“อ.แหม่ม”มอบ สช.-สพฐ.ไปอุดช่องโหว่กฏหมายเปิดช่องทำธุรกิจการศึกษาเปิดโรงเรียนกวดวิชาตามห้างสรรพสินค้า

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศึกษาธิการ)เปิดเผยภายหลัง เป็นประธาน ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ว่า วันนี้ที่ประชุมได้พิจารณาถึงแนวทางการอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันนักเรียนโรงเรียนเอกชนที่จัดไม่ครบ เพราะมีนักเรียนที่มีภาวะทุพโภชนาการและขาดแคลน ปี2569 ที่เหลืออีก1 เทอม ซึ่งสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.)จะต้องของบฯกลางเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับอาหารกลางวันครบทุกคน ส่วนในปี 2570 ก็ให้ตั้งงบประมาณในพ.ร.บ.รายจ่ายประจำปี จำนวน 3,900 ล้านบาทต่อปี ต่อไป นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาถึงการตั้งอนุกรรมการด้านต่าง ๆ เพื่อมากลั่นกรองปัญหาที่เกิดขึ้น ก่อนเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม กช.เช่น อนุกรรมการด้านกฎหมาย อนุกรรมการพัฒนากฎหมาย ระเบียบต่างๆอนุกรรมการด้านอาชีวะเอกชน เป็นต้น

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า  นอกจากนี้ที่ประชุมยังรายงานความคืบหน้าการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)โรงเรียนเอกชน พ.ศ..ซึ่ง สช.ได้ทำประชาพิจารณ์ผ่านความคิดเห็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดว่า สช.จะนำร่างฯพ.ร.บ.ดังกล่าวเสนอให้ตนภายในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อลงนามเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)และเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรตามขั้นตอนต่อไป อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ..จะไม่ผ่านในรัฐบาลชุดนี้ อย่างน้อยก็ได้เข้าสู่ขั้นตอนของสภาผู้แทนราษฎรไว้ก่อนแล้ว

“พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ..ล้าสมัยมาก ต้องมีการแก้ไขกว่า 20 มาตรา เพราะตอนนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว เช่น พ.ร.บ.เดิมเป็นคู่มือมีเรื่องที่ละเอียดยิบย่อย เรื่องสวัสดิการครู เรื่องกองทุนสงเคราะห์ คุณสมบัติผู้ได้รับใบอนุญาต เรื่องการแก้ปัญหาเกี่ยวกับครูต่างชาติที่มีปัญหาในเรื่องการจ่ายค่าชดเชย เป็นต้น”ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.ศุภเสฏฐ์ คณากูล นายกสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ส.ปส.กช.)กล่าวว่า ที่ประชุมได้พูดคุยกันมากถึงเรื่องการร้องเรียนจากหลายโรงเรียนทั้งในระบบและนอกระบบเข้ามาจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงเรียนนอกระบบที่เปิดตามห้างสรรพสินค้า ต่าง ๆ ซึ่งผู้จัดการโรงเรียนมีกำไรมหาศาล ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ไปทำข้อตกลงร่วมกับ สช. ว่าจะต้องเอากฎหมายตัวไหนมาใช้ เนื่องจากโรงเรียนเหล่านี้จดทะเบียนในรูปแบบศูนย์การเรียน ซึ่งขึ้นตรงกับ สพฐ.และสพฐ.เป็นผู้ออกวุฒิการศึกษาให้ โรงเรียนเหล่านี้จึงใช้ช่องโหว่ของกฏหมายนำมาบูรณาการกับโรงเรียนนอกระบบกวดวิชาเพื่อจะใช้คำว่า”โรงเรียน” ซึ่งทั้งสองหน่วยงานจะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาร่วมกัน เนื่องจากโรงเรียนเหล่านี้อาศัยช่องโหว่ของกฎหมายมาจัด เมื่อได้ข้อสรุปแล้วก็ให้นำมาเข้าที่ประชุม กช.ในครั้งต่อไปว่าจะหาทางแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

 

