เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการจากส่วนกลางและในพื้นที่นราธิวาส เข้าร่วมกว่า 600 คน ณ ห้องประชุมจำลอง ศรีเลขา โรงเรียนนราธิวาส อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้นำคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนนักศึกษา ยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้น ได้เป็นประธานมอบทุนการศึกษาให้กับทายาทผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 11 ทุน
ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมผู้บริหารองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับ เพื่อมารับฟังปัญหาการทำงานในพื้นที่ด้วยตนเอง เพราะผู้ปฏิบัติย่อมรู้ถึงการทำงานในบริบทของตนเองเป็นอย่างดี และให้ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการได้มารับฟังปัญหา พร้อมทั้งให้เกิดการแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ และทรัพยากรการศึกษาของแต่ละหน่วยงานในพื้นที่ เมื่อนั้นก็จะเกิดการสนับสนุนช่วยเหลือการทำงานการศึกษาของพื้นที่ให้ได้มากที่สุด
“กิจกรรมหลัก ๆ ในการลงพื้นที่วันนี้ก็เพื่อมามอบทุนให้กับน้อง ๆ นักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลให้ความสำคัญและเข้าใจดีกับการจัดการศึกษาแบบพหุวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะของครู ผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้บริหารในเขตพื้นที่การศึกษา ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มอัตรากำลังครูวิชาเอกให้ครบในทุกโรงเรียน เรื่องของวิทยฐานะ ซึ่งได้เพิ่มช่องทางการขอวิทยฐานะใน 3 ทางเลือก คือ 1.งานวิจัย 2.นวัตกรรมเชิงประจักษ์ ที่สามารถใช้งานได้จริงในสถานศึกษา ก่อเกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอน เช่น แอปพลิเคชันของโรงเรียนการศึกษาพิเศษ และ 3.รางวัลระดับชาติ ซึ่งต้องได้รับการรับรองจากสำนักงาน ก.ค.ศ.” ศ.ดร.นฤมล กล่าว
นอกจากนี้ ศ.ดร.นฤมล ยังได้กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยกระทรวงศึกษาธิการขับเคลื่อนการจัดตั้งสหกรณ์กลางเพื่อรวมหนี้ครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ที่จะทำให้ครูได้ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ทั้งนี้ยังหวังให้เกิดแรงกระเพื่อมของสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ ที่จะลดดอกเบี้ยเพื่อรักษาสมาชิกของแต่ละแห่งไว้ด้วย และท้ายสุด เรื่องของระบบย้ายครู (TRS) ถือว่าระบบเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการย้าย คือมีความโปร่งใส ไม่มีการแทรกแซง แต่เมื่อเราใช้ระบบแล้วพบข้อติดขัด ก็จำเป็นจะต้องปรับปรุงให้สามารถใช้งานและก่อเกิดประโยชน์ต่อครูทุกคนมากยิ่งขึ้น
จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้เยี่ยมชมกิจกรรมและนิทรรศการ ผลงาน นักเรียน ได้แก่ ทักษะอาชีพผลิตผ้าคลุมผม ผ้าลีลาลาย โรงเรียนบ้านโคกสุมุ สพป.นราธิวาส เขต 1, ทักษะอาชีพการสานเสื่อกระจูด โรงเรียนบ้านโคกพะยอม, โครงการทักษะอาชีพ กลุ่มสาระการงานอาชีพ การจัดการธุรกิจการอาหาร (Food business management : FBM) และการจัดการธุรกิจการเกษตร (Agribusiness management: AM) โรงเรียนนราธิวาส, นวัตกรรมหลักสูตรที่เป็นอัตลักษณ์ของโรงเรียนและตอบสนองความต้องการของบริบทพื้นที่ โรงเรียนดารุสสาลาม ตลอดจนศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน Fix it Center งานโครงการพิเศษและบริการชุมชน วิทยาลัยเทคนิคบางนรา
“จากการชมนิทรรศการพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สามารถจัดกิจกรรมการศึกษาได้ตรงกับความต้องการของนักเรียนในพื้นที่อยู่แล้ว โดยเฉพาะหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อสร้างอาชีพ หรือ Learn to Earn ที่นอกจากจะสอนอาชีพแล้ว ยังสร้างรายได้ให้กับนักเรียนในระหว่างเรียนด้วย ถือเป็นกิจกรรมที่ดีและตอบโจทย์การเรียนการสอนของพื้นที่และโลกยุคปัจจุบัน” ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้าย


เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า พิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2536 เพื่อเทิดพระเกียรติและสืบสานพระราชปณิธาน เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษา พระบรมราชินีนาถ ที่นี่จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูอาชีพทอผ้าไหม พร้อมรวบรวมผลงานหัตถศิลป์ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเป็นรากฐานแห่งพระเมตตา สู่แหล่งเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ นอกจากเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตแล้ว ยังเป็น “ห้องเรียนจริง” สำหรับนักเรียนอาชีวศึกษาในหลายสาขา ทั้งด้านแฟชั่น การตลาด การผลิต และนวัตกรรมสิ่งทอ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ไหมไทยร่วมสมัยที่พร้อมก้าวสู่ตลาดโลก ซึ่ง สอศ.ต้องการให้ศาลาไหมไทยเป็นมากกว่าพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นศูนย์สร้างผู้ประกอบการหัตถศิลป์ยุคใหม่ ที่คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ทั้งคุณค่าทางศิลปะและแนวคิดทางธุรกิจในเวลาเดียวกัน จากภูมิปัญญาสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ วันนี้ ไหมไทย ไม่ได้เป็นเพียงผ้าทอพื้นบ้านอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งอัตลักษณ์ไทยที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง อาชีวศึกษามีบทบาทสำคัญในการ “ต่อยอดศิลปาชีพ” สู่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” โดยบ่มเพาะผู้เรียนให้เป็นทั้ง ช่างฝีมือและผู้ประกอบการ ที่สามารถเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับความต้องการของตลาดโลก
“ใต้ร่มพระบารมี” พระองค์ทรงสอนให้เรารู้จักคุณค่าของงานหัตถศิลป์ และเห็นว่าศิลปาชีพคือหัวใจของการพัฒนาชีวิตคนไทย อาชีวศึกษาจะน้อมนำแนวพระราชดำริของพระองค์ มาสานต่อเป็นพลังแห่งการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างคนดีให้ประเทศต่อไป พิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทย เปิดห้องจัดแสดงใหม่เพื่อเผยแพร่เรื่องราวและคุณค่าของผ้าไหมมัดหมี่และผ้าไทย “สืบสานหัตถศิลป์ ใต้ร่มพระบารมี” ได้แก่ ห้องบรมกษัตริยาราชภูษิตราพระพันวษาราชนิยม จัดแสดงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้านการอนุรักษ์ศิลปาชีพ พร้อม “ชุดไทยพระราชนิยม” ทั้ง 8 แบบ และ “เสื้อพระราชทาน” สำหรับบุรุษ ผลิตจากผ้าไหมมัดหมี่ชาวอำเภอชนบท ไฮไลต์: กำแพงผ้าไหมมัดหมี่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รวมผ้าไหมลายโบราณและลายอนุรักษ์กว่าร้อยผืน ฝีมือช่างท้องถิ่น, ห้องราชพัตราภรณ์ชลบทนิกรบวรหัตถศิลป์ แสดงชุดผ้าไหมที่ได้แรงบันดาลใจจากฉลองพระองค์ของพระราชวงศ์ไทย ถ่ายทอดกระบวนการผลิตผ้าไหมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ, ห้องสมณภูษาพุทธศาสนาโลกนาถ นำเสนอผ้าในพระพุทธศาสนา ทั้งในพิธีกรรม พุทธศิลป์ และหัตถศิลป์ มีพื้นที่สำหรับนั่งสมาธิและฟังเสียงคำสอนของ พระเดชพระคุณหลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม, ห้องโถงประวัติศาสตร์เมืองขอนแก่นและเมืองชนบท หรือ “โฮงมั่งมูลมรดกเมืองชลบทวิบูลย์”นายยศพล กล่าวและว่า ทั้งนี้มีการจัดแสดงผ้าไหมมัดหมี่จำลองการแต่งกายบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์พร้อมสื่อจำลองเหตุการณ์กำเนิดเมืองขอนแก่นและเรื่องราวเมื่อกว่า ๑๒๐ ปีก่อน “น้อมรำลึก – สืบสาน – ต่อยอด” จึงขอเชิญทุกท่านเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทย อาคารเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา มหาราชินี ณ วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่นแหล่งเรียนรู้และสืบสานพระราชดำริด้านผ้าไหมมัดหมี่ เพื่อร่วม “น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ”และ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” งานในพระราชดำริขององค์ พระมารดาแห่งไหมไทย
อนึ่ง “ศาลาไหมไทย…ร่มพระบารมี พระมารดาแห่งไหมไทย”อาชีวะน้อมนำพระราชดำริ สืบสานหัตถศิลป์ ณ อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น — ดินแดนที่อบอวลด้วยกลิ่นอายแห่งผ้าไหมมัดหมี่อันวิจิตรงดงาม ยังคงเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญที่สะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงได้รับการถวายพระสมัญญาอันสูงสุดว่า “พระมารดาแห่งไหมไทย”สถานที่อันเปี่ยมคุณค่านี้คือ “พิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทย อาคารเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา มหาราชินี”ตั้งอยู่ภายใน วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่หลอมรวม “พระราชปณิธาน” เข้ากับ “การเรียนอาชีพ” ได้อย่างงดงาม
