“เกศทิพย์” เร่งสื่อสารสร้างความชัดเจนเรื่องแนวปฏิบัติในการแสดงความอาลัย

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)เปิดเผยว่า ตามที่ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประชุมร่วมกับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติแสดงความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นั้น ภายหลังการประชุม ในส่วนของ สกร.ตนได้จัดประชุมออนไลน์กับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดทั่วประเทศ พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผู้อำนวยการกอง กลุ่ม และศูนย์ส่วนกลาง เพื่อชี้แจงแนวทางปฏิบัติให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน โดยได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ซักถามข้อสงสัย และได้ตอบข้อซักถามอย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกจังหวัดนำแนวทางไปสื่อสารต่อในพื้นที่ได้อย่างถูกต้อง ไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ทั้งนี้ อธิบดีได้มอบให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดทั่วประเทศทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนสื่อสารของกรม” ในการเผยแพร่ข้อมูลเพื่อการปฏิบัติให้เข้าถึงประชาชนอย่างครบถ้วนในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจตนารมณ์ของหนังสือสั่งการของกระทรวงศึกษาธิการ

อธิบดี สกร. กล่าวย้ำว่า กิจกรรมหรืองานที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของผู้เรียน เช่น กิจกรรมทางการศึกษา กีฬา ศิลปะ หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนอื่น ๆ สามารถจัดได้ตามปกติ เช่นเดียวกับงานประเพณีของทุกศาสนาสามารถดำเนินการได้ ส่วนงานที่เป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาและมีการจัดงานเลี้ยง ให้พิจารณาปรับรูปแบบให้เหมาะสมแก่สถานการณ์ และคำนึงถึงการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์เป็นสิ่งสำคัญ

“ขอบคุณทุกพื้นที่ที่ร่วมขับเคลื่อนภารกิจซึ่งสะท้อนอุดมการณ์ของ สกร. ในการเป็น “องค์กรแห่งการเรียนรู้ของประชาชน” ที่ใช้การเรียนรู้เป็นพลังเชื่อมโยงหัวใจของคนไทยเข้าด้วยกัน ผ่านการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ทั้งนี้ แนวทางดำเนินงานของหน่วยงาน สกร. ทั่วประเทศประกอบด้วย 1) เผยแพร่พระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่า  2) ประดับพระฉายาลักษณ์และเปิดให้ลงนามไว้อาลัย  3) จัดนิทรรศการและกิจกรรมเทิดพระเกียรติ และนิทรรศการและกิจกรรม “สอนทำริบบิ้นแสดงความอาลัย” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ  และ 4) โครงการ “สกร. รักษ์น้ำ สืบสานปณิธานแม่ของแผ่นดิน” เพื่อสืบสานแนวพระราชดำริและสร้างจิตสำนึกดูแลธรรมชาติ และกิจกรรมอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์”ดร.เกศทิพย์กล่าวและว่า สกร.จะดำเนินงานทุกขั้นตอนด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ รวมทั้งจะเป็นตัวแทนสื่อสารแนวทางปฏิบัติเพื่อให้ทุกพื้นที่ร่วมกันถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระพันปีหลวงด้วยจิตใจที่เปี่ยมด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงสุด

สอศ.จัดสอบคัดเลือก ผอ.-รอง ผอ.สถานศึกษา ยืนยันโปร่งใส ตรวจสอบได้ ย้ำอีกครั้งไม่มีวิ่งเต้น  

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) พร้อมด้วยนายวิทวัต ปัญจมะวัต รองเลขาธิการ กอศ. นายสง่า แต่เชื้อสาย รองเลขาธิการ กอศ. และ นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการ กอศ. ตรวจเยี่ยมสนามสอบการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาและรองผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ณ อาคารศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จังหวัดปทุมธานี

นายยศพล กล่าวว่า การสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาในครั้งนี้ สอศ.ประกาศรับสมัครจำนวน 75 อัตรา ประกอบด้วย ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา 8 อัตรา และตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา 67 อัตรา ในวันนี้ผู้สมัครเข้ารับการสอบตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ทั้งสิ้น 333 คน จากจำนวนผู้สมัครทั้งหมด 335 คน คิดเป็นร้อยละ 99.40 ในขณะที่ผู้เข้ารับการสอบตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 55 คน จากจำนวนผู้สมัครทั้งหมด 58 คน คิดเป็นร้อยละ 94.83 โดยจากการตรวจเยี่ยมในวันนี้ ไม่พบความผิดปกติ สามารถดำเนินการสอบได้อย่างเรียบร้อย รวมทั้งขอให้กำลังใจผู้สมัครสอบทุกท่านที่เข้าสู่กระบวนการในวันนี้ และขอยืนยันว่าการสอบครั้งนี้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส มีระบบการตรวจสอบที่มั่นคงปลอดภัย โดยมีสถาบันที่มีชื่อเสียงเข้ามาดำเนินการ ขอให้ผู้สมัครทุกท่านมั่นใจและอย่าเชื่อข่าวลือเรื่องการวิ่งเต้น เพราะ สอศ. ต้องการคัดสรรผู้นำที่มีความรู้ความสามารถและมีคุณภาพอย่างแท้จริง เพื่อมาพัฒนาการศึกษาอาชีวะของประเทศต่อไป ขอขอบคุณผู้สมัครทุกท่านที่เข้าสู่กระบวนการคัดเลือกในครั้งนี้