จับข่าวมาเล่า

หยอก หยอก วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ***เพราะทุกการยอมรับไม่ได้แปลว่าแพ้แต่คือการให้โอกาสได้เริ่มใหม่อย่างเข้มแข็งกว่าเดิม***เงียบไปนาน FC บ่นคิดถึง โทรมาถามไถ่ว่าช่วงนี้ไม่มีเรื่องราวอะไรมาเล่าให้ฟังหรอเหงา..ว่างั้นจริง แล้วก็มีอยู่ แต่บางเรื่องก็มาเล่าต่อไม่ได้(น้ำท่วมปาก)วันนี้ก็เอาพอหอมปากหอมคอก็แล้วกันเนาะ***วันก่อนเป็นที่ฮือฮาในวงการศึกษา ในการเปิดตัวกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค มีการแต่งตั้งรองหัวหน้าพรรคตามภารกิจจำนวน 8 คน และชื่อคนที่คุ้นชินอัมพร พินะสาอดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ที่ได้รับการทาบทามให้มาเป็นรองหัวหน้าพรรคด้านการศึกษา เรียกว่าเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันกันเลยทีเดียว งานนี้เรียกเสียงฮือฮาตื่นเต้นให้กับคนการศึกษา มิใช่น้อย ไม่คิดว่า พรรคประชาธิปัตย์จะตาถึง เลือกดร.อัมพร พินะสามาเป็นกูรูด้านการศึกษาสมมงโดยแท้เพราะนอกจากจะมีความรู้ความสามารถรอบด้านการศึกษาแล้ว ยังเป็นที่รักและนับถือของผู้บริหาร ครูเล็ก ครูน้อย และเพื่อนฝูง ไปที่ไหนลูกน้องทั่วสารทิศคอยดูแล ถึงขนาดนี้แล้วพรรคประชาธิปัตย์คงได้เสียงจากครูจำนวนไม่น้อยแน่นอน*** คนก่อนหน้านี้ไม่เห็นถึงความสำคัญก็ไม่ต้องมาเสียดายกันตอนนี้แล้วนะฮ่าฮ่าฮ่า*** พูดถึงอดีตผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ก็ต้องขอแสดงความยินดี กับ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา อดีตเลขาธิการ กพฐ.คนล่าสุด เกษียณอายุราชการได้แค่ 21 วันสงสัยทำงานเข้าตารัฐบาลชุดนี้อนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี ถึงลงนามเห็นชอบเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติแต่งตั้งให้ไปทำงานในตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกัน  .ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยังบอกว่าจะให้เข้ามาช่วยงานการศึกษาตรงนี้ ก็น่าคิดไหน ก็จะเอามาช่วยงานการศึกษาแล้วทำไมไม่แต่งตั้งให้เป็น ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการไปเลย เพราะตำแหน่งนี้ยังว่างอยู่..(หยอก หยอก ก็แค่สงสัยเด้อ)หรือจะเก็บไว้ให้ใครรึเปล่าน้อฮิฮิ***ปรับโหมดมาที่การบริหารราชการในวังจันทร์เกษม ต้องยอมรับในความสามารถความเก่ง ความแม่น ความฉลาด ความมีจิตวิทยาสูง ของอาจารย์แหม่ม.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ใครได้ทำงานด้วยแล้วเป็นต้องตื่นตัวแถมมาด้วยความสนุก เพราะมีทั้งลูกล่อลูกชน ตอบคำถามได้ทุกคำถาม ไม่มีถอย ไม่มีหนีนักข่าว(แม้จะมีอยู่แค่คนเดียวก็ให้ข่าว)แบบนี้สิเขาถึงเรียกว่านักการเมืองมืออาชีพ ไม่เลือกที่รัก มักที่ชัง  ถ้าอยู่พัฒนาการศึกษาไปอีกซัก 2-4 ปี รับรองว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในกระทรวงศึกษาธิการอีกเยอะแต่น่าเสียดายที่การเมืองตอนนี้ อยู่ในยุค VUCA World ผันผวน ซับซ้อน ไม่มีอะไรแน่นอน ทำให้ทำอะไรไม่ได้เยอะ นโยบายก็จะไปได้แค่ครึ่งทางเอง ไม่สะเด็ดน้ำ*** ส่วนเรื่องนี้ยังเงียบอยู่เลยสำหรับการลงพื้นที่ไปสืบข้อเท็จจริงกรณีเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ดเขต1 ที่ยกเลิกประกาศย้ายครูเกือบทั้งบัญชีโดยอ้างว่าระบบTRSคลาดเคลื่อน แต่ที่แท้จริงเป็นเพราะเขตพื้นที่ป้อนข้อมูลผิด เอาอัตราว่างจากการเกษียณมาวิเคราะห์กันเองแล้วพิจารณาย้าย ซึ่งตามระเบียบกฎหมายต้องคืนอัตราไปให้ ...