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ให้การต้อนรับ นายวิเชียร เนียมน้อม ผู้แทนผู้รับใบอนุญาตและผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ พร้อมคณะ เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้บันทึกข้อตกลง (MOU) ด้านการจัดการศึกษานอกระบบและการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ซึ่งความร่วมมือนี้มุ่งเน้นการพัฒนา “แผนการเรียนรู้ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย” เพื่อเสริมสร้างทักษะอาชีพและสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนให้พร้อมต่อการประกอบอาชีพในอนาคต โดยเน้นแนวคิด “เรียนรู้จริง–ทำงานจริง–มีรายได้จริง”โดย อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้กล่าวชื่นชมความตั้งใจของ CP All ที่มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาซึ่งนำไปใช้ได้จริง โดยเปรียบความร่วมมือนี้เสมือน “สูตรอาหารแห่งการเรียนรู้” ที่ผสมผสานรูปแบบการจัดการเรียนรู้ของ สกร. อย่างลงตัว ครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน 2. เนื้อหาการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน 3. สมรรถนะสำคัญที่นำไปสู่การมีอาชีพอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้กล่าวขอบคุณและเสนอแนวทางการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษานอกระบบ พ.ศ. 2551 ให้สอดคล้องกับ หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2567 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและยกระดับคุณภาพผู้เรียนในทุกมิติ
สำหรับปีการศึกษา 2569 กรมส่งเสริมการเรียนรู้และวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ เตรียมขยายผลความร่วมมือ โดยเพิ่มพื้นที่การดำเนินงานและจำนวนโควตาผู้เรียน รวมถึงจัดสรรผู้เรียนให้สอดคล้องกับแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อให้โครงการนี้เป็น “ต้นแบบแห่งการสร้างคนคุณภาพ” ที่ตอบโจทย์ทั้งภาคการศึกษาและภาคธุรกิจอย่างแท้จริง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ร่วมสานต่อความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาสายอาชีพแนวใหม่ ผ่านหลักสูตร “ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่” ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนรู้ควบคู่ไปกับการมีรายได้ระหว่างเรียน มุ่งสร้างบุคลากรคุณภาพที่พร้อมทำงานจริงและเติบโตอย่างมั่นคงในอาชีพ
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่น่าภาคภูมิใจ เพราะพวกเราทุกคนได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ” หรือที่เรารู้จักกันดีว่าโครงการ ODOS ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งสร้าง “เด็กช้างเผือก” ของประเทศไทย เด็กที่มีศักยภาพสูงจากทั่วทุกภูมิภาค ที่จะเติบโตขึ้นเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาชาติในอนาคต พวกเราทุกคนคือ “เมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง” ที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า เพราะการพัฒนาประเทศในยุคปัจจุบันไม่อาจพึ่งพาทรัพยากรหรือแรงงานเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องอาศัย “ทุนมนุษย์” ที่มีคุณภาพสูง เป็นคนรุ่นใหม่ พวกเราคือกำลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่เศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการ ODOS จึงไม่เพียงสร้างนักเรียนทุน แต่กำลังสร้าง “ผู้นำแห่งอนาคต” อาจารย์เชื่อมั่นว่า “เด็กช้างเผือก” ทุกคนจะสามารถเติบโตขึ้นเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง นำพาความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และพลังบวก มาช่วยกันพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวข้ามข้อจำกัดทุกมิติและก้าวสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนได้อย่างแท้จริง
