัยกัมพลานนท์อนุสรณ์” ที่เปิดทำการสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยทั้ง 2 โรงเรียนอยู่ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 16 (สงขลา สตูล)  พบว่าทั้ง 2 โรงเรียน ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย 6 มาตรการหลัก (DMHT-RC) 6 มาตรการเสริม (SSET-CQ) และแนวทาง 7 มาตรการเข้มสำหรับสถานศึกษาอย่างเคร่งครัด

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ตนได้ไปตรวจเยี่ยมศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอคลองหอยโข่ง  ซึ่งการมาลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ทำให้ทราบว่า จังหวัดสงขลามีเด็กตกหล่นที่เป็นผู้พิการอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ด้วยความพร้อมในการจัดการศึกษาของ กศน.ที่นี่  ทำให้มั่นใจว่าสงขลาเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมที่จะนำร่องในการปักหมุดเก็บผู้พิการกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาเป็นที่แรกของประเทศไทย โดยตนได้มอบนโยบายให้ กศน. ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เร่งปักหมุดนำนักเรียนไทย กลับสู่ห้องเรียน ค้นหาและติดตามเด็กตกหล่นและออกกลางคันกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยใช้ข้อมูลของเด็กจากชื่อและที่อยู่ เพื่อให้เด็กได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพและศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งสร้างระบบเครือข่ายการส่งต่อข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษาของเด็กตกหล่นและออกกลางคันที่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยจังหวัดสงขลาควรเน้นเรื่องการให้ความรู้คนพิการ  รวมถึงการพัฒนาทักษะอาชีพที่สอดรับกับความต้องการของคนในท้องถิ่น เช่น การเกษตรและแปรรูปอาหาร  การปลูกบอนสี การทำกระถางแฟนซี เป็นต้น

“การนำผู้เรียนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ยึดหลักการว่า การจัดการศึกษาจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ให้ความสำคัญเรื่องนี้ ซึ่ง กศน. เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญ มีเครือข่ายที่ครอบคลุมอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ถ้าประสานการทำงานกับ สพฐ. ก็จะช่วยเก็บเด็กตกหล่นกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้” น.ส.ตรีนุช กล่าว.

ว่ากันยาวไปสำหรับการประเมินผลงานเลขาฯสกสค.

เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2565 ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงการประเมินผลงานของนายธนพร สมศรี เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)ตามสัญญาจ้าง ว่า ตอนนี้กรรมการประเมินผลงานเลขาธิการ สกสค.ยังไม่ได้มีการประเมินฯ เพราะนายธนพร ยังไม่ยอมรับเกณฑ์ประเมินดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้ตนคิดว่า เราต้องมาคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันทั้งสองฝ่ายว่าสิ่งที่นายธนพรคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมคืออะไร ซึ่งตนคิดว่าถ้าได้คุยกันแล้วเชื่อว่าจะต้องมีทางออก อย่างไรก็ตาม สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะจบอย่างไร เพราะขณะนี้ทราบว่านายธนพร ได้ไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมจากนายกรัฐมนตรี อยู่ ซึ่งก็เป็นสิทธิ์

ด้าน นายธนพร กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ได้ส่งผลงานการประเมิน เพราะตนยังไม่ยอมรับเกณฑ์ประเมินที่ไม่เป็นธรรม ส่วนจะมองว่าตนไม่ทำตามสัญญาจ้างแล้ว บอร์ดสกสค.จะมีมติเลิกจ้างนั้น ก็ต้องเข้าใจว่า ตนยังไม่เข้าร่วมการประเมินเหตุเพราะคัดค้านการประเมินและร้องขอความเป็นธรรมต่อนายกรัฐมนตรีอยู่ ซึ่งนายกรัฐมนตรียังไม่ได้วินิจฉัยเรื่องนี้แต่อย่างใด จึงไม่สามารถส่งเล่มผลงานการประเมินได้

“เหตุผลที่ผมไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้าง เพราะผมไม่ยอมรับเกณฑ์ประเมิน และเข้าประเมินตามกติกานี้ไม่ได้ ซึ่งผมก็ได้ทำหนังสือขอความเป็นธรรม และคัดค้านเรื่องดังกล่าว ต่อนายกรัฐมนตรีแล้ว และผลการคัดค้านก็ยังไม่ออก ซึ่งผมก็รอผลการคัดค้านอยู่”นายธนพร กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า สุดท้ายเรื่องนี้จะถึงขั้นฟ้องศาลหรือไม่ นายธนพร กล่าวว่า ถ้าบอร์ด สกสค.เดินถูกกฎหมายตนก็ไม่ไปฟ้องศาล แต่ถ้าผิดกฎหมายและไม่เป็นธรรมก็คงต้องให้ศาลตัดสิน

