“เสมา1ควงผู้บริหาร ศธ.”ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส มอบทุนนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบชายแดนใต้ พร้อม รับฟังปัญหาครูในพื้นที่ ดันหลักสูตร Learn to Earn สร้างรายได้ระหว่างเรียน

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการจากส่วนกลางและในพื้นที่นราธิวาส เข้าร่วมกว่า 600 คน ณ ห้องประชุมจำลอง ศรีเลขา โรงเรียนนราธิวาส อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้นำคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนนักศึกษา ยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้น ได้เป็นประธานมอบทุนการศึกษาให้กับทายาทผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 11 ทุน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมผู้บริหารองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับ เพื่อมารับฟังปัญหาการทำงานในพื้นที่ด้วยตนเอง เพราะผู้ปฏิบัติย่อมรู้ถึงการทำงานในบริบทของตนเองเป็นอย่างดี และให้ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการได้มารับฟังปัญหา พร้อมทั้งให้เกิดการแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ และทรัพยากรการศึกษาของแต่ละหน่วยงานในพื้นที่ เมื่อนั้นก็จะเกิดการสนับสนุนช่วยเหลือการทำงานการศึกษาของพื้นที่ให้ได้มากที่สุด

“กิจกรรมหลัก ๆ ในการลงพื้นที่วันนี้ก็เพื่อมามอบทุนให้กับน้อง ๆ นักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลให้ความสำคัญและเข้าใจดีกับการจัดการศึกษาแบบพหุวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะของครู ผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้บริหารในเขตพื้นที่การศึกษา ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มอัตรากำลังครูวิชาเอกให้ครบในทุกโรงเรียน เรื่องของวิทยฐานะ ซึ่งได้เพิ่มช่องทางการขอวิทยฐานะใน 3 ทางเลือก คือ 1.งานวิจัย 2.นวัตกรรมเชิงประจักษ์ ที่สามารถใช้งานได้จริงในสถานศึกษา ก่อเกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอน เช่น แอปพลิเคชันของโรงเรียนการศึกษาพิเศษ และ 3.รางวัลระดับชาติ ซึ่งต้องได้รับการรับรองจากสำนักงาน ก.ค.ศ.” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

นอกจากนี้ ศ.ดร.นฤมล ยังได้กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยกระทรวงศึกษาธิการขับเคลื่อนการจัดตั้งสหกรณ์กลางเพื่อรวมหนี้ครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ที่จะทำให้ครูได้ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ทั้งนี้ยังหวังให้เกิดแรงกระเพื่อมของสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ ที่จะลดดอกเบี้ยเพื่อรักษาสมาชิกของแต่ละแห่งไว้ด้วย และท้ายสุด เรื่องของระบบย้ายครู (TRS) ถือว่าระบบเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการย้าย คือมีความโปร่งใส ไม่มีการแทรกแซง แต่เมื่อเราใช้ระบบแล้วพบข้อติดขัด ก็จำเป็นจะต้องปรับปรุงให้สามารถใช้งานและก่อเกิดประโยชน์ต่อครูทุกคนมากยิ่งขึ้น

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้เยี่ยมชมกิจกรรมและนิทรรศการ ผลงาน นักเรียน ได้แก่ ทักษะอาชีพผลิตผ้าคลุมผม ผ้าลีลาลาย โรงเรียนบ้านโคกสุมุ สพป.นราธิวาส เขต 1, ทักษะอาชีพการสานเสื่อกระจูด โรงเรียนบ้านโคกพะยอม, โครงการทักษะอาชีพ กลุ่มสาระการงานอาชีพ การจัดการธุรกิจการอาหาร (Food business management : FBM) และการจัดการธุรกิจการเกษตร (Agribusiness management: AM) โรงเรียนนราธิวาส, นวัตกรรมหลักสูตรที่เป็นอัตลักษณ์ของโรงเรียนและตอบสนองความต้องการของบริบทพื้นที่ โรงเรียนดารุสสาลาม ตลอดจนศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน Fix it Center งานโครงการพิเศษและบริการชุมชน วิทยาลัยเทคนิคบางนรา

“จากการชมนิทรรศการพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สามารถจัดกิจกรรมการศึกษาได้ตรงกับความต้องการของนักเรียนในพื้นที่อยู่แล้ว โดยเฉพาะหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อสร้างอาชีพ หรือ Learn to Earn ที่นอกจากจะสอนอาชีพแล้ว ยังสร้างรายได้ให้กับนักเรียนในระหว่างเรียนด้วย ถือเป็นกิจกรรมที่ดีและตอบโจทย์การเรียนการสอนของพื้นที่และโลกยุคปัจจุบัน” ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้าย

สอศ.เชิญชวนประชาชนเข้าชม“พิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทย”ใต้ร่มพระบารมี พระมารดาแห่งไหมไทย”อาชีวะน้อมนำพระราชดำริ “พระพันปีหลวง”สืบสานหัตถศิลป์ ณ.วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น อ.ชนบท จ.ขอนแก่น

เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.)เปิดเผยว่า ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ส่องสว่างอยู่ในทุกหัวใจของคนอาชีวะ พระองค์ทรงให้คุณค่าแก่ภูมิปัญญาไทย และทรงชี้ให้เห็นว่าการทอผ้าไหม ไม่ใช่เพียงงานศิลป์ แต่คือชีวิตของผู้คน คืออาชีพที่สร้างรายได้และความภาคภูมิใจให้แก่ชุมชน อาชีวศึกษาจึงน้อมนำแนวพระราชดำริมาสู่การปฏิบัติ ทั้งในห้องเรียนและในพื้นที่จริงทั่วประเทศ ซึ่งสอศ. ได้น้อมนำแนวคิด “เรียนรู้จากการลงมือทำ” ตามแนวพระราชดำริของพระองค์ มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนในทุกสาขาอาชีพ ไม่เพียงเฉพาะด้านศิลปาชีพหรือผ้าไหมเท่านั้น แต่ยังขยายผลสู่สาขาอาหาร แฟชั่น ยานยนต์ เกษตร และเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้เรียนเห็นว่าทุกงานฝีมือมีคุณค่า หากทำด้วยหัวใจที่ซื่อสัตย์และตั้งใจจริง โดยเฉพาะที่ ศาลาไหมไทยในวิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น แห่งนี้ ได้บูรณาการองค์ความรู้จากอดีตสู่ปัจจุบัน นักเรียนอาชีวะจะได้เรียนรู้ครบวงจร ตั้งแต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การสาวไหม การย้อม การออกแบบลวดลาย ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไหมไทย ผ่านหลักสูตร ผู้ประกอบการอาชีวศึกษา เพื่อสานต่อพระราชดำริให้เป็นรูปธรรม

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า  พิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2536 เพื่อเทิดพระเกียรติและสืบสานพระราชปณิธาน เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษา พระบรมราชินีนาถ ที่นี่จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูอาชีพทอผ้าไหม พร้อมรวบรวมผลงานหัตถศิลป์ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเป็นรากฐานแห่งพระเมตตา สู่แหล่งเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ นอกจากเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตแล้ว ยังเป็น “ห้องเรียนจริง” สำหรับนักเรียนอาชีวศึกษาในหลายสาขา ทั้งด้านแฟชั่น การตลาด การผลิต และนวัตกรรมสิ่งทอ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ไหมไทยร่วมสมัยที่พร้อมก้าวสู่ตลาดโลก ซึ่ง สอศ.ต้องการให้ศาลาไหมไทยเป็นมากกว่าพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นศูนย์สร้างผู้ประกอบการหัตถศิลป์ยุคใหม่ ที่คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ทั้งคุณค่าทางศิลปะและแนวคิดทางธุรกิจในเวลาเดียวกัน จากภูมิปัญญาสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ วันนี้ ไหมไทย ไม่ได้เป็นเพียงผ้าทอพื้นบ้านอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งอัตลักษณ์ไทยที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง อาชีวศึกษามีบทบาทสำคัญในการ “ต่อยอดศิลปาชีพ” สู่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” โดยบ่มเพาะผู้เรียนให้เป็นทั้ง ช่างฝีมือและผู้ประกอบการ ที่สามารถเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับความต้องการของตลาดโลก

“ใต้ร่มพระบารมี” พระองค์ทรงสอนให้เรารู้จักคุณค่าของงานหัตถศิลป์ และเห็นว่าศิลปาชีพคือหัวใจของการพัฒนาชีวิตคนไทย อาชีวศึกษาจะน้อมนำแนวพระราชดำริของพระองค์ มาสานต่อเป็นพลังแห่งการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างคนดีให้ประเทศต่อไป พิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทย เปิดห้องจัดแสดงใหม่เพื่อเผยแพร่เรื่องราวและคุณค่าของผ้าไหมมัดหมี่และผ้าไทย “สืบสานหัตถศิลป์ ใต้ร่มพระบารมี” ได้แก่  ห้องบรมกษัตริยาราชภูษิตราพระพันวษาราชนิยม จัดแสดงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้านการอนุรักษ์ศิลปาชีพ พร้อม “ชุดไทยพระราชนิยม” ทั้ง 8 แบบ และ “เสื้อพระราชทาน” สำหรับบุรุษ ผลิตจากผ้าไหมมัดหมี่ชาวอำเภอชนบท  ไฮไลต์: กำแพงผ้าไหมมัดหมี่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รวมผ้าไหมลายโบราณและลายอนุรักษ์กว่าร้อยผืน ฝีมือช่างท้องถิ่น, ห้องราชพัตราภรณ์ชลบทนิกรบวรหัตถศิลป์ แสดงชุดผ้าไหมที่ได้แรงบันดาลใจจากฉลองพระองค์ของพระราชวงศ์ไทย ถ่ายทอดกระบวนการผลิตผ้าไหมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ, ห้องสมณภูษาพุทธศาสนาโลกนาถ นำเสนอผ้าในพระพุทธศาสนา ทั้งในพิธีกรรม พุทธศิลป์ และหัตถศิลป์ มีพื้นที่สำหรับนั่งสมาธิและฟังเสียงคำสอนของ พระเดชพระคุณหลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม, ห้องโถงประวัติศาสตร์เมืองขอนแก่นและเมืองชนบท หรือ “โฮงมั่งมูลมรดกเมืองชลบทวิบูลย์”นายยศพล กล่าวและว่า ทั้งนี้มีการจัดแสดงผ้าไหมมัดหมี่จำลองการแต่งกายบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์พร้อมสื่อจำลองเหตุการณ์กำเนิดเมืองขอนแก่นและเรื่องราวเมื่อกว่า ๑๒๐ ปีก่อน “น้อมรำลึก – สืบสาน – ต่อยอด” จึงขอเชิญทุกท่านเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทย อาคารเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา มหาราชินี ณ วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่นแหล่งเรียนรู้และสืบสานพระราชดำริด้านผ้าไหมมัดหมี่ เพื่อร่วม “น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ”และ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” งานในพระราชดำริขององค์ พระมารดาแห่งไหมไทย

