“ศ.ดร.นฤมล”เปิดงานระลึกถึง“ทวี บุณยเกตุ”ผู้ก่อตั้งคุรุสภารากฐานทางความคิดอันนำสู่”วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง”

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศึกษาธิการ) เป็นประธานเปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ ประจำปี 2568 เนื่องในโอกาสที่ท่านทวี บุณยเกตุ ถึงแก่อนิจกรรมครบ 54 ปี ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของท่านทวี บุณยเกตุ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 และเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนที่ 12 รวมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งคุรุสภาตามพระราชบัญญัติครู พุทธศักราช 2488 จัดขึ้นโดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางศึกษา(สกสค.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และมูลนิธิทวี บุณยเกตุ โดยมี ดร.สุชาติ กลัดสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา พร้อมด้วย ดร.จักพรรดิ วะทา ประธานมูลนิธิทวี บุญยเกตุ คณะกรรมการมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ผู้บริหารและพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ทายาทของท่านทวี บุณยเกตุ และแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน ณ หอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

ศ.ดร.นฤมล  กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงานว่า “ท่านทวี บุณยเกตุ เป็นนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ และมีวิสัยทัศน์ทางการศึกษาที่กว้างไกล มีรากฐานทางความคิดอันนำไปสู่การยอมรับในที่สุดว่า “วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง” ทัดเทียมกับวิชาชีพชั้นสูงอื่น ๆ รวมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งคุรุสภา ตามพระราชบัญญัติครู พุทธศักราช 2488 ทั้ง 3 หน่วยงาน ได้สานต่อปณิธานของท่านทวี บุณยเกตุ เพื่อพัฒนาครูให้มีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพสมกับเป็นวิชาชีพชั้นสูงครูเป็นปัจจัยสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ต่อการพัฒนาการศึกษาของชาติ การให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ จะส่งผลถึงการทำหน้าที่จัดการเรียนการสอน หรือการทำงานต่าง ๆ ร่วมกัน เพื่อจะพัฒนา ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความฉลาดรู้ ฉลาดคิดและฉลาดทำ นำมาสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ดร.สุชาติ  กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการ สกสค.สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ได้ร่วมกันจัดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” ผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ เพื่อระลึกถึงคุณงามความดี และแสดงความกตัญญูกตเวทิตา ในการยกย่องผู้มีคุณูปการต่อประเทศชาติ ให้เป็นตัวอย่างแก่เด็กและเยาวชนรุ่นหลังสืบไป ซึ่งการจัดงานในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและระลึกถึงคุณงามความดี แสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อท่าน ทวี บุณยเกตุ เพื่อสร้างความตระหนักในการส่งเสริมวิชาชีพครู และยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลในวงการศึกษาที่สร้างคุณูปการต่อวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาของชาติ รวมถึงแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้วางรากฐานวิชาชีพครู

สำหรับกิจกรรมในงานวันนี้ มีพิธีสักการะพิธีบวงสรวงสักการะ องค์พระพฤหัสบดี พิธีพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) สักการะรูปปั้นนายทวี บุณยเกตุ และพิธีสงฆ์ การรับมอบเงินสมทบทุนจากผู้มีจิตศรัทธาต่อมูลนิธิฯ และกิจกรรมเสวนาวิชาการเชิงคุณภาพ เรื่อง มอง “ทวี บุณยเกตุ” ในมิติผลงานจากการวิจัย โดย รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ที่ปรึกษามูลนิธิทวี บุณยเกตุ ณ ห้องประชุมศาลาชื่น มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และผ่านช่องทางออนไลน์ รับชมถ่ายทอดสดทาง ผ่าน YouTube Channel สกสค.และคุรุสภา และทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ สกสค.และคุรุสภา ทั้งนี้ ในแต่ละปีมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ได้ให้ทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนที่ยากจน เรียนดี และมีความประพฤติดีในระดับมัธยมศึกษาสายสามัญและสายอาชีพ จึงขอเชิญผู้ที่มีความประสงค์ร่วมสมทบทุนมูลนิธิฯ ได้ที่บัญชีออมทรัพย์ชื่อบัญชี มูลนิธิทวี บุณยเกตุ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 059-020-1506

สพฐ. ลงพื้นที่กระบี่ ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาและขับเคลื่อนนโยบายสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ พร้อมย้ำอยากเห็นโรงเรียนแห่งความสุขของครูและนักเรียน