สอศ.แจ้งความแก๊งตกเบ็ดชุดแรก อ้างช่วยนั่งผอ.สถานศึกษาได้

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีประกาศรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับผู้อำนวยการสถานศึกษา และได้แจ้งผู้ใดที่พบเบาะแสการทุจริต หรือส่อไปในทางไม่สุจริต หรือดำเนินการผิดพลาดอันอาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งมาได้ที่สอศ. ซึ่งปรากฎว่ามีผู้หวังดีได้แจ้งมาว่า มีกลุ่มคนอ้างว่าสามารถวิ่งเต้นเพื่อให้เป็นผู้อำนวยการสถานศึกษาได้ โดยอ้างอิงถึงผู้บริหารระดับนโยบายระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ

“จากการตรวจสอบ พบว่า เรื่องดังกล่าวมีมูลความจริง สอศ.จึงได้ดำเนินการตามมาตรการ คือ แจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจนครบาลดุสิต เพื่อเอาผิดทางอาญา และตั้งคณะกรรมการดำเนินการทางวินัยกับผู้ที่เกี่ยวข้องที่เป็นข้าราชการ  ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีบุคคลทั้งในราชการ และนอกราชการ ร่วมขบวนการ ทั้งนี้ สอศ. จะทำหนังสือแจ้งเวียนให้กับสถานศึกษาแจ้งข่าวแก่บุคลากรในสังกัด ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อแก๊งตกเบ็ด และหากมีผู้ใดพบเบาะแสการกระทำดังกล่าวอีก สามารถแจ้งมาที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เพื่อดำเนินคดีให้ถึงที่สุดต่อไป” เลขาธิการกอศ.กล่าว

ดร.เอนก” ปลื้มหลักสูตรวิศวะของไทย ได้รับรองจาก ABET แนะ วิศวกรไทยต้องมีจุดขาย พร้อมพาความเป็นไทยก้าวไกลสู่ระดับสากล

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2565  ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในการประชุมวิชาการเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีในการขอรับรองมาตรฐานคุณภาพหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์จาก ABET พร้อมกล่าวแสดงปาฐกถาพิเศษ “อุดมศึกษาไทยในเวทีโลก” และร่วมแสดงความยินดีแก่สถาบันอุดมศึกษานำร่อง 4 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ที่ได้ผ่านการขอรับรองมาตรฐานคุณภาพหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์จาก Accreditation Board for Engineering and Technology (ABET) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพของสหรัฐอเมริกาที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ที่ทำการประเมินและให้การรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆจาก 41 ประเทศทั่วโลก โดยมี 6 ประเทศในอาเซียนที่มีสถาบันอุดมศึกษาได้รับการรับรองจาก ABET เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้รับรอง และจะมีการรับรองผลอย่างเป็นทางการอีกครั้งในเดือนสิงหาคม 2565 งานดังกล่าวจัดขึ้น ณ โรงแรมหัวช้าง เฮอริเทจ กรุงเทพฯ

ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวว่า นโยบายของ อว. ในการผลักดันและส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยไทยสู่มหาวิทยาลัยระดับโลก ได้มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะสาขาวิชา Subject Ranking ที่ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญโดดเด่นและมีศักยภาพในหลายสาขาวิชา และนับเป็นข่าวดีที่วันนี้ประเทศไทยมีสถาบันอุดมศึกษาจำนวน 4 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้รับการรับรองจาก ABET รวมทั้งสิ้น 9 หลักสูตร การที่หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ของไทยได้รับการรับรองจากองค์กรระดับนานาชาติ จะช่วยตอกย้ำว่าวิศวกรของไทยมีความรู้ความสามารถ และมีสมรรถนะในการทำงานตรงต่อความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมทั้งข้อกำหนดในการประกอบวิชาชีพระดับสากล เป็นที่ยอมรับและสามารถเคลื่อนย้ายไปทำงานได้ในทุกประเทศทั่วโลก นับเป็นก้าวที่สำคัญในการส่งเสริมมหาวิทยาลัยไทยสู่มหาวิทยาลัยระดับโลกโดย Subject Ranking ด้านวิศวกรรมศาสตร์ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้ประกอบการว่าประเทศไทยมีวิศวกรที่มีความรู้ความสามารถและความเป็นไทยแบบชัดเจน สามารถทำงานทัดเทียมกับวิศวกรต่างชาติได้อย่างดีเยี่ยม