ก่อน อย่างไรก็ตาม ทราบมาว่าเรื่องนี้มีมูลเหตุหลายเรื่องต้องรอฟังจากคณะกรรมการที่ลงไปสืบข้อเท็จจริงก่อน ข่าวว่า มีการตั้งกรรมการลงไปสืบข้อเท็จจริงทั้งกรรมการส่วนกลางและนิติกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)แล้ว แต่ยังไม่สะเด็ดน้ำเหมือนกันรอกันไปก่อนนะใจเย็น สงสารแต่ครูที่ได้ย้าย บางคนเก็บข้าวของคืนบ้านพัก เลี้ยงส่ง และเข้ากลุ่มไลน์โรงเรียนใหม่แล้ว แบบนี้อยากเอาความรู้สึกไปใส่ใจคนทำจัง…***ยังไม่ลงตัวสำหรับการสรรหาผู้บริหารระดับต้นและผู้บริหารระดับสูง ข่าวว่า ศึกษาธิการภาค ระดับ10 มีรายชื่อสรรหาตั้งแต่สมัยพลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการไว้แล้ว จะมีบางรายชื่อสไสด์เข้าออก ส่วนบริหารต้นโดยเฉพาะตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ว่าง 2ตำแหน่ง แว่วว่าจะเป็นสุภาพสตรีทั้ง2 คน คนหนึ่งอยู่ใน สพฐ.อีกคนอยู่นอก สพฐ.แต่เป็นลูกหม้อเก่าว่าซั่นยังไงก็ต้องได้ลุ้นในยุคอาจารย์แหม่มเป็นเสมา1 ***ข่าว สพฐ.มีให้ถามอีกเยอะ แต่พอหอมปากหอมคอก่อน..ว่าแต่วันนี้จะส่งใครไปตอบคำถามของคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ....) สภาผู้แทนราษฎร ที่จะเชิญ กรมบัญชีกลาง มาสอบถามว่า การที่ สพฐ.ไม่ทวงถามหนี้ชำระค่าลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือต้นฉบับ สพฐ.จากองค์การค้าของ สกสค. รวมถึงการที่องค์การค้าของ สกสค.ค้างชำระค่าลิขสิทธิ์มาเป็นเวลาเกือบ 10 ปีเข้าข่ายมีความผิด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่อย่างไร..ก็ขอให้ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดีเลขาธิการ กพฐ.ส่งคนรู้เรื่องนี้อย่างดีไปชี้แจง..น้อ..จะได้ไม่เป็นข่าวใหญ่โตเหมือนครั้งที่แล้ว***ช่วงนี้ ตั้งแต่กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)ได้อธิบดีคนใหม่ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิชย์รู้สึก สกร.มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที มีข่าวงาน สกร.ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวไปที่ไหนโลกต้องรู้ แบบนี้สิถึงเรียกว่าสมมงกับตำแหน่งที่ต้องดูตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงตายทำดี งานมากกว่าอยู่ สพฐ.อีก แต่น่าจะอยู่ได้ปีเดียว เพราะปีหน้าจะขยับขึ้น ซี 11 แล้วคร่าฮิฮิฮิ***ตบท้ายด้วยกับการคืนตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาของมนัสฌาน์ ชูเชิดผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคนครปฐม (นักศึกษาน้อยกว่าที่เดิมหลายเท่า)ผู้บริหาร และครูคนอื่น ทยอยกลับเข้ามารับราชการ ที่ถูกคดี SP2 พ่นพิษกว่า 2 ปี ให้ออกจากราชการ ต่อสู้กับระบบสั่งการของผู้มีอำนาจจนพ้นผิด ได้กลับมาทำงาน สงสารแต่บางคนเป็นแพะรับบาปครอบครัวล่มสลาย ไม่เจอใคร ไม่รู้หรอก นักการเมืองลอยตัว คนติดคุกคือ ข้าราชการเอวัง*** วันนี้เล่าเยอะแล้ว พอแค่นี้ก่อนนะ..บาย