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) พร้อมด้วย นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการ กพฐ. และคณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ เพื่อตรวจเยี่ยมสถานศึกษาและติดตามการดำเนินงานด้านการจัดการศึกษาในพื้นที่ รวมทั้งตรวจเยี่ยมการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ณ โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดกระบี่ แห่งที่ 2 และโรงเรียนชุมชนบ้านเขากลม อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ โดย ดร.พิเชฐ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังการดำเนินงานของสถานศึกษาในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการบริหารจัดการเรียนการสอน การส่งเสริมคุณภาพผู้เรียน การดูแลสวัสดิการครู ตลอดจนการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของ สพฐ. โดยเฉพาะการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตามแนวทาง “School as Learning Community : SLC” ที่มุ่งเน้นให้โรงเรียนเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกันของครู นักเรียน และชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะตามศักยภาพ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การศึกษาคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ซึ่งการลงพื้นที่ของ สพฐ. ในแต่ละครั้ง ไม่เพียงเพื่อเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการรับฟังเสียงจากผู้บริหาร ครู และนักเรียนในพื้นที่จริง เพื่อให้การกำหนดนโยบายและการสนับสนุนจากส่วนกลางสามารถตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างแท้จริง เราต้องการเห็นโรงเรียนทุกแห่งเป็นพื้นที่แห่งความสุขของการเรียนรู้ ทั้งสำหรับครูและนักเรียน

ทั้งนี้ เลขาธิการ กพฐ.ได้พบปะพูดคุยกับผู้บริหาร ครู และนักเรียน พร้อมให้กำลังใจในการดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน โดยเน้นย้ำให้สถานศึกษายึดหลักการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Child-Centered) ส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียนในการเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต นอกจากนี้ ยังได้รับฟังรายงานผลการดำเนินงานด้านการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ และตรวจเยี่ยมบ้านพักครู รวมถึงสวัสดิภาพของครู เพื่อรับทราบสภาพความเป็นอยู่และความต้องการในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคลากรทางการศึกษา

สกสค.ยืนยันคัดเลือก ผอ.สกสค.จังหวัดโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน เพื่อประโยชน์ของวงการศึกษาไทย

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการ สกสค.เปิดรับสมัครบุคคลเพื่อสรรหาและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน สกสค. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 17 – 29 ตุลาคม 2568 นั้น หลังจากปิดรับสมัคร ปรากฎว่า มีผู้ให้ความสนใจสมัครเข้ารับการสรรหาทั้งสิ้น 381 ราย นับเป็นสัญญาณที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของบุคลากรในระบบการศึกษาและผู้มีประสบการณ์ด้านบริหารต่อบทบาทของ สกสค. ในการดูแลคุณภาพชีวิตและสวัสดิการของครู

เลขาธิการ สกสค. กล่าวต่อไปว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ คณะอนุกรรมการบริหารทรัพยากรบุคคล (อกบ.) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานการศึกษาระดับประเทศและผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายและการบริหารงานบุคคล ได้แก่  เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายชัยศักดิ์ อ่อนประดิษฐ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารงานบุคคล และนายวัชรินทร์ จำปี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารจัดการ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงาน สกสค. จังหวัดฯ โดยมี ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. เป็นประธาน  จะดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครอย่างละเอียด ก่อนประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือก จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาประวัติการทำงาน อายุราชการ ประวัติทางวินัย พฤติกรรมทางจริยธรรม ผลงานที่ผ่านมา รวมถึงแนวคิดและวิสัยทัศน์ในการพัฒนางานและยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของสำนักงาน สกสค. จังหวัด/กรุงเทพมหานคร

“ทุกขั้นตอนจะดำเนินการอย่างโปร่งใส มีมาตรฐาน และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะสม มีคุณธรรม ความสามารถ และความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อครูไทย พร้อมระบุว่าการคัดเลือกครั้งนี้ไม่เพียงเป็นกระบวนการสรรหาผู้บริหาร แต่คือการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศว่า สกสค. มุ่งมั่นยกระดับการดูแลสวัสดิการครูในทุกมิติด้วยความรับผิดชอบและมาตรฐานสูงสุด ตามนโยบาย “ลดภาระ ดูแลครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความสุข” ทั้งนี้เมื่อดำเนินการตามกระบวนการครบถ้วนแล้ว จะประกาศวันสัมภาษณ์และผลการสรรหาในลำดับถัดไป เพื่อให้ทุกขั้นตอนสะท้อนความโปร่งใสและความพร้อมก้าวสู่ยุคการบริหารงาน สกสค. ที่ทันสมัย ตอบโจทย์ครู และยืนหยัดเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของวงการศึกษาไทยต่อไป”เลขาธิการ สกสค.กล่าว