รมว.อว. กล่าวต่อไปว่า หลักสูตรที่ได้รับการรับรองจาก ABET ที่เป็นองค์กรรับรองคุณภาพระดับนานาชาติจะสร้างความเชื่อมั่นให้นักศึกษาต่างชาติให้เข้ามาศึกษาต่อในประเทศไทยเพิ่มขึ้น รวมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยสามารถเดินทางไปแลกเปลี่ยนและศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาระดับโลกได้สะดวกขึ้น ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมของประเทศในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ของประเทศให้มีทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 ที่มีความเป็นพลเมืองโลก (Global Citizenship) และมีสมรรถนะในการทำงานตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน รวมทั้งข้อกำหนดในการประกอบวิชาชีพระดับสากล เป็นที่ยอมรับและสามารถเคลื่อนย้ายไปทำงานได้ในทุกประเทศทั่วโลก ต้องขอขอบคุณคณาจารย์จากสมาคมนักวิชาชีพไทยในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา หรือ ATPAC ที่ได้ให้คำปรึกษาและคำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่สถาบันอุดมศึกษาไทย ตลอดจนผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา และอาจารย์ทุกท่านที่ช่วยขับเคลื่อนโครงการ ทำให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จ เป็นที่น่าชื่นชม และเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่มหาวิทยาลัยแห่งอื่นต่อไป

“ขณะนี้โลกเราอยู่ในสถานการณ์ของยุค Disruption จากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี การถูกกระตุ้นด้วยปัญหาและความท้าทายหลายด้านทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ทั้งการเผชิญกับโรคอุบัติใหม่ การแพร่ระบาดของ COVID-19 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร อันส่งผลกระทบต่อภาคการศึกษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาคมอุดมศึกษาต้องปรับบทบาทอย่างก้าวกระโดด ขับเคลื่อนให้อุดมศึกษาไทยก้าวไปสู่เวทีโลกในแบบฉบับของความเป็นไทยสู่สากล พัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถบุคลากรในระบบอุดมศึกษา เพื่อตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาสังคมและประเทศอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ขอขอบคุณทุกองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ร่วมมือกันทำให้สถาบันอุดมศึกษานำร่อง 4 แห่ง ได้รับการรับรองจาก ABET ในครั้งนี้ และเชื่อว่า ก้าวเล็กๆ ของทุกท่านในวันนี้ จะเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ในการผลักดันมหาวิทยาลัยไทยไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก ต่อไปในอนาคต และขอส่งกำลังใจให้กับมหาวิทยาลัยแห่งอื่นที่กำลังจะเริ่มเข้าร่วมโครงการในปี 2565” ดร.เอนก กล่าว

“ตรีนุช” ห่วง “โอมิครอน” ระบาดในเด็ก ศธ.จัดเสวนา “ โอมิครอนร้ายจริงหรือ? ถึงต้องปิดโรงเรียน”

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 หรือ โควิด-19 ในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) ซึ่งเรื่องที่นากังวล คือ ในหลายประเทศอัตราการป่วยนอนโรงพยาบาลของผู้ที่ติดเชื้อโอมิครอน ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปีมีเป็นจำนวนมาก และ มีรายงานของสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา (AAP) ระบุว่า การแพร่ระบาดรุนแรงของโอมิครอน ในสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ล้มป่วยเพิ่มมากขึ้น และ 50 % ของเด็กที่ป่วยจากโควิดเข้าโรงพยาบาล มีอาการรุนแรงจนต้องรักษาในห้อง ICU หรือ ห้องดูแลผู้ป่วยหนัก ซึ่งตนเป็นห่วงเด็กๆทุกคน ถึงแม้ช่วงวัย 5-11 ปีจะเพิ่งมีวัคซีนที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ได้ แต่เด็กๆส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างครอบคลุม

“ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในทุกสายพันธุ์ เฝ้าระวัง และประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มาโดยตลอด ขณะนี้สถานการณ์น่าเป็นห่วง ดิฉัน จึงขอย้ำเตือนไปยังครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครองให้ร่วมกันดูแลป้องกันเด็กๆ และขอให้ป้องกันตัวเองอย่างเคร่งครัด ใส่หน้ากากเสมอ อยู่ห่างๆ คนอื่น และลดละเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อลดและชะลอการระบาดลง สำหรับการจัดการเรียนการสอนที่มีผู้สอบถามเข้ามามากว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะสั่งให้ปิดโรงเรียน หยุดสอนแบบ Onsite ทั่วประเทศหรือไม่นั้น เมื่อวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ของกระทรวงศึกษาธิการ (เพิ่มเติม ครั้งที่ 1) โดยประกาศฉบับนี้ ระบุให้สถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของ ศธ. ประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงอย่างรอบด้านของนักเรียนหรือครูที่อาจเป็นกลุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อ โควิด-19 หากมีนักเรียนหรือครูที่เป็นกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว ให้สถานศึกษาสามารถพิจารณาปรับการเรียนการสอนเป็นระบบการศึกษาทางไกล คือ On air , Online, On hand และ On demand ได้ตามความเหมาะสม และประสานกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอย่างใกล้ชิด ดังนั้น การหยุดสอนแบบ Onsite หรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่ “ นซส.ตรีนุช กล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 10 ม.ค.นี้ กระทรวงศึกษาธิการ จะจัดงานเสวนา “โอมิครอนร้ายจริงหรือ? ถึงต้องปิดโรงเรียน” โดยดิฉัน จะพูดคุยถึงนโยบายความปลอดภัยในสถานศึกษา การปรับการจัดการเรียนรู้ทุกรูปแบบ (5 on) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ทุกที่ ทุกสถานการณ์ และการเตรียมความพร้อมที่จะเปิด onsite ของทุกโรงเรียนอย่างปลอดภัย โดยความร่วมมือของ ศธ. กับ สธ. และมีวิทยากรมาชี้แจงในประเด็นต่างๆ ดังนี้ นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย ประเด็น : สถานการณ์ความรุนแรงของโอมิครอนทั้งไทยและต่างประเทศ มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโอมิครอนในสถานศึกษา , รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อเด็กแห่งประเทศไทย ประเด็น : ความรุนแรงและการแพร่ระบาดของโอมิครอน , นพ.ทรงเกียรติ อุดมพรวัฒนะ Admin Facebook จากเพจดัง “Infectious ง่ายนิดเดียว” ประเด็น: การติดเชื้อโควิดในพื้นที่ (พิษณุโลก) ความรุนแรง และความคิดเห็นในการเปิดเรียน , ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประเด็น : การกำกับติดตามมาตรการในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประเด็น: นโยบายในการเปิดเรียน Onsite ของสถาบันการศึกษาในสังกัด ศธ. โดยถ่ายทอดสดผ่าน obec channel ตั้งแต่เวลา 10.30 น. เป็นต้นไป จึงขอเชิญชวนสถานศึกษาทุกสังกัด และผู้ปกครองร่วมรับฟัง.

เด็กอาชีวะไทย “สุดเจ๋ง” คว้าแชมป์ ร่วม 2 ทีม แกะสลักหิมะนานาชาติฮาร์บิน 2565


วันนี้ (8 ม.ค.65 ) ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี คว้ารางวัลชนะเลิศ Design Creativity (ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบ) ร่วมกัน ในการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ ครั้งที่ 14 ประจำปี 2565 : The 14th International Collegiate Snow Sculpture Contest 2022 ณ มหาวิทยาลัยวิศวกรรมฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีการตัดสินเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 51 ทีม จาก 4 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศมองโกเลีย และสหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งในปีนี้ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) จึงจัดแข่งขันในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งหัวข้อที่กำหนดในการคัดเลือกครั้งนี้ คือ “ มีความฝัน สู่อนาคต ด้วยความฝัน เพื่ออนาคต” (Having Dreams, to the Future. With Dreams, For Future) และมีเนื้อหาที่เชื่อมโยงสัมพันธ์ และสื่อถึงงานกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว ที่จะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2022 ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งมีคำขวัญ ว่า ร่วมกันเพื่ออนาคต แสดงให้เห็นจุดยืนที่เข้มแข็งของมวลมนุษยชาติเมื่อเผชิญความทุกข์ยาก (Together for a Shared Future, showing the strong stance of mankind in the face of plight)

เลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา กล่าวว่า วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี ส่งประกวด ภายใต้ชื่อผลงาน “นางฟ้าของฉัน” ผลงานของ นางสาวนริศรา พริกนุ่น นางสาวชนากานต์ ใจงาม และนายพัชรพล สารภี นักศึกษาปวช. 3 สาขาวิจิตรศิลป์ โดยมีนายพฤติพงษ์ วงศ์วรรณา เป็นครูผู้ควบคุม มีแนวคิดมาจากสถานการณ์ ของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ที่ระบาดหนักตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา ไวรัสชนิดนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก ส่งผลกระทบต่อประชากรทุกประเทศ ทั่วโลก เกิดสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้คนเจ็บป่วย และเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก รัฐบาลของหลายๆประเทศรวมทั้งประเทศไทยมีมาตรการล็อกดาวน์ ปิดประเทศ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) แพร่กระจายออกไป จากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้มองเห็นแสงสว่างจากหัวใจของผู้คนในความเสียสละ “บุคลากรทางการแพทย์” ผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงในการต่อสู้ แข่งขันกับโรคร้ายให้ทุกคนบนโลกปลอดภัย เสมือนกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก แต่หากจะเป็นการต่อสู้แข่งขันระหว่างมนุษยชาติ กับ เชื้อโรคร้าย โดยผลงานประติมากรรมนางฟ้า เปรียบเป็นตัวแทนบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน เป็นนางฟ้าในดวงใจของคนทั้งโลก กำลังประคองน้ำดื่มให้กับเหล่าหงส์ที่ได้รับบาดเจ็บเปรียบได้กับผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (โควิด-19) และเราจะก้าวผ่านสิ่งร้ายๆ ไปด้วยกัน เพื่อความฝันสู่อนาคตที่ทุกคนจะกลับมาปกติสุขด้วยกันอีกครั้ง

วิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ส่งประกวด ภายใต้ชื่อผลงาน “The Hero หัวใจสิงห์ผู้ไม่เคยยอมแพ้แก่โชคชะตา” ผลงานของ นายธนพล ภูทองเงิน นายพรรณภัทร สมพงษ์ และนายพรรษา สายยาใจ นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 3 สาขาวิจิตรศิลป์ โดยมี นายวสัตน์ เมฆฉาย เป็นครูผู้ควบคุม ได้รับแรงบันดาลใจ ผ่านภาพความสำเร็จของนักกีฬาพิการในการแข่งวีลแชร์ของไทยที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง จากการแข่งขันมหกรรมกีฬาโลก พาราลิมปิกเกมส์ 2020 เป็นแบบอย่างของผู้ที่มีความฝันและความพยายามฝ่าฟันเอาชนะความยากลำบากจากข้อจำกัดในร่างกาย ปลดปล่อยพลังชีวิตเพื่อพิสูจน์ความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจตนเอง แสดงจุดยืนที่เข้มแข็งให้ปรากฎต่อมวลมนุษยชาติ ให้มีกำลังใจและมองเห็นความฝันในอนาคตเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถสร้างให้เป็นจริงได้ ลูกล้อวีลแชร์ที่ถูกปั่นด้วยความเร็วทะยานไปข้างหน้าเหมือนจะโบยบินได้ ดั่งนกพิราบขาวได้ประกาศเสรีภาพแห่งชีวิตให้ประจักษ์ไปทั่ว พร้อมกับเชิญชวนเพื่อนมนุษย์ร่วมกันนำอนาคตที่สดใสมาสู่โลกอีกวาระหนึ่ง รูปมือที่โอบอุ้มคือสัญลักษณ์ของความร่วมมือกันของมนุษยชาติที่จะเอาชนะความยากลำบาก จังหวะของเส้น และรูปทรงที่ดูเคลื่อนไหว พุ่งทะยานไปสู่จุดหมายเดียวข้างหน้า แสดงถึงพลัง ความเร็ว และความอิสระ มุ่งสู่ปลายทางที่อยู่เบื้องบน เพื่อสื่อให้เห็นถึงแนวคิดว่า ไม่มีใครกำหนดชีวิตที่เกิดมาในอดีตของตนเองได้ แต่การรู้จักตนเองและการได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก และคาดหวังเอาไว้คือการสร้างชีวิต สู่อนาคต ที่เป็นจริงได้