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า การคัดเลือกผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ดำเนินการคัดเลือก แบ่งเป็น 3 ภาค ดังนี้ ภาค ก ความรู้และความสามารถในการบริหารงานในหน้าที่ ดำเนินการด้วยวิธีการสอบข้อเขียนแบบปรนัย ภาค ข ความเหมาะสมกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ ดำเนินการด้วยวิธีการประเมิน ตามตัวชี้วัด องค์ประกอบ และคะแนนการประเมินที่กำหนด แบ่งเป็น ประวัติ ประสบการณ์ และผลงานที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน และภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง ดำเนินการด้วยวิธีการสัมภาษณ์ และการประเมิน ตามตัวชี้วัด องค์ประกอบ โดยแบ่งเป็นวิสัยทัศน์และแนวทางการบริหารงาน ตามมาตรฐานตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ที่ ก.ค.ศ. กำหนด และการสัมภาษณ์ สำหรับเกณฑ์การตัดสินผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือก ต้องได้คะแนน ภาค ก ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จึงจะมีสิทธิเข้ารับการประเมิน ภาค ข และ ภาค ค โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการประเมิน ภาค ข และ ภาค ค ต่อไป

ทั้งนี้ สอศ.จะประกาศผลการสอบภาค ก ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 โดยกำหนดให้มีการประเมิน ภาค ข ในระหว่างวันที่ 11-13 พฤศจิกายน 2568 สำหรับการประเมินภาค ค จะประกาศกำหนดการให้ทราบอีกครั้งในลำดับถัดไป และจะประกาศผลการคัดเลือกฯ ภายในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ทางเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และเว็บไซต์กลุ่มงานจัดการงานบุคคล 2 สำนักอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา https://ipa.vec.go.th/

 

“อ.แหม่ม”ประชุมผู้บริหาร ศธ.ทำความเข้าใจให้ตรงกันจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับสถานการณ์

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ศ.ดรฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ให้สัมภาษณ์กรณีมีข้อท้วงติงเกี่ยวกับหนังสือด่วนที่สุดของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ซึ่งได้ขอความร่วมมือให้หน่วยงานในสังกัดงดจัดกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงเป็นเวลา 1 ปี เพื่อแสดงความอาลัย นั้น ตนได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจในแนวทางปฎิบัติต่างๆ ในห้วงเวลาแห่งการไว้อาลัย โดยที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกันว่า การจัดกิจกรรมตามหลักสูตร หรือ กิจกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนาการของเด็ก หรือ กิจกรรมเสริมหลักสูตรซึ่งเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้เรียน สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ไม่มีการสั่งห้ามหรือให้งด รวมถึงกิจกรรมประเพณีวัฒนธรรมของชนชาติใด ศาสนาใด ก็สามารถดำเนินการได้ตามปกติเช่นกัน โดยผู้บริหารระดับสูงของแต่ละหน่วยงาน และหน่วยงานในกำกับจะไปทำความเข้าใจกับผู้บริหารตามลำดับชั้นต่อไป ส่วนกิจกรรมอื่นที่มีลักษณะรื่นเริง นอกเหนือจากหลักสูตรการเรียนการสอน นั้น ขอความร่วมมือให้งดหรือปรับรูปแบบการดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์

“จากการประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของแต่ละองค์กรแล้ว มีความเข้าใจตรงกันชัดเจนแล้ว และจะมีรายละเอียดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนของแต่ละองค์กรซึ่งอาจจะมีรายละเอียดปลักย่อยต่างกันออกมาต่อไป  ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการน้อมรับทุกความเป็นห่วงของทุกภาคส่วน ซึ่งก็ตรงกันกับที่กระทรวงเป็นห่วงและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้  และยืนยันว่า เรื่องเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กไม่ได้อยู่ในเจตนาของกระทรวงศึกษาธิการเลยที่จะให้งด ขอให้ทุกท่านคลายความกังวลและขอขอบคุณในความเป็นห่วงต่อพัฒนาการของเด็ก ขอให้มั่นใจว่าผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการจะได้ไปสื่อสารกับผู้บริหารในลำดับถัดไปทั้งเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาให้เข้าใจตรงกันได้อย่างแน่นอน”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ด้าน ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงประเด็นระยะเวลาทุกเรื่องการไว้ทุกข์ 1 ปี ว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้หน่วยงานราชการไว้ทุกข์เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งสถานศึกษาเป็นหน่วยงานราชการจึงยึดตามมติ ครม. คือ 1 ปี ส่วนการจัดกิจกรรมต่าง ๆ สถานศึกษาสามารถไปปรับรูปแบบให้เหมาะสมสอดคล้องได้

 

“นฤมล” แจงชัด คำสั่งงดกิจกรรมรื่นเริง ไม่กระทบกีฬาสี – กิจกรรมเสริมหลักสูตร ย้ำ ศธ.ไม่ปิดกั้นกิจกรรมของนักเรียน

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่หนังสือด่วนที่สุดของกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ซึ่งได้ขอความร่วมมือให้หน่วยงานในสังกัดงดจัดกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงเป็นเวลา 1 ปี เพื่อแสดงความอาลัยว่า กิจกรรมที่ขอความร่วมมือให้งดจัด คือ งานสังสรรค์ที่ไม่เป็นทางการ และงานบันเทิงที่มีความครื้นเครง เช่น งานสังสรรค์ศิษย์เก่า หรืองานแสดงความยินดีรับ-ส่ง ส่วนกิจกรรมการเรียนการสอน หรือกิจกรรมเสริมในหลักสูตรของนักเรียน สามารถดำเนินการได้ตามปกติ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ส่วนที่ผู้ปกครองบางส่วนอาจจะกังวลว่าหนังสือดังกล่าวอาจกระทบต่อกิจกรรมของนักเรียน เช่น กีฬาสี หรือกิจกรรมสร้างสรรค์อื่น ๆ ภายในโรงเรียน ขอยืนยันให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่า กระทรวง ศึกษาธิการไม่ได้มีสั่งห้ามหรือปิดกั้นการจัดกิจกรรมของเด็กนักเรียนแต่อย่างใด รวมถึงประเพณีการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคีก็ยังสามารถจัดได้ เพราะถือเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรของผู้เรียน และถือเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ด้วย

“อาจารย์ได้กำชับปลัดกระทรวงศึกษาธิการแล้วว่า ให้แจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ ถึงความหมายและขอบเขตของการจัดกิจกรรมดังกล่าวให้ชัดเจน และให้ถือปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน พร้อมขอให้ผู้บริหารโรงเรียนสื่อสารกับครู นักเรียน และผู้ปกครองอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน“ศ.ดร.นฤมลกล่าว

สพฐ. ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปี พ.ศ.2568 โดยมี นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมทั้งคณะผู้บริหาร ข้าราชการและบุคลากรของ สพฐ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ตลอดจนประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคจตุปัจจัยทำบุญ และร่วมเป็นเจ้าภาพพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามที่ขอพระราชทานเพื่อน้อมนำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดวิเวกวายุพัด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยมียอดกฐินเพื่อถวายพระภิกษุ สามเณร และถวายจตุปัจจัยบำรุงพระอาราม รวมถึงมอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียน เพื่อนำไปพัฒนาโรงเรียนและเพิ่มคุณภาพการศึกษา รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 4,271,162.14 บาท

ทั้งนี้ การทอดกฐินเป็นประเพณีที่พุทธศาสนิกชน ได้ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน เพื่อเป็นการอุปถัมภ์พระสงฆ์ที่จำพรรษากาลครบถ้วนไตรมาสให้ได้รับอานิสงส์ตามพระวินัย และเป็นทุนในการบูรณปฏิสังขรณ์พระอาราม โดยเป็นการรวมพลังแห่งความสามัคคี ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ ในการสร้างบุญกุศล สร้างความสุขของการอยู่ร่วมกันในสังคม รวมทั้งเป็นการจรรโลงและส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้มั่นคงดำรงอยู่เจริญวัฒนาสถาพรสืบไป

“ดร.เกศทิพย์”ร่วมสัปดาห์หนังสือและการเรียนรู้อุบลราชธานี ครั้งที่ 14 พร้อมย้ำ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกคนเข้าถึงได้”