ศธ.ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 68 ณ วัดแก้วโกรวาราม พระอารามหลวง จ.กระบี่

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานผ้าพระกฐินให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นำไปถวายพระภิกษุสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส (พักอยู่กับที่ในฤดูฝนตลอดเวลาสามเดือน) ณ วัดแก้วโกรวาราม พระอารามหลวง ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองกระบี่ โดย ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีฯ ฝ่ายฆราวาส และเจ้าคุณพระวชิระปัญญา เจ้าอาวาสวัดแก้วโกรวาราม พระอารามหลวง รองเจ้าคณะอำเภอเมืองกระบี่ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

โอกาสนี้ ปลัด.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ นางสาวอนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ นายชาญวิทย์ มุนิกานนท์ ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ นายสุธี พงษ์เพียรชอบ ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ (ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ รมช.ศึกษาธิการ) ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ดร.วีระ แข็งกสิการ – ดร.สุรศักดิ์ อินศรีไกร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) นางภัทริยาวรรณ พันธ์ุน้อย รองเลขาธิการ กพฐ. นายสุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการ สกศ. นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(กช.) ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงคณะผู้บริหาร ข้าราชการ บุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน และปวารณาถวายจตุปัจจัย เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งในพิธีฯ ได้งดการแสดงทุกชนิด เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ในการนี้ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้บริหารระดับสูง ได้มอบทุนการศึกษาแก่โรงเรียนในจังหวัดกระบี่ จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดแก้วโกรวาราม พระอารามหลวง โรงเรียนเทศบาล 2 (คลองจิหลาด) โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล และโรงเรียนอิศรานุสรณ์ สถานศึกษาละ 10,000 บาท รวม 40,000 บาท พร้อมกันนี้ ยังมีผู้มีจิตศรัทธาร่วมถวายจตุปัจจัยเพื่อบูรณะและบำรุงพระอาราม รวมยอดเงินทำบุญกฐินพระราชทานประจำปี 2568 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 2,079,843.29 บาท (สองล้านเจ็ดหมื่นเก้าพันแปดร้อยสี่สิบสามบาทยี่สิบเก้าสตางค์)

 

“เกศทิพย์”ชื่นชม “ห้องสมุดชาวตลาด”ตลาดสดมหาราช เมืองกระบี่ แหล่งเรียนรู้เคลื่อนที่ที่เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง ตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า 

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)เปิดเผยภายหลังเยี่ยมชมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครประจำ “ห้องสมุดเคลื่อนที่สำหรับชาวตลาด” ณ ตลาดสดมหาราช ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ว่า ห้องสมุดเคลื่อนที่สำหรับชาวตลาดแห่งนี้ เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2560 ตามพระราชดำริของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งความรู้ได้อย่างสะดวกในชีวิตประจำวัน โดยความร่วมมือของหลายภาคส่วน โดยมี นายบุญธรรม ศรีเผด็จ สมาชิกสภาเทศบาลเมืองกระบี่ เป็นผู้ประสานงานขอใช้พื้นที่ตลาดสดมหาราชจัดมุมห้องสมุดสำหรับชาวตลาด พร้อมจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ เทศบาลเมืองกระบี่ และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองกระบี่ เพื่อร่วมกันดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน การเรียนรู้ และหมุนเวียนหนังสือตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

“ปัจจุบัน ห้องสมุดเคลื่อนที่สำหรับชาวตลาดแห่งนี้ได้รับความร่วมมือจากเทศบาลเมืองกระบี่ ผู้นำชุมชน และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับตำบลทั้ง 10 ตำบล ร่วมกันจัดกิจกรรมสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการยืม–อ่านหนังสือ การเรียนรู้ทักษะชีวิต และกิจกรรมพัฒนาอาชีพสะท้อนให้เห็นถึงอุดมการณ์ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ที่มุ่ง สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้สำหรับประชาชนทุกช่วงวัย”อธิบดี สกร.กล่าว

ในโอกาสนี้ อธิบดี สกร.ได้ร่วมทำริบบิ้นโบว์ถวายอาลัย พร้อมพูดคุยให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งจัดโดยศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองกระบี่ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบและเปี่ยมด้วยความจงรักภักดี ด้วย

 