อนึ่ง “ศาลาไหมไทย…ร่มพระบารมี พระมารดาแห่งไหมไทย”อาชีวะน้อมนำพระราชดำริ สืบสานหัตถศิลป์  ณ อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น — ดินแดนที่อบอวลด้วยกลิ่นอายแห่งผ้าไหมมัดหมี่อันวิจิตรงดงาม ยังคงเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญที่สะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงได้รับการถวายพระสมัญญาอันสูงสุดว่า “พระมารดาแห่งไหมไทย”สถานที่อันเปี่ยมคุณค่านี้คือ “พิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทย อาคารเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา มหาราชินี”ตั้งอยู่ภายใน วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่หลอมรวม “พระราชปณิธาน” เข้ากับ “การเรียนอาชีพ” ได้อย่างงดงาม

สกร.–ซีพี ออลล์ ผนึกกำลังปฏิวัติการศึกษาสายอาชีพ สร้าง “คนคุณภาพ” สู่ตลาดแรงงานยุคใหม่

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ให้การต้อนรับ นายวิเชียร เนียมน้อม ผู้แทนผู้รับใบอนุญาตและผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ พร้อมคณะ เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้บันทึกข้อตกลง (MOU) ด้านการจัดการศึกษานอกระบบและการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ซึ่งความร่วมมือนี้มุ่งเน้นการพัฒนา “แผนการเรียนรู้ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย” เพื่อเสริมสร้างทักษะอาชีพและสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนให้พร้อมต่อการประกอบอาชีพในอนาคต โดยเน้นแนวคิด “เรียนรู้จริง–ทำงานจริง–มีรายได้จริง”โดย อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้กล่าวชื่นชมความตั้งใจของ CP All ที่มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาซึ่งนำไปใช้ได้จริง โดยเปรียบความร่วมมือนี้เสมือน “สูตรอาหารแห่งการเรียนรู้” ที่ผสมผสานรูปแบบการจัดการเรียนรู้ของ สกร. อย่างลงตัว ครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน  2. เนื้อหาการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน  3. สมรรถนะสำคัญที่นำไปสู่การมีอาชีพอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้กล่าวขอบคุณและเสนอแนวทางการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษานอกระบบ พ.ศ. 2551 ให้สอดคล้องกับ หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2567 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและยกระดับคุณภาพผู้เรียนในทุกมิติ

สำหรับปีการศึกษา 2569 กรมส่งเสริมการเรียนรู้และวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ เตรียมขยายผลความร่วมมือ โดยเพิ่มพื้นที่การดำเนินงานและจำนวนโควตาผู้เรียน รวมถึงจัดสรรผู้เรียนให้สอดคล้องกับแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อให้โครงการนี้เป็น “ต้นแบบแห่งการสร้างคนคุณภาพ” ที่ตอบโจทย์ทั้งภาคการศึกษาและภาคธุรกิจอย่างแท้จริง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ร่วมสานต่อความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาสายอาชีพแนวใหม่ ผ่านหลักสูตร “ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่” ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนรู้ควบคู่ไปกับการมีรายได้ระหว่างเรียน มุ่งสร้างบุคลากรคุณภาพที่พร้อมทำงานจริงและเติบโตอย่างมั่นคงในอาชีพ

“อ.แหม่ม”ปฐมนิเทศให้กำลังใจเด็กทุน ODOS สอบผ่านเกณฑ์ ก.พ.เรียนมหาวิทยาลัยชื่อดังในต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)เป็นประธานและกล่าวเปิดงานปฐมนิเทศโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (ODOS) นักเรียนและนักศึกษาทุน รุ่นที่ 3 ปีการศึกษา 2568 ซึ่งเป็นทุนการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4) และประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) ปีที่ 1 ที่ผ่านการคัดเลือกทั้งสิ้น 1,200 คน ชาย 850 คน หญิง 350 คน แบ่งเป็นสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)1,124 คน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) 66 คน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) 7 คน และ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น(อปท.) 3 คน ครอบคลุม 77 จังหวัด ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนหรือนักศึกษาในครอบครัวรายได้ไม่ถึง 150 บาท/วัน มีเกรดเฉลี่ยส่วนใหญ่อยู่ที่ 3.75 ขึ้นไป ซึ่งปีนี้ กสศ.ให้ทุนเด็กไปเรียนต่างประเทศ 100 ทุน แต่ต้องผ่านเกณฑ์ ก.พ.