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ลานกิจกรรมห้างสรรพสินค้าสุนีย์ทาวเวอร์ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัปดาห์หนังสือและการเรียนรู้อุบลราชธานี ครั้งที่ 14” ภายใต้แนวคิด “UBON Book Fair & Book of Paradise – สุดขอบฟ้าแห่งโลกจินตนาการซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน2568 โดยมี ร้อยตรีสรมงคล มงคละสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีกล่าวต้อนรับ และมีหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถานศึกษาและประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ดร.เกศทิพย์ กล่าวถึงความสำคัญของการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตว่า งานนี้เป็นจุดเริ่มต้นของ สกร. ที่ทดแทน กศน. เดิม ได้ดีที่สุด ภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ .. 2566 เพราะเป็นงานที่เติมเต็มการเรียนรู้ครบวงจร ตั้งแต่การอ่าน การวางแผน และการสร้างอนาคตสำหรับทุกช่วงวัย พร้อมสะท้อนถึงความเข้มแข็งของภาคีเครือข่ายทุกหน่วยงานในจังหวัดอุบลราชธานี และสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด ที่สามารถร่วมมือกันจัดงานได้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมถือเป็นต้นแบบให้กับ สกร. ทั่วประเทศ ได้ต่อยอดต่อไป ทั้งนี้ขอเชิญชวนพี่น้องชาวอุบลราชธานีมาร่วมงานสัปดาห์หนังสือและการเรียนรู้อุบลราชธานี ครั้งที่ 14 เพื่อแสวงหาความรู้ ความบันเทิง และเลือกซื้อหนังสือดี เนื่องจากการอ่านเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ที่ยั่งยืนเมื่อใดก็ตามที่เราอ่านรอบหนึ่ง รอบสอง รอบสาม ความรู้จะลึกซึ้งขึ้นเรื่อย และความรู้ที่ลึกซึ้งขึ้นนั้น จะกลายเป็นนิสัยของการเรียนรู้ ซึ่งทำให้เราสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ด้วยการเติมเต็มความรู้และนำไปใช้จริง ซึ่งภายในงานมีนิทรรศการและกิจกรรมมากมาย อาทินิทรรศการสกร. Learn to Earn” ที่เชื่อมโยงการอ่านเข้ากับการเรียนรู้เพื่อพัฒนาอาชีพและทักษะชีวิต การออกร้านจำหน่ายหนังสือจากสำนักพิมพ์ชั้นนำทั่วประเทศ เวทีเสวนาเรียนรู้สู่อาชีพการแสดงของเยาวชน และกิจกรรมเสริมปัญญา ตลอดจนการพบปะนักเขียน นักพูดและเวทีสร้างแรงบันดาลใจ

กิจกรรมเหล่านี้ออกแบบตามนโยบายของ .ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “Flexible Education” ให้สอดคล้องกับแนวคิดของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ที่มุ่งเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกคนเข้าถึงได้เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดอุบลราชธานีให้ก้าวสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City)” อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ งานยังใช้รูปแบบ “ABC Model” : A = Art (ศิลปะ) B = Book (หนังสือ) C = Culture (วัฒนธรรม) เพื่อหลอมรวมศิลปะ วัฒนธรรม และความรู้ เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย สนุกสนาน และเปิดโลกทัศน์ให้ผู้ร่วมงานทุกช่วงวัยดร.เกศทิพย์กล่าวและว่า ขอขอบคุณ คุณสุนีย์ ตริยางกูรศรี ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัทในเครือก้าวหน้าไก่สด จำกัด เจ้าของสถานที่ที่มอบสถานที่และประสบการณ์ที่สร้างแรงบันดาลใจ เพื่อทำให้งานนี้เป็นมากกว่าแค่โลกแห่งจินตนาการ แต่เป็นการสร้างแรงบันดาลใจจากครอบครัวที่เป็นต้นแบบด้วย

ภายหลังพิธีเปิด ดร.เกศทิพย์ พร้อมคณะ ได้เดินเยี่ยมชมบูธจำหน่ายหนังสือและนิทรรศการของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ รวมถึงให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และเครือข่ายผู้จัดงาน พร้อมมอบเกียรติบัตรให้กับศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอในจังหวัดอุบลราชธานี ที่มีผลงานโดดเด่นในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ภายในงาน

ข้าราชการและบุคลากร สังกัด ศธ. ไว้ทุก 1 ปี หน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัด งดกิจกรรมรื่นเริง 1 ปี พร้อมเผยแพร่พระราชกรณียกิจพระพันปีหลวงบนเว็บไซต์หน่วยงาน ส่วนสถานศึกษาจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีหนังสือบันทึกข้อความ ไปยังหน่วยงานในสังกัดและหน่วยงานในกำกับ กำหนดให้ข้าราชการ บุคลากรทางการศึกษา และพนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติเพื่อถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