ก.ค.ศ.ไฟเขียวแก้เกณฑ์ฯประเมินวิทยฐานะ เปิดทางใช้ผลงานนวัตกรรมเชิงประจักษ์แทนงานวิจัย พร้อม เห็นชอบแนวทางพัฒนาระบบย้ายครู TRS เน้นยืดหยุ่นและเพิ่มโอกาส

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 9/2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดย ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมฯ ได้อนุมัติให้แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยกำหนดคำนิยามและลักษณะของการนำเสนอผลงานนวัตกรรมเชิงประจักษ์ให้มีความชัดเจน เพิ่มความหลากหลายให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในการเสนอผลงานทางวิชาการเพื่อขอมีหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญ และเลื่อนเป็นวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ ซึ่งคุณครูสามารถเลือกได้ว่าจะส่งเป็นรายงานการสร้างหรือพัฒนานวัตกรรมเชิงประจักษ์ หรือรายงานการวิจัย ซึ่งการทำรายงานในส่วนนี้ก็เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้มีทักษะ การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ การสร้างหรือพัฒนานวัตกรรม และวิจัย เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะในวิทยฐานะเชี่ยวชาญหรือเชี่ยวชาญพิเศษ ที่ต้องแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางวิชาการด้วย

“เราได้รับฟังเสียงของครูว่า การเสนอผลงานวิจัยเป็นภาระหนัก ในขณะที่ครูมีผลงานดี ๆ จากการปฏิบัติหน้าที่จริงมากมาย หลักเกณฑ์ฯ ที่แก้ไขนี้ จะช่วยให้ครูสามารถนำผลงานเชิงประจักษ์มาเสนอได้ ซึ่งจะสะท้อนความเป็นจริงของการทำงาน และที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงาน ก.ค.ศ. พิจารณาเพิ่มเติมในส่วนของการนำผลงานเชิงประจักษ์ในรูปแบบรางวัลมาเสนอ ก.ค.ศ. พิจารณาอีกครั้งด้วย เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายและครอบคลุมที่สุด” ศ.ดร.นฤมล กล่าว และว่า นอกจากนี้ การประเมินผลงานทางวิชาการ สำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญและวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ ผ่านระบบ DPA ยังกำหนดให้มีการประชุมคณะกรรมการประเมินผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้คณะกรรมการได้มีการแลกเปลี่ยนดุลยพินิจในการพิจารณาผลการประเมินและข้อสังเกตของผลงานทางวิชาการร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้มีความเหมาะสมและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยไม่เปิดเผยชื่อและตัวตนของคณะกรรมการประเมินและให้การดำเนินการประชุมอยู่ในชั้นความลับทุกขั้นตอน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการพัฒนาระบบย้ายครู TRS ระยะที่ 3 ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางการพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครู โดยเน้นความ “ยืดหยุ่น” ในการดำเนินการให้มากขึ้น อย่างเช่น ขยายพื้นที่ในการเลือกยื่นคำร้องให้ครูสามารถเลือกสถานศึกษาใดก็ได้ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอื่นในจังหวัดเดียวกัน ส่วนตำแหน่งว่างที่ใช้รับย้าย เดิมกำหนดให้ระบุได้เพียง 1 วิชาเอก ต่อ 1 อัตราว่าง ก็ปรับเป็น สามารถระบุกลุ่มวิชา หรือทาง หรือสาขาวิชาเอก ได้สูงสุด 3 วิชาเอก ต่อ 1 อัตราว่าง เพื่อความยืดหยุ่นในการพิจารณาย้าย เป็นต้น ทั้งนี้ การใช้ระบบดิจิทัลจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดทำเอกสารคำร้องของครู จากเดิมครั้งละ 200 – 300 บาท เมื่อมีคำร้องขอย้ายเฉลี่ยปีละประมาณ 70,000 คำร้อง จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 14 – 21 ล้านบาทต่อปี สอดคล้องกับนโยบายลดภาระงานและไม่ให้มีการเรียกรับผลประโยชน์ใด ๆ จากครู ทั้งนี้ การดำเนินการยังคงยึดหลักธรรมาภิบาล หลักคุณธรรม จริยธรรม ความเสมอภาค และประโยชน์ของทางราชการ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวอีกว่า ส่วนการเพิ่มสัดส่วนกรรมการประเมินวิทยฐานะที่เป็นข้าราชการครู ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการประเมินตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา (ว12/2564) รวม 486 คน โดยเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรืออดีตผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการที่มีประสบการณ์ตรงทั้งนี้ เพื่อให้การประเมินวิทยฐานะมีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษาและการบริหารการศึกษาของแต่ละส่วนราชการ  สำหรับการประเมินผ่านระบบดิจิทัล (DPA) ส่วนราชการต่าง ๆ ได้เสนอรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิรวม 6,251 คน ขณะนี้มีผู้กรอกข้อมูลและมีคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว 1,180 คน แบ่งเป็น สพป. 587 คน สพม. 484 คน สอศ. 79 คน สกร. 17 คน และ สป.ศธ. 13 คน ซึ่ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวิทยฐานะฯ ได้เห็นชอบบัญชีรายชื่อดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม มติของ ก.ค.ศ. ในครั้งนี้ได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการในการดูแลข้าราชการครูอย่างเป็นรูปธรรม เน้นการลดภาระงานที่ไม่จำเป็น เพิ่มโอกาสในการเติบโตทางวิชาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของครู เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศต่อไป