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่น่าภาคภูมิใจ เพราะพวกเราทุกคนได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ” หรือที่เรารู้จักกันดีว่าโครงการ ODOS ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งสร้าง “เด็กช้างเผือก” ของประเทศไทย  เด็กที่มีศักยภาพสูงจากทั่วทุกภูมิภาค ที่จะเติบโตขึ้นเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาชาติในอนาคต พวกเราทุกคนคือ “เมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง” ที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า เพราะการพัฒนาประเทศในยุคปัจจุบันไม่อาจพึ่งพาทรัพยากรหรือแรงงานเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องอาศัย “ทุนมนุษย์” ที่มีคุณภาพสูง เป็นคนรุ่นใหม่ พวกเราคือกำลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่เศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการ ODOS จึงไม่เพียงสร้างนักเรียนทุน แต่กำลังสร้าง “ผู้นำแห่งอนาคต” อาจารย์เชื่อมั่นว่า “เด็กช้างเผือก” ทุกคนจะสามารถเติบโตขึ้นเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง นำพาความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และพลังบวก มาช่วยกันพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวข้ามข้อจำกัดทุกมิติและก้าวสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

“อาจารย์ ได้ฝากข้อคิดให้นักเรียนว่าการเข้าเรียนระดับปริญญาตรีในสถาบันที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศมีการแข่งขันสูงมากกว่าระดับปริญาโท ปริญญาเอก มีใบสมัครเข้ามาเรียนกันทั่วโลก ดังนั้นจึงขอให้ทุกคนมีความตั้งใจ มุ่งมั่นหาความรู้เพื่ออนาคต เพราะก.พ.ต้องการให้นักเรียนได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ ซึ่งอาจารย์ก็ได้ขอให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.)สพฐ.และสอศ.ช่วยสนับสนุนเพิ่มงบประมาณเพื่อให้นักเรียนได้เตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยเหล่านี้ให้ได้ โดยเฉพาะเรื่องของภาษาที่จะต้องติ๋วแบบเข้มข้น ซึ่ง กสศ.สพฐ.และสอศ.ก็พร้อมที่จะสนับสนุนในทุกรูปแบบ”ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ดร.ไกรยส เจริญรุจิทรัพย์ ผู้จัดการกองทุน กสศ.กล่าวว่า  เป้าหมายของการปฐมนิเทศออนไลน์สำหรับผู้ได้รับทุนในโครงการ ODOS รุ่นที่ 3 ครั้งนี้มุ่งให้โอกาสแก่เยาวชนที่ มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี มีศักยภาพ แต่ขาดแคลนโอกาสให้ได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในสาขาที่ประเทศต้องการ เช่น ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้ผู้ได้รับทุน ทั้งด้านวิชาการ ภาษาอังกฤษ ทักษะชีวิต และสภาพจิตใจ เพื่อให้สามารถศึกษาต่อได้อย่างเต็มศักยภาพและต่อเนื่องจนถึงระดับอุดมศึกษาหรือสาขาที่เป็นเป้าหมายของประเทศ ตลอดจนการสร้าง “เส้นทางการเรียนรู้แบบไร้รอยต่อ” จากระดับมัธยม/อาชีวะไปสู่ระดับอุดมศึกษา หรือไปสู่สาขาที่เป็นอนาคตของประเทศ และที่สำคัญยังส่งเสริมให้ผู้ได้รับทุนมีบทบาทสำคัญ ในการเป็นกำลังคนคุณภาพสำหรับประเทศในอนาคต เพื่อลดช่องว่างทางโอกาส และขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในมิติต่าง ๆ

กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเปิด “ห้องสมุดประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ เฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา”

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปยังห้องสมุดประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทรงเปิด “ห้องสมุดประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ เฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงห้องสมุดประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กราบบังคมทูลสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และนางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร ในการนี้ นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมด้วย นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หัวหน้าส่วนราชการ คณะผู้บริหาร ข้าราชการ ครู สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนภาคเอกชน และประชาชน ร่วมเฝ้า ฯ รับเสด็จ

จากนั้น ทอดพระเนตรวีดิทัศน์รายงานการดำเนินงาน “ห้องสมุดประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ เฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา” ทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้าย “ห้องสมุดประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ เฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” แล้วทรงพระดำเนินเข้าภายในอาคารห้องสมุด ทอดพระเนตรกิจกรรมและนิทรรศการต่าง ๆ ดังนี้