“นฤมล” ส่งต่อ”อาชีวะ”มอบบ้านหลังใหม่ครอบครัวน้องน้ำโขง “ปู่”ซาบซึ้งน้ำใจกระทรวงศึกษาธิการ

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568  ที่บ้านโจรก ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนายศพล เวณุดกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) จัดกิจกรรม Fix it-จิตอาสาและการส่งมอบบ้านพักอาศัยพร้อมแปลงเกษตร รถจักรยานยนต์ และรถแทรคเตอร์  ให้กับครอบครัวนักเรียน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา โดย นายยศพล เป็นประธาน ทั้งนี้ก่อนเข้าสู่พิธีมอบบ้านได้ขอให้ทุกคนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อแสดงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ต่อการสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้ทรงเป็น“แม่ของแผ่นดิน” ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา และพระเมตตาธรรม เพื่อพสกนิกรชาวไทยในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะงานพัฒนาอาชีพ งานส่งเสริมศิลปาชีพและงานอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความเข้มแข็งในชุมชนไทยมาจนถึงปัจจุบัน

และในโอกาสนี้ ในนามของ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ กระผมขอกราบถวายความอาลัยอย่างสุดซึ้ง และขอปฏิญาณว่าจะสืบสานแนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน โดยเฉพาะการพัฒนาคนให้มีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน นายยศพล กล่าวทิ้งท้าย

จากนั้น นายยศพล กล่าวระหว่างเป็นประธานมอบบ้านให้กับครอบครัว ด.ช.ธิติวัฒน์ บุญแต่ง หรือน้องน้ำโขง วัย 8 ขวบ ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์จรวด BM21 ของทหารกัมพูชายิงตกใส่บ้าน เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2568 ที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ก็ได้มอบทุนการศึกษาให้เด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ด้วย ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษารู้สึกห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา ขอแสดงความเห็นใจอย่างสุดซึ้งต่อความสูญเสียและความลำบากที่เกิดขึ้น และขอส่งกำลังใจให้ทุกท่านมีกำลังใจที่เข้มแข็ง เพื่อก้าวผ่านเหตุการณ์นี้ไปด้วยพลังแห่งความรัก ความห่วงใย และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนวันนี้ การมอบบ้านพักอาศัยจึงไม่เพียงเป็นการช่วยเหลือครอบครัวผู้ประสบภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นการเดินตามรอยพระยุคลบาทของพระพันปีหลวงในการ “ให้โอกาส และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชน”สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในภารกิจช่วยเหลือสังคมครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นหัวใจของ “อาชีวะเพื่อสังคม” ที่ไม่เพียงใช้ความรู้ในวิชาชีพ แต่ยังใช้หัวใจของความเป็นมนุษย์ ในการช่วยเหลือเพื่อนร่วมสังคม และขอชื่นชมผู้บริหาร ครู และนักเรียนอาชีวะทุกคน ที่เสียสละแรงกายแรงใจ ทำงานด้วยความตั้งใจและอบอุ่น จนสามารถคืนความสุขและรอยยิ้มให้แก่ครอบครัวนักเรียนและประชาชนได้อีกครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เป็นมากกว่าการส่งมอบ “บ้าน” แต่คือการส่งมอบ“ความหวัง” และ “ความเชื่อมั่น” ว่ากระทรวงศึกษาธิการจะอยู่เคียงข้างนักเรียน ครอบครัว และประชาชนทุกคน เราจะร่วมมือกับหน่วยงานทุกระดับ เพื่อคุ้มครองและดูแลสวัสดิภาพของผู้เรียน ลดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการศึกษาอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมั่นว่า เมื่อเราร่วมมือกันอย่างจริงใจ ประเทศไทยของเราจะผ่านพ้นทุกวิกฤติไปได้ด้วยพลังแห่งความสามัคคี

ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า จริง ๆ แล้ววันนี้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)วางแผนที่จะมาร่วมกิจกรรมด้วยตัวเอง เตรียมการจะมาถึงเช้านี้วันนี้ แต่เมื่อคืนนี้ พระพันปีหลวง ได้เสด็จสวรรคต คณะรัฐมนตรี(ครม.)จึงได้มีการเรียกประชุมด่วน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าท่านจะไม่สามารถมาร่วมพิธีได้ทัน แต่ท่านได้ฝากความเป็นห่วงและฝากแสดงถึงความมีน้ำใจของทุกหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่ได้เข้ามาช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบที่บ้านโจรก และมอบหมายให้ผมเข้ามาดำเนินการที่จะดูแลแทน

“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ได้มอบหมายให้อาชีวศึกษาดูแลซ่อมแซมรถแทร็คเตอร์ รถจักรยานยนต์พ่วงท้ายและสร้างบ้าน และยังได้ลงพื้นที่ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ในวันแรก ๆ และท่านก็ได้มีโอกาสเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพน้องน้ำโขง รับปากที่จะช่วยดูแลเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งจริงๆแล้วท่านเป็นห่วงทุกคนที่ได้รับผลกระทบ เพียงแต่ว่าในส่วนของครอบครัวนายสุธีร์ มีความเสียหายที่ร้ายแรงสูญเสียน้องน้ำโขง แต่ก็สั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการเยียวยาฟื้นฟูจิตใจครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบให้ดีที่สุด ซึ่ง ศธ.ก็ได้ประสานเครือข่ายอาชีวศึกษาจังหวัดสุรินทร์ และสถานศึกษาในสังกัดร่วมดำเนินการก่อสร้างบ้าน และวางแปลงเกษตรครัวเรือน เช่น 1.วัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG 2.มอบรถจักรยานยนต์ โดยบริษัท คุณเฮงยานยนต์สุรินทร์ (1999) จำกัด 3. การซ่อมบำรุงรถแทร๊คเตอร์ โดยบริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด และ 4.มอบอิฐสำหรับงานก่อสร้าง โดยบริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดัคส์ จำกัด(มหาชน)เป็นต้น

นายสุธร์ บุญแต่ง ปู่น้องน้ำโขง กล่าวว่า ในนามครอบครัวนักเรียนผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชาใคร่ขอกราบขอบพระคุณต่อความเมตตากรุณาและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จากกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน รวมทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจให้ความช่วยเหลือในการสร้างบ้านพักอาศัยหลังใหม่ให้แก่ครอบครัวของข้าพเจ้า ความเมตตาและน้ำใจในครั้งนี้เป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ครอบครัวของเราผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากและเป็นแรงใจอันยิ่งใหญ่ที่เติมเต็มความอบอุ่น มั่นคงและความหวังในการดำเนินชีวิตต่อไป ในวันนี้ข้าพเจ้าและครอบครัวรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาของทุกท่านอย่างหาที่สุดมิได้ขอกราบขอบพระคุณจากใจจริง และขออำนวยพรทุกท่านประสบแต่ความสุขความเจริญตลอดไป

“อ.แหม่ม”เร่งเข็น 3 เรื่องหลักดูแลครูสนองนโยบายรองนายกฯธรรมนัส ดีเดย์ 29 ต.ค.ลงนามร่วมการเคหะจัดการบ้านพักครู 30 ต.ค.ลุ้น ก.ค.ศ.เคาะเกณฑ์วิทยฐานะใหม่

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวระหว่างการเป็นประธานการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ 245 เขต ครั้งที่ 2/2568 และ มอบเกียรติบัตรพร้อมมอบโล่รางวัล จำนวน 140 รางวัล แก่หน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานดีเยี่ยม ระหว่างวันที่ 23-25 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรม เดอะคาวาลิ คาซ่า รีสอร์ท จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 500 คน ซึ่งศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า จากที่เราได้พูดคุยกันแล้วเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา  วันนี้จะมารับฟังปัญหาต่าง ๆ ของเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อนำไปขอการสนับสนุนจากรัฐบาลและรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ และวันนี้ก็ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการบริหารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)เพราะเราได้เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) และรองเลขาธิการ กพฐ.คนใหม่ทั้ง 4 คน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ตนมีนโยบายให้นำวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง มาจัดการเรียนการสอน โดยให้บรรจุในหลักสูตร เพราะผู้ใหญ่ในรัฐบาลก็ฝากมา และเรื่องที่อยากเน้นย้ำคือ พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระองค์ได้พระราชทานไว้กับเยาวชน ถึงความสำคัญของวิชาประวัติศาสตร์ พระองค์มิได้ทรงต้องการให้ครูสอนแบบท่องจำว่า “เกิดอะไรขึ้นในประวัติศาสตร์แล้วมาสอบ” แต่ให้สอนเพื่อให้เด็กเข้าใจและคิดวิเคราะห์ได้ว่า “ทำไมเหตุการณ์นั้นถึงเกิดขึ้น” และ “เหตุใดผู้นำในยุคนั้นจึงตัดสินใจเช่นนั้น” เพื่อให้เด็กมีทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างรอบด้าน จึงขอฝากผู้อำนวยการเขตทุกท่านให้ตระหนักถึงความสำคัญของ วิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองด้วย

“ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ได้ร่วมลงพื้นที่กับ ศธ.หลายครั้งและได้เน้นย้ำตลอดว่า ท่านให้ความสำคัญ 3 เรื่อง คือ เรื่องสวัสดิการของครู เรื่องความเป็นอยู่ของครู และเรื่องหนี้สินครู ที่ยังไม่ได้ดูแลเท่าที่ควร โดยเฉพาะเรื่องบ้านพักครูที่มีสภาพทรุดโทรมมาก ดังนั้นในวันที่ 29 ตุลาคม นี้ จะมีการลงนามความร่วมมือกับการเคหะแห่งชาติเพื่อให้เข้ามาดำเนินการ นอกจากนี้ในเรื่องของหนี้สินครูที่มีจำนวนมาก เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็มีการประชุมลงนามเข้ามาอยู่ในสำนักงานนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันก็จะทำคู่ขนานไปกับการจัดตั้งสหกรณ์กลาง ดำเนินการโดยสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)ซึ่งจะมีแหล่งเงินก้อนแรกมาจากธนาคารของรัฐที่จะลดดอกเบี้ยเป็นพิเศษแต่เราจะต้องขอเงินอุดหนุนจากรัฐบาลมาชดเชยให้ เมื่อสหกรณ์กลางเกิดขึ้นก็จะได้รวมหนี้ครูมาไว้ที่สหกรณ์กลาง โดยจะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษเช่นเดียวกัน แต่ขออย่างเดียว ขอครูอย่าก่อหนี้สินเพิ่มขึ้นอีก จนกว่าจะแก้ปัญหาหนี้สินก้อนแรกได้”ศ.ดร.นฤมล กล่าวและว่า ส่วนเรื่องการลดภาระครู นั้น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)ได้เห็นชอบให้ตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ที่เกินเกณฑ์ มาเปลี่ยนเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่ง เจ้าพนักงานพัสดุปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน และเจ้าพนักงานการเงินและบัญชีปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน แล้ว 1,706 อัตรา ให้แก่สถานศึกษาที่ขาดแคลนบุคลากรที่จะมาทำหน้าที่ด้านธุรการและจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้ครูกลับมาปฏิบัติหน้าที่สอนได้อย่างเต็มที่ แต่เราจะไม่หยุดแต่เพียงเท่านี้ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีย้ำมาโดยตลอด

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า เรื่องของการมีและเลื่อนวิทยฐานะ อาจารย์ก็ได้เรียนให้รองนายกฯทราบเพิ่มเติมว่าครูจะต้องมีความก้าวหน้า ซึ่งที่ผ่านมามีการร้องเรียนเรื่องนี้เยอะ ซึ่งอาจารย์ก็ได้มอบให้ ก.ค.ศ.ไปกำหนดหลักเกณฑ์มาใหม่ ต้องเพิ่มทางเลือกให้กับครู ต้องปรับหลักเกณฑ์ให้เหมาะสม และเป็นธรรม ไม่ควรชักบันไดออก เพราะเราต้องส่งเสริมรุ่นหลังให้มีและเลื่อนวิทยฐานะมากขึ้น ซึ่งจะมีการประชุม ก.ค.ศ.เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ในวันที่ 30 ตุลาคม นี้

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้เปิดโอกาสให้ผู้บริหาร ครู ศึกษานิเทศก์ สะท้อนปัญหาต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีปัญหาในเรื่องการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ และรมว.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า เสียงที่สะท้อนมาก็สอดคล้องกันกับที่ตนเข้ามารับตำแหน่ง โดยมีประเด็นปัญหาเรื่องของหลักเกณฑ์และตัวผู้ประเมินการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ ซึ่งก็ได้นำไปพิจารณาในที่ประชุม ก.ค.ศ. แล้ว และจะมีการทบทวนทั้งในเรื่องของผู้ประเมินและตัวหลักเกณฑ์ โดยจะประชุม ก.ค.ศ.วันที่ 30 ตุลาคมนี้ ซึ่งตนก็ยังไม่เห็นรายละเอียดว่ามีการกำหนดหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง ผู้ที่จะสะท้อนปัญหากับ ก.ค.ศ.เป็นหลักก็น่าจะเป็น เลขาธิการ กพฐ. ที่จะต้องไปรวบรวม รวมถึงปัญหาอื่นๆที่สะท้อนขึ้นมารายงานให้ทราบว่ามีอะไรบ้าง อะไรที่ สพฐ.ทำได้เอง และส่วนไหนที่จะต้องได้รับการผลักดันในระดับนโยบายจากรัฐมนตรี

ส่วนเรื่องการลงนามกับการเคหะแห่งชาตินั้น ได้มอบหมายให้ นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการ กพฐ.เป็นเจ้าภาพหลักในงานนี้ ซึ่งมีความคืบหน้าโดยจะลงนามร่วมกันกับการเคหะแห่งชาติและหลายหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรองนายกฯ ในวันที่ 29 ตุลาคม นี้ ส่วนเรื่องที่ศึกษานิเทศก์สะท้อนปัญหาการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ เป็นเรื่องของ เลขาธิการ กพฐ.ที่จะต้องไปศึกษาในรายละเอียดว่าโครงสร้างของศึกษานิเทศเป็นแบบไหน ทำอย่างไรจะให้เขามีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ ซึ่งจะต้องไปหารือร่วมกันกับ ก.ค.ศ.ด้วย ว่าควรจะเป็นอย่างไรให้มีโครงสร้างที่เหมาะสม

ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.เพื่อให้ผู้บริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้รับทราบนโยบายและจุดเน้น พร้อมทั้งนโยบายเร่งด่วนที่สำคัญ ของกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 2. เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะใหม่ ๆ ในการบริหารงานด้านการศึกษาให้กับผู้บริหาร และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในหัวข้อ “ปัญญาประดิษฐ์สำหรับผู้บริหารการศึกษา” 3. เพื่อวางแผนการดำเนินงานตามนโยบายและจุดเน้นการจัดการศึกษา ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปฏิบัติงานที่จะขับเคลื่อนนโยบาย และจุดเน้นดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติในเขตพื้นที่การศึกษา 4. เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ สภาพปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะ ที่จะนำไปสู่การ เปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนางาน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านงบประมาณ ด้านบุคลากร ด้านวิชาการ และด้านการบริหารทั่วไป 5. เพื่อศึกษาแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมท้องถิ่น และเศรษฐกิจพอเพียง ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สกร. – กรมราชทัณฑ์ ร่วมขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้ ทุกคนมีสิทธิและโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างเท่าเทียม สนองพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) เป็นประธานเปิดการประชุมประสานความร่วมมือการจัดการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับกับกรมราชทัณฑ์ ณ ห้องประชุมสุนทร สุนันท์ชัย ชั้น 4 กรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดยมีนางยุพิน บัวคำ รองอธิบดีสกร. นายธานี เครืออยู่ ผู้อำนวยการกองมาตรฐานและส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิ นายสุรเกียรติ รัตนรอด ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบการทดสอบ จาก สกร. พร้อมด้วยคณะจากกรมราชทัณฑ์ได้แก่ นายกลยุทธ พานาสันต์ ผู้อำนวยการกองทัณฑวิทยา นางสาววริศรา ศิริสุทธิเดชา ผู้อำนวยการกองพัฒนาพฤตินิสัย นางสาวจันทร์ทิมา อุ่ยยะเสถียร ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการศึกษา และคณะบุคลากรจากทั้งสองกรม เข้าร่วมประชุม

ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อน พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 ที่มุ่งเน้นให้ “ทุกคนมีสิทธิและโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างเท่าเทียม” ไม่ว่าผู้นั้นจะอยู่ในสถานะหรือสถานที่” โดยการจัดการเรียนรู้ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวจะดำเนินการ ทั้งในรูปแบบการเรียนการสอนภายในเรือนจำโดยตรง การฝึกอบรมอาชีพ และการนำความรู้และประสบการณ์มาใช้เพื่อการเทียบโอนผลการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้แม้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของสภาพแวดล้อม

อธิบดี สกร. กล่าวว่า สกร.จะเร่งพัฒนาหลักสูตรและสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายราชทัณฑ์ รวมถึงระบบการวัดผลและการเทียบระดับการศึกษาที่เป็นธรรมและเชื่อถือได้ เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการเมื่อพ้นโทษ และสามารถต่อยอดสู่อาชีพหรือการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นได้จริง ซึ่ง สกร. เชื่อมั่นว่า ทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา สามารถเรียนรู้ได้  การศึกษาไม่ควรถูกจำกัดด้วยกำแพงใด ๆ การเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองคือการคืนคนดีสู่สังคม และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

“การประชุมครั้งนี้จึงสะท้อนเจตนารมณ์ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในการ “ขยายโอกาสการศึกษาอย่างเท่าเทียมทั่วถึง” ให้ทุกคนในทุกบริบทของสังคมสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ตอบสนองต่อเป้าหมายของพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 อย่างแท้จริง” ดร.เกศทิพย์ กล่าว