 

สพฐ.-กคช.สำรวจพื้นที่โรงเรียนมัธยมวัดมกุฏฯ ประเดิมปรับปรุง-เปลี่ยนโฉมอาคารเรียนเก่าเป็นที่พักสวัสดิการครู

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) พร้อมด้วย นายมงคล จันทษี รองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ และคณะ ลงพื้นที่สำรวจอาคารเรียนโรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมปรับปรุงพื้นที่ให้กลายเป็นบ้านพักครู โดยมี ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้บริหาร คณะครู และบุคลากรทางการศึกษาให้การต้อนรับ นายพิเชฐ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการภายใต้การกำกับดูแลของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ครูและอาจารย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนอย่างเต็มศักยภาพ จึงได้ริเริ่มโครงการจัดสวัสดิการที่พักสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)และการเคหะแห่งชาติ (กคช.)ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยมีสาระสำคัญ คือ ให้ กคช. ดำเนินการปรับปรุงอาคารเรียนเก่าที่ไม่ได้ใช้งานให้เป็นที่พักอาศัยที่เหมาะสม สวยงาม และปลอดภัย ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด รวมถึงการดูแล ซ่อมแซม และปรับปรุงบ้านพักครูที่มีอยู่เดิมให้มีสภาพดียิ่งขึ้น

“สำหรับการลงพื้นที่ในวันนี้ โรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริยารามมีอาคารเรียนที่ไม่ได้ใช้งาน เนื่องจากจำนวนนักเรียนลดลง รวมทั้งหมด 32 ห้องเรียน ซึ่งได้หารือกับท่านรองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เห็นว่าสามารถปรับห้องเรียนหนึ่งห้องให้เป็นสองห้องพัก พร้อมห้องน้ำในตัว เพื่อรองรับครูและบุคลากรของโรงเรียน รวมถึงครูในสังกัด สพฐ. ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างเพียงพอ” เลขาธิการ กพฐ. กล่าวและว่า นอกจากนี้ สพฐ. จะเร่งดำเนินการปรับปรุง ซ่อมแซม และพัฒนาพื้นที่โรงเรียนที่มีการรวม หรือเลิกสถานศึกษาที่มีความพร้อมสูงและมีความจำเป็นเร่งด่วน นำร่อง จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนหนองหล่มวิทยาคาร จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนบ้านเมืองพรึก จังหวัดอุดรธานี โรงเรียนวัดท่าวังหิน จังหวัดอุบลราชธานี โรงเรียนบ้านคลองห้วยทราย จังหวัดกำแพงเพชร โรงเรียนบ้านตางาม จังหวัดตราด โรงเรียนบ้านแจงงาม จังหวัดกาญจนบุรี อาคารสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และคลังดอนเมือง สพฐ. จังหวัดปทุมธานี ให้เป็นไปตามกรอบความร่วมมือใน MOU ต่อไป

อดีตปลัด ศธ. ชี้ แผน 14 ต้องมี ‘ตัวชี้วัดผลลัพธ์การเรียนรู้ของชาติ’ ตั้งแต่ต้นน้า

จากกรณี สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ซึ่งถือเป็นช่วงจังหวะสำคัญของประเทศในการกำหนดทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ในระยะยาว โดยมีการคาดหมายว่าการจัดทำแผนฉบับนี้จะเชื่อมโยงเป้าหมายเศรษฐกิจ โครงสร้างประชากรโลกใหม่ การแข่งขันด้านดิจิทัล และความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ เข้ากับการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของคนไทยในทุกช่วงวัย แผน 14 จึงไม่ได้เป็นเพียงแผนเศรษฐกิจและสังคม แต่เป็นกรอบเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนด “เป้าหมายความสามารถของคนไทยในอนาคต” ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการต้องเข้าไปมีบทบาทโดยตรงในการเข้าไปกำหนดผลลัพธ์ทางการเรียนรู้ ตั้งแต่ระยะออกแบบแผน ไม่ใช่เฉพาะช่วงนำไปสู่การปฏิบัติ