ชั้น 1 ประกอบด้วย มุมอินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้และระบบ E-Book, “ห้องสมุดเคลื่อนที่สำหรับชาวตลาด” ตามพระราชดำริ และโครงการส่งเสริมการอ่านของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นิทรรศการ “สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน” และการขับเคลื่อนศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา โดยศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองเชียงใหม่ ซึ่งประกอบด้วย ๓ ฐานการเรียนรู้ ได้แก่ ๑) ฐาน “ต้องลายต้องใจ” ๒) ฐาน “โคมล้านนา” ๓) ฐาน “สายดอกล้านมาศ ศรัทธารักถิ่นธรรม” และการประดิษฐ์กระทงใบตอง, กิจกรรม “ดนตรีในสวน” โดยสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ร่วมกับห้องสมุดประชาชนจังหวัดเชียงใหม่, “ห้องเวียงพิงค์” การสาธิตการทำขนมวง (ขนมไทยพื้นถิ่น) และการทำไส้อั่ว (อาหารพื้นเมือง), “ห้องช้างเผือก” กิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็ก

ชั้น 2 ประกอบด้วย “ห้องปั๊บสา ผะฅนเมือง”, นิทรรศการวัฒนธรรมการบันทึกเอกสารโบราณล้านนา และพับสาทูลพระขวัญ พร้อมฐานการเรียนรู้ “ปั๊บสา ผะฅนเมือง”, “ห้องท่าแพ” นิทรรศการโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเด็กป่วยในโรงพยาบาล (โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่) และนิทรรศการ “โครงการเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจและการจ้างงานเยาวชนกลุ่มเปราะบาง” โดยสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองเชียงใหม่ ร่วมกับ Plan International (Thailand)

ทรงพระดำเนินเข้าห้องทรงงาน ทรงลงพระนามาภิไธย และประทับพักพระอิริยาบถ แล้วทอดพระเนตรห้องการเรียนรู้ต่าง ๆ ได้แก่ “ห้องหัวลิน” การเรียนรู้ภาษาจีน, “ห้องศรีภูมิ” การเรียนรู้ภาษาเกาหลี, “ห้องกาสะลอง” การเรียนรู้แอปพลิเคชัน และ “ห้องสวนดอก” การเรียนรู้ร่วมกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, “ห้องประชุมเวียงแก้ว” นิทรรศการผลงานผลิตภัณฑ์ศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน 16 ตำบล จากนั้น ทรงพระดำเนินลงชั้น 1 ทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายของที่ระลึก จำนวน 12 ชุด แล้วทรงพระดำเนินไปยังบริเวณฉายพระฉายาลักษณ์ ทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับผู้บริหาร ข้าราชการ และคณะผู้ปฏิบัติงาน

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ มาทรงเปิดห้องสมุดประขาชนจังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนี้ นับเป็นสิริมงคลสูงสุดแก่พสกนิกรชาวเชียงใหม่และประชาชนชาวไทยทั้งปวง และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ขอน้อมสืบสานแนวพระราชดำริ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ด้วยความจงรักภักดียิ่ง

วก.ขอนแก่น เปิด”พิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทย” จัดแสดงนิทรรศการ พระราชกรณียกิจ พระพันปีหลวง “พระมารดาไหมไทย”

นายลำปางเพ็ชร์ พันธ์เพชร ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น ได้จัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระมารดาไหมไทย”  ณ พิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทย อาคาร 60 พรรษา มหาราชินี วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น  ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้และสืบสานงานในพระราชดำริด้านผ้าไหมมัดหมี่ อนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมพื้นถิ่น ถ่ายทอดภูมิปัญญาไทย โดย

ห้องบรมกษัตริยาราชภูษิตราพระพันวษาราชนิยม จัดแสดงพระราชกรณียกิจของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ “ชุดไทยพระราชนิยม” ทั้ง 8 แบบ รวมถึงเสื้อพระราชทาน พร้อมกำแพงผ้าไหมมัดหมี่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ห้องราชพัตราภรณ์ชลบทนิกรบวรหัตถศิลป์ จัดแสดงชุดผ้าไหมมัดหมี่ที่ได้แรงบันดาลใจจากฉลองพระองค์ของพระราชวงศ์ไทย แสดงกระบวนการผลิตผ้าไหมตั้งแต่ต้นจนเป็นผ้าไทยงดงาม

ห้องสมณภูษาพุทธศาสนาโลกนาถ นำเสนอผ้าในพระพุทธศาสนา ทั้งพิธีกรรม พุทธศิลป์ และหัตถศิลป์ พร้อมพื้นที่นั่งสมาธิและเสียงคำสอนขององค์หลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม

ห้องโถงประวัติศาสตร์เมืองขอนแก่นและเมืองชนบท  จัดแสดงเรื่องราวบุคคลสำคัญและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ พร้อมผ้าไหมมัดหมี่จำลองการแต่งกายย้อนยุคของเมืองชนบท

ทั้งนี้ ขอเชิญผู้สนใจเที่ยวชมแหล่งเรียนรู้พิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทย อาคาร 60 พรรษา มหาราชินี วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น  เพื่อ “น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ” และร่วม “สืบสาน รักษา ต่อยอด” งานในพระราชดำริของ องค์พระราชมารดาไหมไทย

“สอศ.”จัดพิธีถวายอาลัย “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”สอนทำริบบิ้นโบว์แจกประชาชน ออกหน่วยบริการตัดผมฟรี

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมด้วย นายวิทวัต ปัญจมะวัติ และนายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ประกอบพิธีถวายอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

โดย นายยศพล กล่าวว่า สอศ. จัดพิธีถวายอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรเข้าร่วม พร้อมน้อมเกล้าฯ ถวายความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความเสียสละ ความเมตตา และความเพียรอันยิ่งใหญ่ ทรงอุทิศพระวรกายตลอดพระชนม์ชีพเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทย

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ สถานศึกษาในสังกัด สอศ.ทั่วประเทศได้จัดกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศล อาทิ การจัดพิธีถวายความอาลัยในสถานศึกษา การสอนทำริบบิ้นโบว์ แจกประชาชน การออกหน่วยบริการตัดผมฟรี การเปิดพิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทย “พระมารดาไหมไทย” เป็นแหล่งเรียนรู้และสืบสานงานในพระราชดำริด้านผ้าไหมมัดหมี่ รวมถึงกิจกรรมอาชีวะอาสาที่ช่วยเหลือประชาชน ซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ เครื่องมือเกษตร และจัดการสอนอาชีพระยะสั้น เพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคม และแสดงความจงรักภักดี ความกตัญญู น้อมนำพระมหากรุณาธิคุณด้วยการทำความดีเพื่อส่วนรวม และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

สพฐ. เล็งเปิด“พิพิธภัณฑ์ สพฐ.”บอกเล่าประวัติศึกษาไทย ผ่านเทคโนโลยีสุดล้ำ พร้อมผนึกกำลังภาคเอกชน สานต่อ CONNEXT ED และเดินหน้าสื่อสารเรียนรู้ “ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง” ผ่านการประชุมใหญ่ 27 พ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( สพฐ.)พร้อมด้วย ดร.พิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการ กพฐ.ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. และนางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการ สพฐ. โดยเน้นย้ำข้อสั่งการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน พร้อมมอบแนวทางการทำงานที่มีประสิทธิภาพ โดยมีผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting

ดร.พิเชฐ กล่าวว่า การประชุมวันนี้ได้หารือในประเด็นสำคัญต่างๆ โดยเรื่องแรก สพฐ. มีแนวคิดจัดตั้ง พิพิธภัณฑ์ของ สพฐ. เพื่อรวบรวมเรื่องราวความเป็นมาของ สพฐ. ตั้งแต่ยุคโรงเรียนประชาบาล พัฒนาสู่กรมสามัญศึกษา จนถึงปัจจุบัน โดยมีการแสดงผลงานและความเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาที่ดีขึ้น ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และทิศทางอนาคต รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น จอทัชสกรีน หรือระบบเสมือนจริง เพื่อให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้พัฒนาการและบทบาทของ สพฐ. อย่างเข้าใจง่ายและทันสมัย นอกจากนี้ ในด้านความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก สพฐ. ร่วมกับภาคเอกชนภายใต้โครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน หรือ CONNEXT ED ซึ่งมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการกว่า 7,000 โรงเรียน และมีบริษัทร่วมกว่า 400 แห่ง มีการใช้เทคโนโลยีระบบ Cloud เข้ามาช่วยเก็บรวบรวมสิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว พร้อมนำเสนอเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นในโครงการให้สาธารณชนรับทราบ ซึ่งเร็วๆ นี้ ตนได้เข้าหารือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ในการขอสนับสนุนเทคโนโลยีที่กระทรวงมีอยู่ เพื่อประโยชน์ในการจัดการศึกษา และจะเพิ่มเติมให้ครอบคลุมจาก 7,000 โรงเรียน ขยายผลสู่โรงเรียนในสังกัด สพฐ. ทั่วประเทศ 29,005 แห่ง ต่อไป

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ส่วนเรื่องการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง สพฐ. มุ่งพัฒนาให้เข้มข้นและร่วมสมัย ตามที่ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญและต้องการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง โดยบูรณาการในหลายวิชา สอดคล้องกับยุคปัจจุบัน พร้อมเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน เช่น พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การเรียนรู้ มูลนิธิชัยพัฒนา เป็นต้น โดยในวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน OBEC Channel เพื่อสื่อสารนโยบายรัฐบาลและแนวปฏิบัติตามหลักสูตร รวมถึงสิ่งที่เรากำลังดำเนินการเพื่อสร้างโอกาสและคุณภาพการศึกษา โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ. ร่วมมอบนโยบายที่จะขับเคลื่อนยกระดับการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