นอกจากนี้ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ภายใต้ผลงานชื่อ “ก้าวฝ่าวิกฤติสู่ความฝันแห่งอนาคต” ผลงานของนายอำพล ธรรมทอง นายสุภาพ ชารีเครือ และนายอนันต์ แสงสว่าง นักศึกษาปวช. 3 สาขาวิจิตรศิลป์ โดยมีนายสระชาติ พละศักดิ์ เป็นครูผู้ควบคุม ซึ่งมีแนวคิดจากที่ว่า มนุษยชาติทั้งหลายล้วนเกิดมาแล้วดำรงชีวิตอยู่บนกฎเกณฑ์ของกรอบกติกาที่กำหนดขึ้นในแต่ละสังคมที่แตกต่างกัน มีอุปสรรคไว้ฟันฝ่าก้าวข้ามไปสู่อนาคต โดยมีความฝัน ความหวัง เป็นเครื่องนำทาง เพื่อไปสู่อนาคต อันเป็นเป้าหมายสำเร็จสูงสุด ของมวลหมู่มนุษยชาติทุกคน ที่ปรารถนา อยากให้เกิดขึ้นแก่ตนเองและครอบครัว ตลอดจนสังคม โลก ให้การยอมรับยกย่องเชิดชู ถ้าเปรียบเทียบการใช้ชีวิตดั่งเช่นการแข่งขันกีฬา เป้าหมายคือรางวัลที่จัดไว้ตามลำดับความสามารถของแต่ละคน ซึ่งมีขีดจำกัดไม่เท่ากัน กว่าจะมาถึงจุดเป้าหมายของรางวัลที่คาดหวัง นักกีฬาทุกคนต้องมีระเบียบวินัย ยึดถือกติกาข้อตกลงที่สากลกำหนด จึงจะถือได้ว่าเป็นผู้มีชัยชนะที่ใสสะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง จากประเด็นดังกล่าว ทีมผู้สร้างได้ใช้รูปทรงของสถาปัตยกรรม และวัตถุสิ่งของต่าง ๆ นำมาจัดองค์ประกอบศิลป์ ผสมผสานให้ลงตัว เพื่อสื่อความหมายดังนี้ สถาปัตยกรรมสนามกีฬารังนก สื่อถึง สัญลักษณ์แห่งความหวังของมนุษยชาติ รูปสัญลักษณ์ผลึกน้ำแข็ง สื่อถึง ความสุจริตใสบริสุทธิ์ดุจนำแข็งและหิมะ รูปทรงคบเพลิงโอลิมปิก 2022 สื่อถึง คบเพลิงศักดิ์สิทธิ์ซึ่งถูกจุดโดยแสงอาทิตย์ เป็นจุดกำเนิดการก่อเกิดความเจริญงอกงาม โชติช่วงชัชวาลแห่งอนาคต สัญลักษณ์โอลิมปิกเกมส์ ฤดูหนาวปักกิ่ง 2022 ที่ชื่อว่า “ตงเมิ้ง” หรือความฝันแห่งฤดูหนาว รูปทรงคล้ายคนเล่นสกี สื่อถึงความรื่นรมย์ และเป็นสัญลักษณ์จุดนัดพบของนักกีฬาตามล่าฝันแห่งฤดูหนาวสัญลักษณ์สากลของกีฬาโอลิมปิกรูปทรง 5 ห่วง สื่อถึงการรวมตัวกันของคนจาก 5 ทวีป ยุโรป อเมริกา อเมริกาใต้ เอเชีย และออสเตรเลีย รูปทรงกำแพงเมืองจีน สื่อถึง ความแข็งแกร่งที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นอุปสรรคยิ่งใหญ่ที่ท้าทายรูปทรงธงชัย เรียงลำดับทับซ้อน 3 ลำดับ สื่อถึง เป้าหมายแห่งความสำเร็จหรือชัยชนะ

“ตรีนุช”ปักธงคำของบฯปี 66 มุ่งสร้างคุณภาพการศึกษา

เมื่อวันที่  7 มกราคม 2565  น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ของหน่วยงานในสังกัดและหน่วยงานในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยมีผู้แทนจากสำนักงบประมาณเข้าร่วมฟังนโยบาย ว่า นโยบายและจุดเน้นปีงบฯ 2566 ของ ศธ. สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพมนุษย์ เชื่อมโยงกับแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ในหมุดหมายที่ 12 คือ ไทยมีกำลังคนสมรรถนะสูง มุ่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์การพัฒนาแห่งอนาคต

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า จากการกำหนดนโยบายเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง กระทรวงศึกษาธิการ ยังคงยึดมั่นเดิน ตามแนวทางและนโยบายที่กำหนด โดยจุดเน้นในปีงบฯ 2566 นี้ มี  7 เรื่องสำคัญ คือ 1. การจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย 2. การยกระดับคุณภาพการศึกษา 3. การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาทุกช่วงวัย 4. การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  5. การส่งเสริมสนับสนุนวิชาชีพครู บุคลากรทางการศึกษาและบุคลากรสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ 6. การพัฒนาระบบราชการและบริการภาครัฐยุคดิจิทัล และ 7. การขับเคลื่อนกฎหมายการศึกษาและแผนการศึกษาแห่งชาติ  นอกจากนี้ยังมีเรื่องงบประมาณการจ้างครูผู้สอน ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ตลอดจนงบฯลงทุน ค่าก่อสร้างบ้านพักครู ของ สพฐ. และ ปรับอัตราเงินอุดหนุค่าใช้จ่ายรายหัวการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นอัตราที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2552 ให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อ และสามารถตอบโจทย์คุณภาพการศึกษาได้

“ ที่ผ่านมางบประมาณของ ศธ.ที่ได้รับกว่า 80 % เป็นงบฯดำเนินการ รายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนครู จะเหลืองบฯพัฒนาการศึกษา พัฒนาเด็กและพัฒนาครูน้อยมาก ดังนั้นปีงบฯ 2566 จะปักหมุดเรื่องการทำโรงเรียนคุณภาพ ห้องเรียนคุณภาพ เพื่อดึงดูดเด็กให้เข้ามาเรียนในโรงเรียนเหล่านี้ด้วยความเต็มใจและจะสามารถลดจำนวนโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ที่มีมากถึง 30,000 กว่าแห่งลงได้ ซึ่งจะส่งผลให้มีงบฯเหลือเพื่อการพัฒนา ขณะเดียวกันในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 ( Covid-19 ) ปัญหาที่เราเจอคือรูปแบบการเรียนการสอนที่เปลี่ยนไป ทำให้ ศธ.ต้องเร่งพัฒนาและส่งเสริมการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ โดยจะมีการทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัล ให้เด็กสามารถเลือกใช้ได้ และพัฒนาครูที่ตอบโจทย์การเรียนรู้รูปแบบใหม่ด้วย”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว.

“ประวิต”ลงพื้นที่ติดตามผลการขับเคลื่อนเกณฑ์ PA สู่การปฏิบัติ

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2565 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา( ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า  กล่าวว่า หลังจากที่ได้มีการประกาศใช้หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (เกณฑ์ PA)   ทั้ง 4 สายงาน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2564 นั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สถานศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา  ที่โรงเรียนวัดกันเกรา อำเภอแกลง และโรงเรียนบ้านชุมแสง อำเภอวังจัน จังหวัดระยอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)ระยอง เขต 2 ซึ่งมีข้าราชการครู ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และผู้อำนวยการ สพป.ระยอง เขต 2 ได้เข้ามาร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงการดำเนินการตามเกณฑ์ PA ซึ่งพบว่า ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดระยองส่วนใหญ่มีความตื่นตัว และมีความเข้าใจหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการดังกล่าว โดยได้มีการศึกษาหลักเกณฑ์และข้อมูลจากสื่อรูปแบบต่าง ๆ ของสำนักงาน ก.ค.ศ. และได้ทราบว่า ได้มีการจัดทำข้อตกลง (PA) ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งพูดได้ว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดระยอง สามารถขับเคลื่อนการดำเนินการเกณฑ์ PA  ได้อย่างน่าชื่นชม และเป็นที่น่ายินดีที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดระยอง ได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการร่วมพลิกโฉมวิชาชีพครู สู่การศึกษาที่ดีกว่ากับ ก.ค.ศ.  และหลังจากนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. ก็ได้วางแผนในการลงพื้นที่ในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของสถานศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เกี่ยวกับการคขับเคลื่อนการดำเนินงานตามเกณฑ์ PA ต่อไป  

น.ส.จินตนา ปาสองห้อง ครูโรงเรียนวัดหนองกันเกรา กล่าวว่า คิดว่าครูทุกท่านสามารถทำ PA ได้ การที่ ก.ค.ศ. ลงพื้นที่มาสร้างความเข้าใจในเรื่อง PA มากขึ้น เป็นกำลังใจให้เพื่อนครูที่ทำผลงาน ทำให้มีเป้าหมายในการทำงานมากขึ้น เพราะเกณฑ์ PA ท้ายที่สุดแล้วนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับเด็กในโรงเรียนของเราเอง

น.ส.มณฑาทิพย์ เสวคนธ์ ผอ.โรงเรียนมกุฎเมืองราชวิทยาลัย กล่าวว่า การเขียน PA จะช่วยพัฒนาครูอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งที่โรงเรียนได้ใช้รายงานกระบวนการ PLC ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตั้งเป้าการพัฒนาผู้เรียน ศึกษา            ทำความเข้าใจข้อมูลจาก ก.ค.ศ. โดยตรง ซึ่งตนเองมองว่าไม่ได้เป็นภาระกับครูและผู้บริหารเลย เพราะถ้าทุกคนได้ศึกษาแล้วจะพบว่าเป็นงานประจำที่ทำกันอยู่แล้ว เพียงแต่ PA เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดระบบการทำงานปกติ และนำไปใช้ต่อยอดไปถึงการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะเท่านั้นเอง

นายสุธน พรมลี ศึกษานิเทศก์ สพม.ชลบุรี – ระยอง กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่ ก.ค.ศ.ได้ลงพื้นที่มาสร้างความเข้าใจโดยตรงทำให้รับทราบข้อมูลโดยตรง และเห็นว่าเกณฑ์ PA มีประสิทธิภาพเพราะเป็นรูปแบบการประเมินที่อ้างอิงจากต่างประเทศมาปรับใช้ในการพัฒนาครูในรูปแบบเดิม ๆ สามารถวัดผลการสอนของครูและพัฒนาเด็กได้จริง.

“เพาะช่าง”ประกาศขอแยกตัวจาก มทร.รัตนโกสินทร์ ตั้งเป็น“สถาบันศิลปะ โรงเรียนเพาะช่าง”ขึ้นตรง อว.

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2565 ที่ วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์  ได้มีการแถลงข่าว “109 ปี เพาะช่าง อดีต ปัจจุบัน อนาคต สู่การเป็นสถาบันศิลปะชั้นนำของประเทศ” โดย ผศ.บรรลุ วิริยาภรณ์ประภาส ผู้อำนวยการวิทยาลัยเพาะช่าง กล่าวว่า วิทยาลัยเพาะช่าง เดิมชื่อว่า “โรงเรียนเพาะช่าง” กำเนิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในวันที่ 7 มกราคม 2456 ด้วยพระราชดำริที่จะทำนุบำรุงศิลปะวิชาการช่างของไทยให้เจริญตามพระราชประสงค์ของพระบรมชนกนาถ  ซึ่งวันนี้ที่ถือเป็นวันครบรอบ 109 ปี ปัจจุบัน วิทยาลัยเพาะช่าง เป็นหนึ่งในวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)รัตนโกสินทร์ อยู่ในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แต่เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2564 อว.ได้ออกกฏกระทรวง การจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษา โดยแบ่งออกเป็น  6 กลุ่ม ดังนี้ 1.กลุ่มพัฒนาการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก  2.กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม 3.กลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนอื่น 4.กลุ่มพัฒนาปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักศาสนา 5.กลุ่มผลิตและพัฒนาบุคลากรวิชาชีพและสาขาจำเพาะ  และ 6.กลุ่มอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด  ซึ่ง มทร.รัตนโกสินทร์ ได้เลือกอยู่กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม ซึ่งมีจุดเน้นเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรม

ผศ.บรรลุ กล่าวต่อไปว่า จากประเด็นดังกล่าวทำให้วิทยาลัยเพาะช่างต้องกลับมาทบทวนบทบาทของตนเอง แล้วเห็นว่า จะขอแยกตัวออกจาก มทร.รัตนโกสินทร์ มาเป็น “สถาบันศิลปะ โรงเรียนเพาะช่าง”มีสถานภาพเป็นสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางด้านศิลปะ เทียบเท่ามหาวิทยาลัย เป็นหน่วยงานของรัฐ สังกัด อว. อยู่ในกลุ่มสถาบันอุดมศึกษากลุ่มที่ 5  คือ “กลุ่มผลิตและพัฒนาบุคลากรวิชาชีพและสาขาจำเพาะ” โดยจัดการศึกษาจะมีอัตลักษณ์ ในการเรียนการสอนที่เน้นการเรียนวิชาทางด้านศิลปะประจำชาติ ปัจจุบันสอนระดับปริญญาตรีใน 3 ภาควิชา 14 หลักสูตรและในอนาคตจะทำการเปิดสอนในระดับปริญญาตรีเพิ่มอีก 2หลักสูตร ระดับปริญญาโท 3 หลักสูตร ระดับปริญญาเอก 1 หลักสูตร และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพอีก 1 หลักสูตร ซึ่งขณะนี้เรามีความพร้อมทั้งทางด้านอาคารสถานที่ และบุคลากร

“การแยกออกจาก มทร.รัตนโกสินทร์ ได้ผ่านกระบวนการการรับฟังความเห็น มีการประชุม ทำประชามติ และเสนอต่อสภามหาวิทยาลัย แล้ว จากนี้ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายเพื่อยกฐานะสู่การเป็นสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางด้านศิลปกรรม เป็นสถาบันหลักในการสร้างบุคลากรด้านศิลปวิชาการช่างไทย เป็นศูนย์บริหารจัดการองค์ความรู้ด้านศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ และเป็นสถาบันที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ ศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อสบสานดำรงความเป็นไทยและต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์ศิลป์” ผู้อำนวยการวิทยาลัยเพาะช่างกล่าว