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568  ดร.อรรถพล สังขวาสี อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความเห็นว่า ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะที่ระบบการศึกษาต้องยกระดับบทบาทจาก “ผู้รับแผน” ไปสู่ “ผู้ออกแบบเป้าหมายของชาติ” โดยต้องเข้าไปวางกรอบสมรรถนะและผลลัพธ์ทางการเรียนรู้ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปกำหนดรายละเอียดเป็นโครงการ งบประมาณ หรือมาตรการต่าง ๆ ในระดับปฏิบัติการ แผน 14 จะต้องไม่ใช่แผนของสภาพัฒน์แต่เพียงหน่วยงานเดียว แต่คือสนามยุทธศาสตร์ของการศึกษาไทย หากกระทรวงศึกษาธิการไม่เข้าไปกำหนดผลลัพธ์ตั้งแต่ต้นน้ำ เราจะกลายเป็นเพียงหน่วยปฏิบัติการ ไม่ใช่กลไกขับเคลื่อน”ดังนั้น หากเรากำหนด “ตัวชี้วัดผลลัพธ์การเรียนรู้ของชาติ” (National Learning Outcomes) ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นทาง ไม่เพียงช่วยให้แผน 14 มีทิศทางเชิงเป้าหมาย แต่ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าสู่กระบวนการเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ซึ่งให้น้ำหนักสูงต่อฐานข้อมูลเชิงหลักฐานและการเชื่อมโยงระหว่างคุณภาพทุนมนุษย์กับโครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจ OECD จะไม่มองแค่การปฏิรูปโครงการ แต่จะดูว่าประเทศมีระบบวางผลลัพธ์เป็นตัวตั้งหรือไม่ การกำหนดผลลัพธ์ระดับชาติคือบทพิสูจน์ว่าประเทศพร้อมขยับสู่มาตรฐาน OECD อย่างแท้จริง”

“ผมขอเสนอว่า เพื่อให้การศึกษาไทยสามารถยืนอยู่ในฐานะ “สถาปนิกทุนมนุษย์ของชาติ” ภายใต้แผน 14 และพร้อมสำหรับการเข้าสู่ OECD ในเชิงโครงสร้าง ต้องมีการเดินหน้าเชิงนโยบายที่สำคัญอย่างน้อย 3 ประการ ดังนี้ 1.กำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์การเรียนรู้ของชาติ (National Learning Outcomes) ให้เชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล ต้องประกาศให้ชัดว่าคนไทยในยุคแผน 14 ควรมีสมรรถนะระดับใด และทักษะแบบไหนที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจและสังคมอนาคต โครงสร้างตัวชี้วัดผลลัพธ์การเรียนรู้ของชาติต้องสามารถเทียบได้กับกรอบ Learning Compass ของ OECD เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าทิศทางการพัฒนาการศึกษาของไทยเคลื่อนไปในมาตรฐานเดียวกับประเทศสมาชิก 2.ยกระดับระบบประเมินเพื่อการเรียนรู้ (assessment for learning) เพื่อสร้างฐานข้อมูลคุณภาพเชื่อถือได้ การประเมินผลต้องไม่หยุดอยู่เพียงผลสอบปลายทาง แต่ต้องมีระบบติดตามพัฒนาการเรียนรู้ระหว่างทาง ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่ OECD ใช้ตรวจสอบความพร้อมของประเทศสมาชิกในมิติคุณภาพของระบบ นี่คือหัวใจของการปฏิรูปเชิงระบบ เพราะถ้าไม่มีข้อมูลคุณภาพ การพัฒนาเชิงนโยบายก็จะขาดหลักฐานรองรับ และ 3.ยกระดับบทบาท ศธ. จาก “ผู้รับโจทย์” เป็น “ผู้ออกแบบเป้าหมายทุนมนุษย์ของชาติ” ศธ. ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในชั้นออกแบบผลลัพธ์ ไม่ใช่รอรับตัวชี้วัดที่กำหนดจากภาคเศรษฐกิจหรือแรงงานเท่านั้น เพราะแผน 14 คือกลไก pivot สำคัญที่จะแสดงว่าไทยสามารถจัดวางระบบทุนมนุษย์ได้สอดคล้องกับเกณฑ์ของ OECD และยืนยันทิศทางการเป็น “ประเทศผู้สมัครสมาชิก” ในเชิง readiness ไม่ใช่เชิงประกาศ”ดร.อรรถพล กล่าวและว่า จึงอาจสรุปได้ว่า หากต้องการให้แผน 14 เป็นมากกว่าเอกสารเชิงนโยบาย แกนกลางคือการมี “ตัวชี้วัดผลลัพธ์การเรียนรู้ของชาติ” ที่ชัดเจนและเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลอย่างเป็นระบบ “เมื่อเรากำหนดเป้าหมายผลลัพธ์ก่อน เราจะออกแบบโครงสร้าง แผน และงบประมาณได้ถูกทิศ ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเดินสู่การเป็นสมาชิก OECD อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่ในเชิงถ้อยแถลง” งานเชิงนโยบายทั้งหมดนี้จึงควรถูกกำหนดไว้ในช่วงต้นของแผน 14 เพื่อเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ว่าไทยกำลังยกระดับการศึกษาในระดับที่สอดรับกับมาตรฐานการพัฒนาประเทศชั้นนำของโลก