“ผมได้หารือเรื่องการพัฒนาระบบบริหารงานอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government) ที่อำนวยความสะดวกให้กับข้าราชการและภาคส่วนอื่น ๆ ตามแนวปฏิบัติของ กพร. ส่วนกลาง ที่ได้กำหนดให้ทุกหน่วยงานใช้เทคโนโลยีในการบริหารงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านที่ 6 ที่พูดถึง E – government การใช้เทคโนโลยีเพื่อการบริหารงานให้ตอบโจทย์ อาทิ งานด้านธุรการ การเงิน และสวัสดิการข้าราชการ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเริ่มทำตั้งแต่ปีที่ผ่านมาและปีนี้ก็จะพัฒนาระบบอื่นเพิ่มเติม และเรื่องสุดท้าย คือนักเรียนทุกคนที่ได้รับทุน ODOS ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ศึกษาทั้งในและต่างประเทศ โดยปีนี้มีนักเรียน สังกัด สพฐ. ที่มีสิทธิได้รับทุน 3,298 คน ในจำนวนนี้ 59 คนจะไปศึกษาต่อที่สหรัฐฯ อังกฤษ และออสเตรเลีย ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาการศึกษาไทย ที่จะได้คนเก่งเข้ามาในระบบและพร้อมพัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคต” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

อดีตปลัด ศธ. “ดร.อรรถพล”ชูธงนำอาชีวศึกษาเกษตรไทยภาคกลางสู่อนาคตใหม่ พาอาชีวะเกษตรไทยเดินหน้าสู่ยุคดิจิทัล ดึงเยาวชน–เติมเทคโนโลยี–สร้างเกษตรยั่งยืน

ดร.อรรถพล สังขวาสี อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะนายกสภาสถาบัน สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง เปิดเผยถึงแนวนโยบาย “การพัฒนาอาชีวศึกษาเกษตรของไทยสู่อนาคต” ว่า ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญจากภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และแรงงานสูงวัย ซึ่งจำเป็นต้องเร่งปรับระบบอาชีวศึกษาเกษตรให้ก้าวทันโลกยุคใหม่ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะ เทคโนโลยี และหัวใจสีเขียว และ “อาชีวศึกษาเกษตรคือหัวใจของการสร้างคน สร้างเกษตร และสร้างอนาคต”

ดร.อรรถพล กล่าวว่า วิสัยทัศน์ในการยกระดับระบบอาชีวศึกษาให้ “ทันสมัย มีนวัตกรรม และยั่งยืน” ภายใต้นโยบายสำคัญประกอบด้วย 5 ด้านหลัก ได้แก่  (1) Smart Agriculture & Technology  โดยบูรณาการเทคโนโลยี AI, IoT, Drone และ Big Data เข้าสู่หลักสูตรและการฝึกอบรม (2) Upskilling & Reskilling – พัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะผู้ประกอบการให้แรงงานรุ่นใหม่ (3)  Industry–Academia Collaboration – เสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันอาชีวศึกษาเกษตรกับภาคอุตสาหกรรม  (4)  Startup & Innovation Ecosystem – หนุนสตาร์ทอัพเกษตรเทค (AgriTech) ผ่านโครงการบ่มเพาะและทุนตั้งต้น และ(5)  Sustainability & Circular Agriculture – ส่งเสริมเกษตรสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“ประเทศไทยสามารถเรียนรู้จากโมเดลความสำเร็จของเนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งใช้เทคโนโลยีอย่างจริงจัง ดึงเยาวชนเข้าสู่อาชีพ และสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และชุมชน โดยย้ำว่า “เทคโนโลยีต้องอยู่ในทุกมิติของการเรียนรู้ เกษตรต้องเป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ และอาชีวศึกษาคือสะพานเชื่อมระหว่างห้องเรียนกับโลกการทำงานจริง”  เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างแรงงานคุณภาพ สตาร์ทอัพเกษตร และระบบเกษตรกรรมที่มั่นคงและยั่งยืน ดังนั้น การปฏิรูปอาชีวศึกษาเกษตรจึงไม่ใช่แค่การปรับหลักสูตร แต่คือ “การเปลี่ยนอนาคตของภาคเกษตรไทย” ให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และเป็นพลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ”ดร.อรรถพลกล่าว

 