สพฐ.หาแนวทางตั้งงบฯให้เขตพื้นที่ฯบริหารจัดการเอง พร้อมเตรียมทำปฏิทินใช้งบฯปี 69 ย้ำเดินตามจุดเน้นและนโยบายเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหาร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ว่า  ที่ประชุมได้หารือถึงการตั้งงบประมาณสำหรับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) โดยมีแนวคิดให้มีการตั้งงบประมาณ สำหรับเขตพื้นที่ฯ เพื่อความสะดวกและคล่องตัวในการบริหารจัดการงบประมาณ ที่เหมาะสมตามบริบทของพื้นที่ โดยจะมีการเตรียมการพิจารณาแนวทาง และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความเห็นชอบจัดตั้งต่อไป  สำหรับการจัดทำงบประมาณและปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จะจัดทำและนำเสนอกระทรวงศึกษาธิการ วันที่ 15 ธันวาคม นี้ โดยอิงตามนโยบายและจุดเน้นฯ และนโยบายระยะเร่งด่วนของ สพฐ. ปี 2569 ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำ และเป็นไปตามแนวทางตามมติคณะรัฐมนตรี( ครม. )วันที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา ดังนี้

  1. มุ่งเน้นดำเนินการตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ
  2. จัดทํางบประมาณเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ
  3. พิจารณาลำดับความสำคัญตามความจำเป็นเร่งด่วนและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
  4. จัดทำแผนงาน/โครงการ โดยมีการกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด ผลลัพธ์ที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชน
  5. พิจารณาให้ครอบคลุมทุกแหล่งเงิน ทั้งเงินงบประมาณ และเงินนอกงบประมาณ
  6. ให้ความสําคัญกับการจัดทำงบประมาณในมิติพื้นที่ ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาพื้นที่
  7. ดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณฯ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมยังได้ย้ำถึงการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั่วประเทศ ครั้งที่ 2/2568 ระหว่างวันที่ 23 – 25 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรม เดอะ คาวาลิ คาซ่า รีสอร์ท จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเปิด และในวันที่ 26 ตุลาคม สพฐ.จะมีพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน สพฐ. ประจําปี 2568 ณ วัดวิเวกวายุพัด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่ง สพฐ.ได้เปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมอนุโมทนาทรัพย์ได้ที่ บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) เลขที่ 059 – 0 – 44473-5 ชื่อบัญชี กฐินพระราชทาน สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจําปีพุทธศักราช 2568  โดยยอดเงิน ณ วันที่ 21 ต.ค. 2568 รวม 4,527,762.14 บาท

ครม.เห็นชอบตั้ง”ธนุ วงษ์จินดา”ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้เสนอครม.พิจารณาผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยได้แต่งตั้ง ว่าที่ร้อยตรี ดร.ธนุ วงษ์จินดา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ไปทำงานในตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีบทบาทหน้าที่สนับสนุนการบริหารราชการของนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยจะครอบคลุมงานด้านการบริหารราชการทั่วไป การประสานงานกับส่วนราชการอื่น การกำกับดูแลงานนโยบาย และการอำนวยการและสนับสนุนการปฏิบัติงานให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจะรับผิดชอบงานที่เกี่ยวข้องกับการประชุมคณะรัฐมนตรี การเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา การจัดทำแผนงาน และการดูแลงานด้านบุคลากร พัสดุ การเงิน และงบประมาณ

 

 

 

 

สกร.เร่งอบรมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ปลูกฝังจิตสำนึกของพลเมืองให้มีคุณภาพในระบอบประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)กล่าวในการประชุมเชิงปฏิบัติการภายใต้โครงการ “ส่งเสริมหน้าที่พลเมืองที่ดีและประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเร่งด่วน (Quick Win) ที่กรมให้ความสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และปลูกฝังจิตสำนึกของพลเมืองที่มีคุณภาพในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมี นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานเปิดการประชุม ฯ นายวัชรินทร์ จำปี ที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิชาการ  นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด/กรุงเทพมหานคร และผู้บริหารหน่วยงานการศึกษาที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม ฯ ว่า ขอเน้นย้ำว่าการส่งเสริมความรู้ด้านประชาธิปไตยเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะการให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของประชาชนในสังคม เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และกระตุ้นให้ประชาชนทุกช่วงวัยมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างมีสติและจิตสำนึกของความเป็นพลเมือง การอบรมต้องไม่ใช่แค่การบรรยายความรู้ แต่ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนมุมมอง และสะท้อนประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง เพื่อให้การเรียนรู้เป็นวงจรต่อเนื่อง เกิดผลลัพธ์ที่นำไปสู่การพัฒนาเชิงพฤติกรรม

“ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สนับสนุนที่จะให้ประชาชนทุกกลุ่มได้เข้าถึงการเรียนรู้ด้านประชาธิปไตยอย่างทั่วถึง เพราะประชาธิปไตยจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อประชาชนรู้เท่าทันสิทธิและหน้าที่ของตน ซึ่งในระยะต่อไป สกร. จะขยายการดำเนินโครงการนี้ไปยังสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกพื้นที่ได้จัดอบรมประชาชนตามบริบทของแต่ละชุมชน โดยยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพื่อสร้างเครือข่ายพลเมือง รู้คิด  รู้สิทธิ รู้หน้าที่ และร่วมสร้างสังคมประชาธิปไตยที่มั่นคงอย่างยั่งยืน

“อดีตปลัด ศธ.”เตือน ปัญหา NEET คือระเบิดเวลาของประเทศ พบเด็กหลุดระบบกว่า 1 ล้านคน เป็นสัญญาณอันตรายของวิกฤตแรงงานรุ่นใหม่

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ดร.อรรถพล สังขวาสี อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงรายงานล่าสุดขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO, Global Employment Trends for Youth 2025) ว่า ปัจจุบันเยาวชนทั่วโลกกว่า 282 ล้านคน หรือคิดเป็น หนึ่งในแปดของเยาวชนทั้งหมด อยู่ในกลุ่ม NEET (Neither in Education, Employment or Training) คือ ไม่เรียน ไม่ทำงาน และไม่ฝึกอาชีพ ซึ่ง ILO เตือนว่าเป็นสัญญาณอันตรายของ “วิกฤตแรงงานรุ่นใหม่” ที่หลายประเทศต้องเร่งรับมือ ในส่วนของประเทศไทย มีรายงานของ ILO ระบุว่า สัดส่วนเยาวชนกลุ่ม NEET อยู่ที่ 13.2% ในปี 2022 หรือราว 1.2 ล้านคน แม้จะลดลงจาก 14.1% ในปี 2016 แต่ยังถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของหลายประเทศในเอเชียตะวันออกอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่มีเพียง 6–7% เท่านั้น

ดร.อรรถพล กล่าวต่อไปว่า เมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนี้ น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้นเมื่อประเทศไทยกำลังเข้าสู่ “สังคมสูงวัยสมบูรณ์” และจะกลายเป็น “สังคมสูงวัยสุดยอด” ในไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อแรงงานวัยทำงานลดลงอย่างต่อเนื่อง กลุ่มเยาวชน NEET ที่หลุดจากระบบจึงยิ่งกลายเป็น “แรงงานที่สูญเปล่า” ซึ่งถ้าไม่เร่งแก้ไขจะซ้ำเติมวิกฤตแรงงานในอนาคตอย่างรุนแรง แต่หากประเทศไทยสามารถดึงเยาวชนกลุ่มนี้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือฝึกอาชีพได้เพียง 30% ก็จะช่วยเพิ่มกำลังแรงงานได้กว่า 4 แสนคน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ราว 1–2% ของ GDP ต่อปี ซึ่งเทียบได้กับมูลค่าทางเศรษฐกิจหลายแสนล้านบาท “นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเราไม่ต้องสร้างแรงงานใหม่ เพียงแต่คืนโอกาสให้คนที่เคยหลุดไปจากระบบได้กลับมาอีกครั้ง” ดร.อรรถพล กล่าว

“ผมขอเสนอแนวทางเร่งด่วน 3 ประการ คือ 1. ค้นหาเชิงรุก (Active Outreach) โดยสร้างฐานข้อมูลระดับพื้นที่เพื่อติดตามเยาวชนที่หลุดออกจากระบบ 2. เชื่อมเส้นทางการเรียนรู้ (Flexible Pathways) เปิดโอกาสให้เรียนรู้ผ่านระบบการศึกษาทางเลือกและการฝึกอาชีพที่ยืดหยุ่น และ 3. สร้างแรงจูงใจและพี่เลี้ยง (Empower & Mentor) ให้แรงสนับสนุนทางรายได้และกำลังใจ เพื่อให้เยาวชนเห็นคุณค่าในตัวเองและกลับมาสู่ระบบอีกครั้ง”ดร.อรรถพลกล่าวและว่า อย่ามอง NEET เป็นตัวเลขในรายงาน แต่ควรมองว่ากลุ่มนี้คือคนหนุ่มสาวที่หลุดหายจากโอกาสและทุกคนในสังคมมีส่วนในการพาเขากลับมาได้เด็กที่อยู่นอกระบบไม่ใช่ภาระของประเทศ แต่คือศักยภาพที่ยังไม่ถูกจุดประกายถ้าเราพาเขากลับมาได้ ประเทศไทยจะมีกำลังคนเพิ่มขึ้นทันที โดยไม่ต้องรอให้คนรุ่นใหม่เกิด