สพฐ.จับมือการเคหะฯ ซ่อม-สร้างบ้านพักครู ยกระดับคุณภาพชีวิตครูทั่วประเทศ นำร่อง 8 แห่ง

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีลงนาม MOU  “บูรณาการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย” 4 กระทรวง และ 3 สมาคม ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย จัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยมี  นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) นายพิเชฐร์ วันทอง นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการ กพฐ. รวมถึงผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อิมแพค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดย การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัยทั่วไทย ในด้านคุณภาพชีวิต ด้านคนเปราะบาง ด้านการศึกษา และด้านอาชีพ เพื่อร่วมสร้างรายได้ภายในครอบครัว ลดรายจ่าย เป็นแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตจากจุดเล็กที่สุดของสังคม นั่นคือ “ครอบครัว” ด้วยการ Restart ประชาชน

จากนั้น ได้มีพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ “โครงการสวัสดิการที่พักสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา” ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดย นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. และการเคหะแห่งชาติ (กคช.) โดย นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนสวัสดิการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามเจตนารมณ์ของรองนายกรัฐมนตรี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ที่ต้องการให้ครูมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและปลอดภัย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ โดยปัจจุบัน สพฐ. มีบ้านพักครูอยู่ในความดูแลกว่า 41,000 หลัง พบว่ามีสภาพทรุดโทรมกว่า 14,900 หลัง และในจำนวนนี้กว่า 13,000 หลัง ยังมีครูอาศัยอยู่จริง จึงกำหนดให้เป็นเฟสแรกในการเร่งปรับปรุงภายในปีนี้ และจะบรรจุในแผนพัฒนาเพื่อปรับปรุงให้ครบ 40,000 หลัง ภายในปีงบประมาณ 2570

โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ก่อนการลงนาม สพฐ. ได้ทำการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นไว้แล้วว่าพื้นที่ใดเป็นพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งขั้นตอนต่อไปคือกระทรวงศึกษาธิการจะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นชอบในหลักการ จากนั้นการเคหะแห่งชาติจะดำเนินการจัดหาแหล่งเงินทุน และพัฒนาในแต่ละเฟส ทั้งการปรับปรุง ซ่อมแซม หรือสร้างใหม่ เพื่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เมื่อได้พื้นที่เป้าหมายครบแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการเตรียมงบประมาณผูกพันระยะยาวในการชำระคืนให้กับการเคหะฯ ถือว่าขณะนี้โครงการเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.)ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ในเร็ว ๆ นี้