ดราม่าสนั่น

หยอก หยอก วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ***อ่านหนังสือออก สำคัญ อ่านเหตุการณ์ออก สำคัญกว่า อ่านคนอื่นออก สำคัญยิ่งอ่านตนเองออก สำคัญที่สุด***หลายวันมานี้รู้สึกว่าใน “วังจันทรเกษม”มีเรื่องราวดราม่าแบบจุก ๆ กันหลายเรื่อง *** จะพูดกันตรง ๆ ก็คือ ตอนนี้ มีดราม่าได้ตลอดกับเสมา 1 อาจารย์แหม่ม เสนาบดีแห่งวังจันทรเกษม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์  ที่ว่าแรงหน่อยก็ตอนมีหนังสือด่วนที่สุดของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ซึ่งได้ขอความร่วมมือให้หน่วยงานในสังกัดงดจัดกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงเป็นเวลา 1 ปี เพื่อแสดงความอาลัย … เอาจริง ๆ นะ อ่านจากในหนังสือที่เผยแพร่ก็เข้าใจได้ถึงเจตนาของคำว่า “งดกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริง” คงไม่ได้หมายถึงกิจกรรมทั้งหมดของนักเรียน เพราะน่าจะสามารถปรับได้ตามสถานการณ์อย่างที่ทางกระทรวงศึกษาธิการชี้แจง แต่เหตุใดจึงทำให้เกิดความเข้าใจว่างดกิจกรรมที่เตรียมการไว้แล้วทั้งหมด หรืออาจจะเป็นความกังวลขั้นสูงสุดของผู้ปกครองหรือผู้จัดงานก็ได้ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นการดีที่มีความเข้าใจแบบนี้จนทำให้ต้องมีการทำความเข้าใจกันอย่างเป็นระบบและทำให้เกิดความชัดเจนในแนวปฏิบัติที่เหมาะสม … *** หรือเป็นเหตุผลทางการเมืองที่ตอนนี้ “พรรคกล้าธรรม”กำลังถูกถล่มเพราะหลังจากที่ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ออกจากพรรคพลังประชารัฐมาอยู่กับพรรคกล้าธรรมแบบเต็มตัวเกือบ 1 ปี โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์  เป็นหัวหน้าพรรค ร้อยเอกธรรมนัส เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ นำพรรคกล้าธรรม ขึ้นมาเป็นพรรคยอดนิยมอันดับ 4 ช่วงนี้การเมืองก็เล่นกันแรงอยู่ด้วยสิ.. *** แม้แต่เรื่องแนวคิดจะแต่งตั้งรักษาการผู้อำนวยการองค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)โดยมติ บอร์ด สกสค.ให้เพิ่มคุณสมบัติผู้ที่จะมารักษาการ แต่ยังไม่ได้ทำอะไร ก็ยังมีกลุ่มคนมาคัดค้านกันหลายกลุ่ม ไม่รู้มาจากไหนกันบ้าง แต่ที่รู้ ๆ ก็คือเจ้าเก่าสมาคมครูชนบทฯ และมายื่นหนังสือวันก่อนที่พอรู้จัก ก็คือ นายอนันต์ แย้มเกษร ที่ปรึกษาอดีตรักษาการ ผอ.องค์การค้า สกสค.คนก่อน มาแบบนี้ หยอก หยอก งง..ตาแตก? หรือว่าเป็นการเมืองอีก ที่จะหาทางไม่อุ้ม “ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต”เลขาธิการ สกสค.คนปัจจุบัน ที่ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คัดเลือกมาเองกับมือ *** หยอก ก็ได้แต่เดา แต่ถ้าเดาถูกก็ช่วยตบมือให้ด้วย…555 *** ปรับโหมดมาที่ กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)ที่มีอธิบดีหญิงนั่งคุม นามว่า “เกศทิพย์ ศุภวานิช”ที่วันก่อนดันไปย้ายสลับสับเปลี่ยนเพื่อวางคนให้ถูกฝาถูกตัว  เพราะตั้งแต่ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ “คลอด”มาถึงวันนี้ก็็็๋เข้ามาใกล้ถึงขวบปีที่ 3 แล้ว แต่กรอบอัตรากำลังยังไม่สมบูรณ์ แทนที่จะมีกรอบอัตรากำลังเป็นของตัวเอง…ว่ากันว่าการทำงานของอธิบดีหญิงก็ไม่ขี้เหร่ คน สกร.ที่ชื่นชมสไตล์การทำงานก็มีอยู่ไม่น้อย ถือว่า เพอร์เฟค ให้ความสำคัญกับเครือข่าย เนื้องานชนะเลิศ มีนโยบายให้สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดไปทำงานร่วมมือกับเครือข่าย และการออกจากถ้ำที่ไปนั่งทำงานที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ฯ หรือ ศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลฯเป็นบางครั้ง ก็เพื่อให้รู้ว่าเป็นสถานที่ของ สกร. ก่อนที่หน่วยงานอื่นจะตะครุบไปซะก่อน …. มีเสียงชื่นชมแล้วแต่ก็มีเสียงสะท้อนถึงการตั้งผู้อาวุโสที่มีความเชี่ยวชาญรอบด้านจากหลายสาขาเป็นทีมที่ปรึกษาอธิบดี 8 ด้าน รวม 30 คน  งานนี้เรียกเสียงฮือฮา ใช้ผู้อาวุโสเต็มที่ ไม่ปล่อยให้พักว่างกันเลย 555 … แว่วว่า … มีเวลาแค่ปีเดียวจะได้เห็นลุคใหม่ สกร.มั้ยน้อ  *** ตบท้ายด้วยความสงสัยว่า ทำไมหัวหน้าส่วนราชการที่มีอำนาจแต่งตั้งผู้บริหารระดับต้น(ระดับ9) ที่มีตำแหน่งว่างหลายอัตราในขณะนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีการสรรหาผู้มีความเหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง หรือ รอไฟเขียวจากฝ่ายการเมือง…เฮ้อ..***ส่วนตำแหน่งศึกษาธิการภาค น่าจะไม่มีแล้วนะ…จริงเปล่า?***