สอศ.ต้องปรับการเรียนรู้ตามยุคการผันผวน ซับซ้อนและคลุมเครือ ที่เรียกว่า “ VUCA World”

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยถึงการจัดการเรียนการสอน ในโลกปัจจุบันที่เกิดการผันผวนมากมายไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 2019 ดิจิทัล ดิสรัปชั่น และการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า VUCA World คือ ผันผวนไม่แน่นอน ซับซ้อนและคลุมเครือ ซึ่ง ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ฝากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)นำเรื่องของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) Anywhere Anytime(เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา)ซึ่งเป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผ่านการจัดหาระบบและแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ รวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ มาช่วยทำงานที่ต้องใช้สติปัญญาของมนุษย์ เช่น การเรียนรู้ การให้เหตุผล และการแก้ปัญหา เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความผิดพลาด ขณะเดียวกัน สอศ.ก็จะจัดการศึกษาระบบทวิภาคีแบบเข้มข้นมากขึ้น โดยจะให้เด็กเข้าไปเรียนรู้กับผู้ประกอบการ ภาคีเครือข่ายโดยตรง เพื่อให้เขามีสมรรถนะและตอบโจทย์รองรับความต้องการของตลาดแรงงานได้

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้สอศ.ยังได้ร่วมมือกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (กรอ.อศ.) 33 กลุ่มอาชีพที่เกิดขึ้นขณะนี้ รวมสำรวจความต้องการของตลาดแต่ละวิชาชีพที่สังคมต้องการ ซึ่งตอนนี้พบว่า กรมที่ดินยังขาดวิศวกรรมสำรวจ ที่เป็นนายช่างรังวัด และนายช่างสำรวจ โดยขณะนี้สอศ.ได้อนุมัติหลักสูตรนี้แล้วตั้งแต่ปี2567 ซึ่งเด็กที่จบประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.)สามารถเรียนต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.)สาขาวิชาเทคนิควิศวกรรมสำรวจได้ รวมถึงหลักสูตรระยะสั้นที่มีวิชาชีพใหม่ ๆ ครูก็ต้องไปพัฒนาตัวเองเพิ่มขึ้นด้วย เพราะตอนนี้ประชาชนมีการซื้อขายทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ครูและนักศึกษาก็ต้องพัฒนาควบคู่กันไป ซึ่งจากการลงพื้นที่พบว่านักศึกษาจำนวนมากก็หันมาทำออนไลน์ เรียนไปด้วย มีรายได้ไปด้วย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงในยุคที่เกิดการผันผวน

บอร์ด.องค์การค้าสกสค.อนุมัติวงเงิน1,010ล.ให้พิมพ์แบบเรียนฯปี2569 ดึง ป.ป.ช.-สตง.สังเกตการณ์

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศึกษาธิการ)เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(บอร์ด.องค์การค้าสกสค.) ว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติกรอบวงเงินเบิกจ่ายงบประมาณ จำนวน 1,010 ล้านบาท ตามคำขอขององค์การค้าสกสค.เพื่อไปดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้าสกสค.ปีการศึกษา 2569 โดยที่ประชุมมีมติให้การดำเนินการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้าฯทุกขั้นตอนให้องค์การค้าฯเชิญสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.)สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)เข้ามาสังเกตการณ์ด้วย เพื่อความโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอนในสมัยนี้ ส่วนแผนการชำระหนี้สินขององค์การค้าฯนั้น วันนี้ยังทำแผนไม่ทันคงต้องรอให้ได้ ผอ.องค์การค้าฯก่อน

ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(บอร์ด สกสค.)ได้อนุมัติแผนจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้าสกสค.ปีการศึกษา 2569  เรียบร้อยแล้ว ซึ่งต่อไปก็จะเป็นกระบวนการประกาศจัดซื้อจัดจ้างฯซึ่งเป็นอำนาจขององค์การค้าสกสค.อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินการเกิดความโปร่งใสที่ประชุมจึงมีมติให้องค์การค้าฯเชิญหน่วยงานตรวจสอบเข้ามาสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน

ด้านนายภกร รงค์นพรัตน์ รองผู้อำนวยการองค์การค้าสกสค.กล่าวว่า องค์การค้าสกสค.จะทำหนังสือไปยัง ป.ป.ช.และ สตง.เพื่อขอให้เข้ามาร่วมสังเกตการณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างพิมพ์หนังสือขององค์การค้าสกสค.ทุกขั้นตอนเพื่อความโปร่งใสจะได้ไม่ถูกฟ้องร้อง แม้ว่าที่ผ่านมาจะถูกฟ้องร้องและศาลยกฟ้องให้ดำเนินการต่อ แต่ก็ทำให้เราเสียเวลา ดังนั้นรอบนี้เมื่อมีหน่วยงานตรวจสอบมาสังเกตการณ์ก็น่าจะจบครั้งเดียว ส่วนจะประกาศจัดซื้อจัดจ้างเมื่อไรนั้นต้องรอ ผอ.องค์การค้าสกสค.มาก่อน ซึ่งคาดว่าเดือนกุมภาพันธ์2569 น่าจะได้เซ็นสัญญากับสำนักพิมพ์ที่ชนะการประกวดราคามาจ้างพิมพ์หนังสือฯ

สอศ.เดินหน้าส่งเสริมให้คนอาชีวะมีวิทยฐานะสูงขึ้นจากอำนวยการต้นเป็นอำนวยการสูงเทียบเท่าศธจ.ผอ.เขตพื้นที่ฯ

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม ผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา ประจำปี2569 เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ย้ำในเรื่องการมุ่งมั่นพัฒนาขวัญกำลังใจข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมให้ครูอาชีวะ มีวิทยฐานะสูงขึ้น แต่การมีและเลื่อนวิทยฐานะสูงขึ้น ก็ไม่ใช่ว่าได้มาง่ายๆ แต่ต้องมีการทำงานที่มีศักยภาพสูง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ โดยต้องไป มุ่งมั่นในการจัดการเรียนการสอนให้เกิด คุณภาพแก่ผู้เรียน มีผลงานทางวิชาการในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรม สื่อการเรียนการสอน และการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ

เลขาธิการกอศ.กล่าวต่อไปว่า สอศ.มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนส่งเสริม ในเรื่องการจัดทำผลงานทางวิชาการเพราะหากกลุ่มครู ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ มีผลงานทางวิชาการ ที่มีศักยภาพจำนวนมาก หมายถึง การเรียนการสอนอาชีวศึกษามีการพัฒนาขึ้นซึ่งจะตอบโจทย์ ให้ครูและบุคลากรอาชีวศึกษา มีความก้าวหน้าในวิชาชีพมีรายได้เพิ่มขึ้นสามารถนำไปใช้แก้ไขปัญหาหนี้สิน ไปในตัวด้วย ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่ง พร้อมกันนี้ สอศ.ได้จัดทำหลักเกณฑ์ ความก้าวหน้าของบุคลากรในกลุ่ม บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา38 ค(2) ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในสถาบันการอาชีวศึกษาที่สอนในระดับปริญญาตรี  ซึ่งสอศ. ได้เสนอให้ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) พิจารณา จำนวน 2 หลักเกณฑ์ คือ การขยับจากชำนาญการพิเศษขึ้นเป็นเชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นในเรื่องของวิชาการ ส่วนอีกเกณฑ์จะตอบโจทย์อาชีวศึกษาโดยตรง คือ ผู้อำนวยการสำนักที่อยู่ในสถาบันการอาชีวศึกษา ซึ่งตอนนี้เป็น อำนวยการระดับต้น ก็ขอเกณฑ์ที่จะกำหนดให้เป็นอำนวยการระดับสูง เทียบเท่าศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) หรือ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)