สำหรับการลงนามนี้ สพฐ. ร่วมมือกับ กคช. เพื่อจัดที่พักอาศัยคุณภาพให้แก่ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และข้าราชการพลเรือน โดยเฉพาะผู้บรรจุใหม่ ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ และกลุ่มที่ไม่มีสิทธิรับค่าเช่าบ้าน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิต ผ่านการปรับปรุงอาคารเดิมหรือสร้างใหม่ โดยดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่โรงเรียนที่รวม หรือเลิกสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ที่ผ่านการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดร่วมกันระหว่าง สพฐ. และ กคช. หรือคัดเลือกพื้นที่อื่นที่ทั้งสองฝ่ายเห็นเหมาะสม โดยมีพื้นที่โรงเรียนที่รวม เลิกสถานศึกษานำร่อง ที่มีความพร้อมสูงและมีความจำเป็นเร่งด่วน จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ พื้นที่ของโรงเรียนหนองหล่มวิทยาคาร จังหวัดเชียงใหม่, โรงเรียนบ้านเมืองพรึก จังหวัดอุดรธานี, โรงเรียนวัดท่าวังหิน จังหวัดอุบลราชธานี, โรงเรียนบ้านคลองห้วยทราย จังหวัดกำแพงเพชร, โรงเรียนบ้านตางาม จังหวัดตราด, โรงเรียนบ้านแจงงาม จังหวัดกาญจนบุรี, อาคาร สปอ. จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ คลังดอนเมือง สพฐ. จังหวัดปทุมธานี โดยบันทึกความร่วมมือนี้ จะมีระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันลงนามเป็นต้นไป

สพฐ.พร้อมอบรมก่อนแต่งตั้ง ผอ.- รอง ผอ.รร.กว่า 1,600 คน พร้อมชวนติดตามสาระดีๆ “คลินิก สพฐ.” ซีซัน 2 ทางช่องทางออนไลน์

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มอบหมายให้ นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 40/2568 โดยมี นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. และนางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการ สพฐ. ร่วมประชุม ซึ่งการประชุมมีการเน้นย้ำข้อสั่งการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน พร้อมมอบแนวทางการทำงานที่มีประสิทธิภาพ  ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting ในการนี้ ผู้บริหารระดับสูง ผู้อำนวยการสำนัก และบุคลากรของ สพฐ. ได้ร่วมน้อมถวายความอาลัย แด่องค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยพร้อมเพรียงกัน

นายพิเชฐร์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้เน้นย้ำการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาและรองผู้อำนวยการสถานศึกษา เพื่อให้ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งฯ มีความพร้อมทั้งในด้านอุดมการณ์ วิสัยทัศน์ บุคลิกภาพ และความเป็นผู้นำสำหรับตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา โดยมีผู้เข้าร่วมการพัฒนา ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 399 คน รองผู้อำนวยการสถานศึกษา 1,289 คน รวมทั้งสิ้น 1,688 คน โดยระยะที่ 1 จะดำเนินการในรูปแบบ Online ผ่านระบบ Learning OBEC และรูปแบบ On-site ณ โรงแรมอิงธารรีสอร์ท จ.นครนายก ระหว่างวันที่ 10 – 12 พฤศจิกายน 2568 ส่วนระยะที่ 2 จะมีการฝึกประสบการณ์จริงในสถานศึกษาต้นแบบ (Best Practice) ระหว่างวันที่ 17 – 28 พ.ย. 2568 และระยะที่ 3 จะมีการนำเสนอผลการพัฒนาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Cluster Networking PLC) ระหว่างวันที่ 29 – 30 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นการพัฒนาตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารสูงสุดอันจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศในทุกมิติ

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ สพฐ. ยังเดินหน้ารายการ “คลินิก สพฐ.” Season 2 เพื่อให้คำปรึกษาและช่วยเหลือโรงเรียนในด้านการบริหารจัดการการเรียนการสอน และการพัฒนาครู รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่าง สพฐ. เขตพื้นที่ฯ โรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน อีกทั้งเป็นการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ตรงกับความต้องการของผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน และ สร้างกลไกการแก้ไขปัญหาการบริหารและการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยมีเนื้อหารายการ ประกอบด้วย ช่วงที่ 1 สพฐ. พบเพื่อนครู (ผู้บริหารระดับสูงมอบนโยบาย) ช่วงที่ 2 เรื่องเล่าชาว สพฐ. (ผู้รับผิดชอบโครงการของแต่ละสำนัก) ช่วงที่ 3 สพฐ. เติมความรู้ สู่ห้องเรียน (หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ สู่ห้องเรียน) ช่วงที่ 4 เช็กสุขภาพการเงินกับ กบข. (จัดโดย กบข. ให้ความรู้เกี่ยวกับการเงิน) และช่วงที่ 5 สพฐ. คลายทุกข์ เพิ่มสุข (โดยการรับฟังข้อคิดเห็นและตอบข้อซักถามทุกคำถาม) มีกำหนดออกอากาศทุกวันพุธสุดท้ายของเดือน เดือนละ 1 ครั้ง เวลา 15.00 – 16.30 น. เริ่มออกอากาศวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ผ่านช่องทาง YouTube “OBEC Channel” และเพจ Facebook “คลินิก สพฐ.” สามารถรับชมได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย