
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมีนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น นายยศพล เวณุโกเศศเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) พร้อมด้วยรองเลขาธิการ กอศ. ได้แก่ นายวิทวัต ปัญจมะวัต นายสง่า แต่เชื้อสาย นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ ตลอดจนคณะที่ปรึกษา ผู้บริหาร สอศ.จากส่วนกลาง และผู้บริหารสถาบันอาชีวศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษารัฐและเอกชนจากทั่วประเทศ เข้าร่วมกว่า 1,000 คน
ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ย้ำมาตลอด ว่าอยากให้ช่วยยกระดับอาชีวศึกษา ให้ผู้ปกครองและนักเรียนได้เห็นว่าอาชีวะสามารถเป็นทางเลือก ในการเข้าศึกษาต่อ ไม่อยากให้เด็กเน้นเข้าเรียนเฉพาะสายสามัญ เพื่อที่จะเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้น ในส่วนของศธ. เองก็มีนโยบายที่จะผลักดันเรื่องดังกล่าว ทั้งการประชาสัมพันธ์หรือจัดโครงการเพื่อจูงใจให้เด็กเข้ามาเรียนอาชีวศึกษามากขึ้น ขณะเดียวกัน ตนยังได้ฝากเลขาธิการกอศ. และผู้บริหารทุกคน ให้เข้าไปมีส่วนในการแก้ปัญหาเด็กนอกระบบ โดยจากนี้ต้องไปดูว่า จะทำอย่างไร ที่จะดึงเด็กนอกระบบ กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา แต่ที่ผ่านมาอาจจะไปฝากไว้กับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เป็นหลัก แต่จากนี้สอศ. และกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) จะเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว เพราะ การเรียนอาชีวะ ช่วยให้เด็กมีงานทำ ไม่ใช่มาเรียนแต่ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ขอแค่ได้วุฒิการศึกษาเท่านั้น
“ที่ผ่านมามีหลายเรื่องที่ได้หารือกับนายยศพล และอยากเข้าไปช่วยดูแลพวกเราชาวอาชีวะให้ได้รับการสนับสนุนในเรื่องต่างๆ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตรากำลังที่ยังขาดแคลน ทรัพยากรในการจัดการเรียนการสอนที่ยังไม่เพียงพอ ดิฉันก็ขอรับปากว่าจะช่วยผลักดัน เพื่อนำไปใช้พัฒนาการเรียนการสอนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนเรื่องการประเมินวิทยฐานะสิ้นเดือนตุลาคมนี้น่าจะได้เห็นหลักเกณฑ์ใหม่ที่เป็นรูปธรรม โดยจากนี้ผู้ประเมินจะต้องมาจากอาชีวะ รวมถึงจะเพิ่มช่องทางการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะให้สามารถดำเนินการได้เร็วขึ้น และจากนี้หลักเกณฑ์ต่างๆต้องมาจากทางอาชีวะ โดยมีเป้าหมาย ให้ครูอาชีวะทุกคนมีความก้าวหน้าในวิชาชีพ มีรายได้เพิ่ม ถือเป็นความภาคภูมิใจในการทำงาน สามารถนำไปใช้ในการแก้ปัญหาหนี้สินได้ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา”รมว.ศึกษาธิการกล่าว
ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อไปว่า ส่วนเรื่องความทุกข์ของคนเป็นหนี้ส่วนหนึ่งก็คือ การต้องจ่ายดอกเบี้ยให้สหกรณ์ออมทรัพย์ในอัตราที่ค่อนข้างสูงซึ่งสวนทางกับเป้าหมายในการจัดตั้งสหกรณ์ ที่ต้องการนำดอกเบี้ยไปช่วยเหลือสมาชิก แต่กลับกลายเป็นหวังเงินปันผล ทำให้ระบบสหกรณ์มีความบิดเบี้ยว ทั้งที่ไม่มีความเสี่ยงหนี้สูญ เพราะสหกรณ์จะตัดเงินเดือนครู เพื่อชำระหนี้ก่อนเป็นอันดับแรก ดังนั้นจึงไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องเก็บดอกเบี้ยสูง บางแห่งสูงถึง 7% จึงมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้ข้อสรุปว่าจะมีการจัดตั้งสหกรณ์กลาง ของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) โดยมีวงเงินกว่า 1 แสนล้าน จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และเตรียมเสนอ คณะรัฐมนตรี( ครม.) ของบเพื่อชดเชยอัตราดอกเบี้ย เพื่อจูงใจให้ครูที่อยู่ในสหกรณ์จังหวัดต่างๆโอนหนี้มาอยู่สหกรณ์กลางฯ โดยปีแรก ดอกเบี้ย 0% ปีที่สอง 1% ปีที่สาม 3% ไปจนถึงปีที่5 ไปจบที่ไม่เกิน 4% หากมีการแก้ปัญหาในส่วนนี้แน่นอนว่าจะทำให้เกิดแรงกระเพื่อม สหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆต้องลดดอกเบี้ยลง เพื่อรักษาสมาชิก ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดความเป็นธรรมกับครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งตนจบการเงินมาและเห็นชัดเจนว่าดอกเบี้ยสูงขนาดนี้ไม่มีความเป็นธรรมและสวนทางกับรายได้ โดยครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงครูอาชีวะ เปรียบเหมือนพ่อแม่คนที่สองของเด็กหากพ่อแม่ยังไม่สามารถดูแลตัวเองได้อย่างมีความสุข มีความกังวลเรื่องภาระหนี้สิน แล้วจะเอากำลังใจที่ไหนไปดูแลเด็ก
รมว.ศึกษาธิการกล่าวด้วยว่า อีกเรื่องที่อยากฝากไว้ คือ การผลักดันร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…. ซึ่งตนได้ลงนามเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)แล้วตั้งแต่รัฐบาล น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่มีการเปลี่ยนรัฐบาลจึงต้องทำการยืนยันร่างเดิมเข้าไปอีกครั้ง คาดว่าจะได้รับการบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมสภาฯสมัยนี้ ซึ่งเชื่อว่าเมื่อไปถึงสภาฯทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านยินดีที่จะให้การสนับสนุน โดยขณะนี้ มีร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่เตรียมเสนอให้สภาฯ พิจารณาทั้งหมด 8 ฉบับ รวมถึงฉบับของ ศธ. ด้วย ซึ่งพ.ร.บ.การศึกษาฯจะช่วยปลดล็อคพันธนาการต่างๆ รวมถึงอาชีวศึกษาด้วย ที่จะส่งเสริมให้สามารถเติบโตก้าวหน้าในสายอาชีพได้อย่างสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น
“ร.อ.ธรรมนัส ในฐานะรองนายกฯ ที่กำกับดูแลศธ. จะพูดกับอาจารย์เสมอว่า อาชีวะมีความสำคัญ ดังนั้นต้องทำให้ อาชีวะเป็นพระเอกให้ได้อย่าไปเน้นการศึกษาขั้นพื้นฐานมากเกินไป อาจารย์ต้องให้ความสำคัญกับการอาชีวะให้มาก ซึ่งอาจารย์ก็เห็นด้วย เพราะการให้เด็กเลือกเรียนสายอาชีพ และสายสามัญควรต้องมีความเท่าเทียม ไม่ควรจะกำหนดว่าสายสามัญดีกว่า และอยากให้ช่วยกันเปลี่ยนค่านิยมผู้ปกครองที่อยากให้เด็กเข้าแต่มหาวิทยาลัย ด้วยการโชว์ผลงาน และศักยภาพ ของเด็กอาชีวะ ว่าสามารถทำประโยชน์ได้มากกว่า เพื่อชักจูงเด็กให้มาอยู่กับอาชีวะเพิ่มขึ้น อาจจะเริ่มจากเด็กที่หลุดจากระบบ หรือเด็กที่กำลังจะเลือกไปทางไหนก็ได้ ว่าเรียนจบ ปวช. ปวส.แล้วสามารถทำงานได้ทันทีซึ่งในต่างประเทศก็ส่งเสริมให้เด็กเรียนสายอาชีพ และวิทยาลัยเทคนิควิทยาลัยเทคโนโลยีดังกว่ามหาวิทยาลัย ซึ่งก็หวังว่าถ้าเราร่วมกันผลักดันจริงจังประเทศไทยจะเกิดค่านิยมนั้นเช่นกัน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว
ในงานมีการจัดนิทรรศการการจัดการเรียนการสอน โดยวิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาช่างอากาศยานหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนเทียบเท่าสากล
วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น นำเสนอความก้าวหน้าในการจัดการเรียนการสอนสาขาแฟชั่นและสิ่งทอ รวมถึงสาขาMice และEvent โดยมุ่งพัฒนาทักษะเชิงสร้างสรรค์ควบคู่กับความเป็นมืออาชีพในอุตสาหกรรม
วิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่ นำเสนอการจัดการเรียนการสอนสาขาระบบราง เน้นการพัฒนาทักษะด้านเทคนิคและความปลอดภัย เพื่อรองรับความต้องการบุคลากรในอุตสาหกรรมระบบรางที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
และวิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น นำเสนอการจัดการเรียนการสอนในสาขาช่างสำรวจ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ครอบคลุมการสำรวจด้านโยธาภายใต้ความร่วมมือกับ สปก. กรมที่ดิน และกรมธนารักษ์


เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับคณะผู้แทนสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีผู้แทนสำนักบริหารการอาชีวศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เข้าร่วม ณ ห้องประชุมวชิราวุธ กระทรวงศึกษาธิการ
นายปรีติ เจริญศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร(สส.)พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะ กมธ.ป.ป.ช. คนที่ 5 ได้สอบถามถึงหลักการในการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์กับหน่วยงานต่างๆ ที่นำไปผลิตหนังสือแบบเรียน และขอข้อมูลในส่วนค่าลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือแบบเรียนที่องค์การค้าของ สกสค.ค้างชำระอยู่ ซึ่งผู้แทนจาก สพฐ. ได้ชี้แจงว่า การเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ต้นฉบับของสพฐ.เป็นการดำเนินการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์สื่อการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.2552 โดยกำหนดให้ สพฐ.นำส่งต้นฉบับพร้อมลิขสิทธิ์ให้กับหน่วยงานที่ดำเนินการผลิตหนังสือแบบเรียน โดยในส่วนขององค์การค้าของ สกสค. ได้รับลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือแบบเรียนของ สพฐ.ทุกปีการศึกษา ซึ่งต้องชำระค่าลิขสิทธิ์หนังสือแบบเรียนแยกตามระดับชั้น ในอัตราร้อยละ 3,5,10 และ15 ทั้งนี้ยอมรับว่า ปัจจุบัน องค์การค้าของ สกสค. ได้ค้างชำระค่าลิขสิทธิ์ สพฐ.อยู่กว่า 200 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดค้างชำระสะสมมาตั้งแต่ปี 2559
ทั้งนี้ในที่ประชุม กมธ.ป.ป.ช. ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ องค์การค้าของ สกสค.ไม่ชำระค่าลิขสิทธิ์ให้แก่ สพฐ.ตามระเบียบฯนั้นถือว่าไม่เป็นธรรมกับผู้ว่าจ้างรายอื่น ๆ ทั้งรัฐและเอกชนที่พิมพ์หนังสือและจำหน่ายหนังสือแบบเรียนเล่มที่ซ้ำกับองค์การค้าของ สกสค. แต่ชำระค่าลิขสิทธิ์ให้กับ สพฐ.ตามกำหนดทุกปี เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงส่งผลให้องค์การค้าของ สกสค.มีต้นทุนการผลิตหนังสือแบบเรียนที่ต่ำกว่า กมธ.ป.ป.ช.จึงเสนอให้เชิญ กรมบัญชีกลาง มาสอบถามว่า การที่ สพฐ.ไม่ทวงถามค่าลิขสิทธิ์จาก องค์การค้าของ สกสค. รวมถึงการที่องค์การค้าของ สกสค.ค้างชำระค่าลิขสิทธิ์มาเป็นเวลาเกือบ 10 ปีเข้าข่ายมีความผิด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ อย่างไร รวมถึงอาจเข้าข่ายมีพฤติกรรมทุจริตด้วย
เมื่อเวลา 9.00 น.วันที่ 16 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการมอบรางวัลให้แก่ครูเครือข่ายมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี (ครูไทย) รุ่นที่ 6 ปี 2568 (Princess Maha Chhakri Award Ceremony) ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม 2 เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี จัดโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและครูที่ได้รับรางวัล ประกอบด้วย รางวัลคุณากร รางวัลครูยิ่งคุณ และรางวัลครูขวัญศิษย์ รวมกว่า 200 คน เข้าร่วม
ศ.ดร.นฤมล กล่าวแสดงความยินดีและชื่นชมครูทุกคนที่มาร่วมรับรางวัลด้วยความภาคภูมิใจในครั้งนี้ ว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการศึกษา เปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี เด็กและเยาวชนของเราไม่ได้เรียนรู้กับครูเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่ออยากรู้อะไร ก็มักจะไปถามจาก AI ทั้ง Google, Chat GPT จนบางครั้งอาจถูกมองว่า อาชีพครูเป็นอีกอาชีพที่ถูก Distruption แต่การที่ครูกว่า 200 คน ได้รับรางวัลในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า ความเป็นครูไม่ได้ทำเพียงการสอนวิชาการในสาขาต่าง ๆ เท่านั้น แต่ครูยังมีบทบาทสำคัญในการบ่มเพาะ ขัดเกลาจิตใจของเด็ก และที่สำคัญที่สุดคือ ครูเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตของเด็ก ๆ ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดาร ซึ่ง AI คงทำไม่ได้ ถ้าไม่มีครูเป็นผู้ชี้แนะ

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ประจำปี 2568 ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี โดยเป็นการประชุมในรูปแบบผสมผสานทางออนไลน์โดยเชื่อมสัญญาณกับสถานทูตไทยใน 13 ประเทศ ผู้เข้าร่วมพิธีทางออนไลน์ ประกอบด้วย เอกอัครราชทูตไทยประจำ 13 ประเทศ ผู้แทนจากกระทรวงศึกษาธิการ และแขกผู้มีเกียรติซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูตไทยในแต่ละประเทศ สำหรับผู้เข้าร่วมพิธีพระราชทานรางวัล ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศในฐานะประธานคณะกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัด คณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครูไทยที่ได้รับรางวัลครูยิ่งคุณและครูขวัญศิษย์ และนักการศึกษา
ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ในโลกยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ครูที่ดีต้องไม่เพียงแต่เป็นผู้นำทางและเป็นที่ปรึกษาเท่านั้น แต่ยังต้องเป็นโค้ชและนักนวัตกร ผู้ที่กล้าที่จะจิตนาการการเรียนรู้ใหม่ ผู้ที่เชื่อมโยงบทเรียนในห้องเรียนกับประสบการณ์จริง และผู้ปลูกฝังคุณธรรม ความยืดหยุ่น และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กระทรวงศึกษาธิการมีความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างศักยภาพผ่านการพัฒนาวิชาชีพอย่างครอบคลุม เพื่อให้ครูสามารถตอบสนองความต้องการของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งรวมถึงการขยายโอกาส การฝึกอบรม การบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การนำ AI มาใช้ และการส่งเสริมการสอนที่เป็นนวัตกรรม รวมถึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการลดภาระงานของครู เพื่อให้ครูสามารถอุทิศเวลาให้กับการสอนและการดูแลนักเรียนมากขึ้น พร้อมกับพัฒนาสวัสดิการและระบบสนับสนุนครู เพื่อสร้างหลักประกันว่า ทุกคนจะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ครอบคลุม เท่าเทียม และทั่วถึง
ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เป็นรางวัลเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติครูผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตศิษย์และช่วยเหลือเด็กขาดโอกาส ในประเทศอาเซียน ติมอร์-เลสเต บังกลาเทศ ภูฏาน และมองโกเลีย รวม 14 ประเทศ ประเทศละ 1 รางวัล โดยจัดมอบรางวัลในทุก 2 ปี และเพื่อถวายเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เจ้าฟ้านักการศึกษา รางวัลประกอบด้วย เหรียญรางวัล ประกาศนียบัตร โล่ เข็มเชิดชูเกียรติทองคำ และเงินรางวัล รางวัลละ 10,000 เหรียญสหรัฐ โดยความร่วมมือของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ จาก 14 ประเทศ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ส่วนเรื่องการบริหารงานบุคคลไม่ว่าจะเรื่องการโยกย้ายบรรจุแต่งตั้ง ที่มีข่าวตลอดว่าจะต้องเสียเงินเสียทองก็ได้กำชับอีกครั้งหนึ่งว่าอย่าให้เกิดขึ้นอีก เพราะว่านโยบายของรมว.ศึกษาธิการ ได้กำชับไว้ว่าถ้าพบว่ามีการเสียเงินเสียทองในการโยกย้าย จะต้องดำเนินการให้เด็ดขาด รวมถึงการมีจำนวนนักเรียนเพิ่มผิดปกติในบางพื้นที่ด้วย ทั้งนี้เรื่องการเตรียมอบรมผู้บริหารก่อนบรรจุแต่งตั้งก็ให้เร่งดำเนินการให้เรียบร้อย
นอกจากนี้ เลขาธิการ กพฐ.ยังชื่นชมนักเรียนที่เข้าไปร่วมแข่งขันวิทย์-คณิต ระหว่างวันที่ 5-9 ตุลาคม ที่ผ่านมา ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีนักเรียนได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้รับรางวัล 25 คน โดยมีนักเรียนในสังกัด สพฐ.11 คน การศึกษาเอกชน 11 คน อุดมศึกษา 3 คน และรางวัลประเภททีม 1 รางวัล ซึ่งถือว่านักเรียนเหล่านี้ เป็นผลผลิตของประเทศ ที่ครูอาจารย์ ช่วยกันพัฒนาจนสามารถเข้าไปแข่งขันกับนานาประเทศได้ โดยตนจะนำนักเรียนเข้าเยี่ยมคารวะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจะได้เห็นว่ามีกลุ่มเด็กเก่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศในโอกาสต่อไป

เมื่อเวลา 7.09 น.วันที่ 13 ตุลาคม 2568 ที่กระทรวงศึกษาธิการ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “วันนวมินทรมหาราช” โดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี มี นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการการเมือง ผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมพิธีในเพื่อเป็นการถวายความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
ศ.ดร.นฤมล ได้จุดเครื่องทองน้อยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จากนั้น นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ ศธ. ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ฯ และทำบุญตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 89 รูป ตามลำดับ
จากนั้น ศ.ดร.นฤมล และนายองอาจ เดินทางไปยังอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต กรุงเทพฯ เพื่อร่วมคณะ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ในพิธีวางพวงมาลาเนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568