“ในที่ประชุมคณะกรรมการก.ค.ศ.ครั้งล่าสุด ได้เห็นชอบทั้ง 2 หลักเกณฑ์ตามที่สอศ.เสนอ ทั้งหมดนี้เป็นความก้าวหน้าของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสอศ. ที่จะเกิดขึ้นในภาคราชการ ทั้งนี้การได้โอกาสความก้าวหน้านี้ จะต้องมีปริมาณงานที่มีคุณภาพ ซึ่งต้องปรับให้เป็นไปตาม เกณฑ์ที่ก.ค.ศ.กำหนด ทั้งเรื่องค่าตอบแทน และการทำงานอื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อไป ขณะเดียวกันก็คงต้องมาดูโครงสร้างของสถาบันการอาชีวศึกษา เพราะยังมีความกระจัดกระจาย ซึ่งคงต้องมาพูดคุย กับนายกสภาสถาบันฯและผู้บริหารสถาบันฯเพื่อวางแผนการดำเนินงาน ว่าจะทำอย่างไร ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง เพื่อเป็นความก้าวหน้าของบุคลากร“นายยศพล กล่าว

“อ.แหม่ม”ยอมรับองค์การค้าฯหนี้สินมาก หนี้สะสม เร่งหาผู้เชี่ยวชาญมาบริหาร

จากกรณี คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน ได้มีวาระพิจารณาตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้า ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (องค์การค้าของ สกสค.) ในประเด็นองค์การค้าของ สกสค.ค้างชำระค่าลิขสิทธิ์ต้นฉบับกระทรวงศึกษาธิการ รายวิชาภาษาไทย และกลุ่มสาระอื่น ๆ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( สพฐ.)เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ โดย ผู้แทนจาก สพฐ. ได้ชี้แจงว่า การเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ต้นฉบับของสพฐ.เป็นการดำเนินการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์สื่อการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.2552 โดยกำหนดให้ สพฐ.นำส่งต้นฉบับพร้อมลิขสิทธิ์ให้กับหน่วยงานที่ดำเนินการผลิตหนังสือแบบเรียน โดยในส่วนขององค์การค้าของ สกสค. ได้รับลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือแบบเรียนของ สพฐ.ทุกปีการศึกษา ซึ่งต้องชำระค่าลิขสิทธิ์หนังสือแบบเรียนแยกตามระดับชั้น ในอัตราร้อยละ 3,5,10 และ15 แต่ยอมรับว่า ปัจจุบัน องค์การค้าของ สกสค. ได้ค้างชำระค่าลิขสิทธิ์ สพฐ.อยู่กว่า 200 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดค้างชำระสะสมมาตั้งแต่ปี 2559 นั้น

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ศ.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตนได้รับทราบจาก ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ว่า เรื่องนี้น่าจะเป็นความเข้าใจผิด เนื่องจากแต่เดิมที่ไม่มีการทวงหนี้เพราะเห็นว่าองค์การค้าฯ ขาดทุนทุกปี และเพิ่งได้มามีกำไรก็ตอนที่ได้ ลิขสิทธิ์ พิมพ์หนังสือ ของ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)เมื่อปีการศึกษา2564ทำให้มีรายได้ขึ้นมาบ้าง สพฐ.จึงได้เริ่มทวงหนี้อย่างจริงจัง ที่ผ่านมาไม่ใช่ไม่ทวง แต่น่าจะไม่รู้ว่าจะทวงอย่างไรเพราะเห็นว่าองค์การค้าขาดทุนอยู่

ส่วนตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การค้าฯที่ยังว่างอยู่ก็ได้มีการหารือกับคณะกรรมการองค์การค้าฯแล้วว่าถ้ายังไม่มีผู้บริหารตัวจริงก็จะทำให้การขับเคลื่อนเป็นไปด้วยความยากลำบาก ซึ่งจะมีการหารือกันอีกครั้งว่าจะใช้วิธีการใดจึงจะเหมาะสม แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะให้ใครเข้ามารักษาการต่อจากนายพัฒนะพัฒนทวีดล อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ที่รักษาการผอ. องค์การค้าฯที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่ก็อยากหาคนที่จะมาเป็นตัวจริงเพื่อจะได้มาช่วยกันแก้ปัญหาซึ่งรวมถึงปัญหาหนี้สะสมขององค์การค้าด้วย

“ ในการประชุมคณะกรรมการองค์การค้าฯได้มีการหารือเรื่องนี้กันยาวว่าจะทำอย่างไรที่จะให้มีแผนปรับโครงสร้างหนี้ขององค์การค้าฯมิฉะนั้นดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ องค์การค้าก็ต้องมาทยอยใช้หนี้ ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก”รมว.ศึกษาธิการกล่าว