เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศึกษาธิการ) เปิดเผยถึงการดำเนินงานของศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย(ศพส.)ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ได้ตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติม ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้เข้ามาร่วมทำงาน เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนในปัจจุบันมีความซับซ้อนและหลากหลายมิติ การทำงานเฉพาะในกรอบของกระทรวงศึกษาธิการเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องอาศัยมืออาชีพจากหลายสาขาเข้ามาร่วมแก้ปัญหาด้วย
นายอัครนันท์ กล่าวว่า หลังเปิดช่องทางรับเรื่องพบว่ามีผู้ร้องผ่านระบบจำนวนมาก จากช่วงเดือนแรกประมาณ 40 เคส เพิ่มขึ้นเป็นหลักพันเคสในเดือนถัดมา และเชื่อว่ายังมีอีกจำนวนมากที่ยังไม่เข้าสู่ระบบ เนื่องจากนักเรียน ครู และผู้ปกครองจำนวนหนึ่งยังไม่ทราบว่ามีศูนย์ดังกล่าว หรือไม่เข้าใจว่าสามารถขอความช่วยเหลือได้อย่างไร ดังนั้น สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงเด็กโดยตรง โดยให้โรงเรียนช่วยสร้างการรับรู้และติดโปสเตอร์หรือช่องทางสำหรับสแกนเพื่อแจ้งเรื่อง เมื่อเด็กมีปัญหาและไม่ได้รับความช่วยเหลือจากช่องทางปกติ จะได้สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากส่วนกลางได้ทันที
“เด็กอาจไปบอกครูแล้ว แต่บางครั้งครูอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็ก หรือเป็นเพียงเด็กทะเลาะกันเหมือนในอดีต แต่วันนี้เราต้องทำให้เด็กรู้ว่า หากบอกครูแล้วไม่ได้รับความช่วยเหลือ เขายังมีช่องทางอื่นที่จะสื่อสารและขอความช่วยเหลือได้ เราไม่ควรปิดเด็กไว้กับช่องทางเดียว” นายอัครนันท์กล่าวและว่า พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการกระจายลงพื้นที่จัดอบรมและสร้างความเข้าใจ โดยแบ่งพื้นที่จังหวัดไม่ให้ซ้ำกัน เพื่อให้ระยะแรกสามารถเข้าถึงเด็กและสถานศึกษาได้มากที่สุด โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจว่า การบูลลี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะสำหรับผู้กระทำอาจมองเป็นเรื่องสนุก แต่ผู้ถูกกระทำอาจได้รับผลกระทบรุนแรงถึงชีวิต
รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า จากกรณีเด็กที่เสียชีวิตซึ่งได้รับทราบข้อมูลล่าสุด พบว่าเป็นเด็กเรียนดี แต่มีข้อมูลเกี่ยวกับการถูกบูลลี่ จึงยิ่งสะท้อนว่าปัญหานี้ไม่สามารถปล่อยให้เด็กแก้ไขด้วยตัวเองได้ จำเป็นต้องมีผู้ใหญ่และระบบเข้ามาช่วยเหลืออย่างทันท่วงที กระทรวงศึกษาธิการจึงต้องเพิ่มช่องทางสื่อสารและทำให้เด็กทุกคนรู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากที่ใด
ส่วนกรณีโครงการพานักเรียนและครูเดินทางไปศึกษาระยะสั้นที่ประเทศจีนแต่ไม่สามารถเดินทางได้ตามกำหนด หรือ “ทริปจีนล่ม” นายอัครนันท์ กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้สั่งให้ดำเนินการตรวจสอบแล้ว หากผลสอบพบการกระทำผิดและมีหลักฐานชัดเจน ผู้เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ โดยเฉพาะความผิดทางวินัยนั้น แม้จะคืนเงินให้ผู้เสียหายแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ความผิดที่เกิดขึ้นหายไป ผิดก็คือผิด ต่อให้คืนเงินแล้ว ความผิดทางวินัยที่เกิดขึ้นก็ยังเกิดขึ้นแล้ว ไม่ต้องกังวลว่ากระทรวงศึกษาธิการจะปกป้องใคร เพราะนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเอาจริง หากมีหลักฐานชัดก็ต้องรับสภาพ ผมว่าไม่รอดแน่