“อาจารย์ ได้ฝากข้อคิดให้นักเรียนว่าการเข้าเรียนระดับปริญญาตรีในสถาบันที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศมีการแข่งขันสูงมากกว่าระดับปริญาโท ปริญญาเอก มีใบสมัครเข้ามาเรียนกันทั่วโลก ดังนั้นจึงขอให้ทุกคนมีความตั้งใจ มุ่งมั่นหาความรู้เพื่ออนาคต เพราะก.พ.ต้องการให้นักเรียนได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ ซึ่งอาจารย์ก็ได้ขอให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.)สพฐ.และสอศ.ช่วยสนับสนุนเพิ่มงบประมาณเพื่อให้นักเรียนได้เตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยเหล่านี้ให้ได้ โดยเฉพาะเรื่องของภาษาที่จะต้องติ๋วแบบเข้มข้น ซึ่ง กสศ.สพฐ.และสอศ.ก็พร้อมที่จะสนับสนุนในทุกรูปแบบ”ศ.ดร.นฤมล กล่าว
ดร.ไกรยส เจริญรุจิทรัพย์ ผู้จัดการกองทุน กสศ.กล่าวว่า เป้าหมายของการปฐมนิเทศออนไลน์สำหรับผู้ได้รับทุนในโครงการ ODOS รุ่นที่ 3 ครั้งนี้มุ่งให้โอกาสแก่เยาวชนที่ มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี มีศักยภาพ แต่ขาดแคลนโอกาสให้ได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในสาขาที่ประเทศต้องการ เช่น ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้ผู้ได้รับทุน ทั้งด้านวิชาการ ภาษาอังกฤษ ทักษะชีวิต และสภาพจิตใจ เพื่อให้สามารถศึกษาต่อได้อย่างเต็มศักยภาพและต่อเนื่องจนถึงระดับอุดมศึกษาหรือสาขาที่เป็นเป้าหมายของประเทศ ตลอดจนการสร้าง “เส้นทางการเรียนรู้แบบไร้รอยต่อ” จากระดับมัธยม/อาชีวะไปสู่ระดับอุดมศึกษา หรือไปสู่สาขาที่เป็นอนาคตของประเทศ และที่สำคัญยังส่งเสริมให้ผู้ได้รับทุนมีบทบาทสำคัญ ในการเป็นกำลังคนคุณภาพสำหรับประเทศในอนาคต เพื่อลดช่องว่างทางโอกาส และขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในมิติต่าง ๆ
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปยังห้องสมุดประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทรงเปิด “ห้องสมุดประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ เฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”
จากนั้น ทอดพระเนตรวีดิทัศน์รายงานการดำเนินงาน “ห้องสมุดประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ เฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา” ทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้าย “ห้องสมุดประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ เฉลิมพระเกียรติ ๗๐ พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” แล้วทรงพระดำเนินเข้าภายในอาคารห้องสมุด ทอดพระเนตรกิจกรรมและนิทรรศการต่าง ๆ ดังนี้

ห้องราชพัตราภรณ์ชลบทนิกรบวรหัตถศิลป์ จัดแสดงชุดผ้าไหมมัดหมี่ที่ได้แรงบันดาลใจจากฉลองพระองค์ของพระราชวงศ์ไทย แสดงกระบวนการผลิตผ้าไหมตั้งแต่ต้นจนเป็นผ้าไทยงดงาม

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมด้วย นายวิทวัต ปัญจมะวัติ และนายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ประกอบพิธีถวายอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
โดย นายยศพล กล่าวว่า สอศ. จัดพิธีถวายอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรเข้าร่วม พร้อมน้อมเกล้าฯ ถวายความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความเสียสละ ความเมตตา และความเพียรอันยิ่งใหญ่ ทรงอุทิศพระวรกายตลอดพระชนม์ชีพเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทย
เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ สถานศึกษาในสังกัด สอศ.ทั่วประเทศได้จัดกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศล อาทิ การจัดพิธีถวายความอาลัยในสถานศึกษา การสอนทำริบบิ้นโบว์ แจกประชาชน การออกหน่วยบริการตัดผมฟรี การเปิดพิพิธภัณฑ์ศาลาไหมไทย “พระมารดาไหมไทย” เป็นแหล่งเรียนรู้และสืบสานงานในพระราชดำริด้านผ้าไหมมัดหมี่ รวมถึงกิจกรรมอาชีวะอาสาที่ช่วยเหลือประชาชน ซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ เครื่องมือเกษตร และจัดการสอนอาชีพระยะสั้น เพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคม และแสดงความจงรักภักดี ความกตัญญู น้อมนำพระมหากรุณาธิคุณด้วยการทำความดีเพื่อส่วนรวม และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้





