“ธรรมนัส”ย้ำ อ.แหม่ม ปั้นอาชีวะเป็นพระเอกสร้างกำลังคนของชาติ พร้อมเปลี่ยนค่านิยมผู้ปกครองส่งลูกเรียนสายอาชีพแทนมุ่งเข้ามหาวิทยาลัย

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่โรงแรมโฆษะ .ขอนแก่น .ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมีนายชรินทร์  ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น นายยศพล เวณุโกเศศเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) พร้อมด้วยรองเลขาธิการ กอศ. ได้แก่ นายวิทวัต ปัญจมะวัต  นายสง่า แต่เชื้อสาย  นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ ตลอดจนคณะที่ปรึกษา ผู้บริหาร สอศ.จากส่วนกลาง และผู้บริหารสถาบันอาชีวศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษารัฐและเอกชนจากทั่วประเทศ เข้าร่วมกว่า 1,000 คน

.ดร.นฤมล กล่าวว่า ..ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ย้ำมาตลอด ว่าอยากให้ช่วยยกระดับอาชีวศึกษา ให้ผู้ปกครองและนักเรียนได้เห็นว่าอาชีวะสามารถเป็นทางเลือก ในการเข้าศึกษาต่อ ไม่อยากให้เด็กเน้นเข้าเรียนเฉพาะสายสามัญ เพื่อที่จะเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้น ในส่วนของศธ. เองก็มีนโยบายที่จะผลักดันเรื่องดังกล่าว ทั้งการประชาสัมพันธ์หรือจัดโครงการเพื่อจูงใจให้เด็กเข้ามาเรียนอาชีวศึกษามากขึ้น ขณะเดียวกัน ตนยังได้ฝากเลขาธิการกอศ. และผู้บริหารทุกคน ให้เข้าไปมีส่วนในการแก้ปัญหาเด็กนอกระบบ โดยจากนี้ต้องไปดูว่า จะทำอย่างไร ที่จะดึงเด็กนอกระบบ กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา แต่ที่ผ่านมาอาจจะไปฝากไว้กับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เป็นหลัก แต่จากนี้สอศ. และกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) จะเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว เพราะ การเรียนอาชีวะ ช่วยให้เด็กมีงานทำ  ไม่ใช่มาเรียนแต่ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ขอแค่ได้วุฒิการศึกษาเท่านั้น

ที่ผ่านมามีหลายเรื่องที่ได้หารือกับนายยศพล และอยากเข้าไปช่วยดูแลพวกเราชาวอาชีวะให้ได้รับการสนับสนุนในเรื่องต่างๆ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตรากำลังที่ยังขาดแคลน ทรัพยากรในการจัดการเรียนการสอนที่ยังไม่เพียงพอ ดิฉันก็ขอรับปากว่าจะช่วยผลักดัน เพื่อนำไปใช้พัฒนาการเรียนการสอนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

 ส่วนเรื่องการประเมินวิทยฐานะสิ้นเดือนตุลาคมนี้น่าจะได้เห็นหลักเกณฑ์ใหม่ที่เป็นรูปธรรม โดยจากนี้ผู้ประเมินจะต้องมาจากอาชีวะ รวมถึงจะเพิ่มช่องทางการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะให้สามารถดำเนินการได้เร็วขึ้น และจากนี้หลักเกณฑ์ต่างๆต้องมาจากทางอาชีวะ โดยมีเป้าหมาย ให้ครูอาชีวะทุกคนมีความก้าวหน้าในวิชาชีพ มีรายได้เพิ่ม ถือเป็นความภาคภูมิใจในการทำงาน สามารถนำไปใช้ในการแก้ปัญหาหนี้สินได้ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษารมว.ศึกษาธิการกล่าว

.ดร.นฤมล กล่าวต่อไปว่า ส่วนเรื่องความทุกข์ของคนเป็นหนี้ส่วนหนึ่งก็คือ การต้องจ่ายดอกเบี้ยให้สหกรณ์ออมทรัพย์ในอัตราที่ค่อนข้างสูงซึ่งสวนทางกับเป้าหมายในการจัดตั้งสหกรณ์ ที่ต้องการนำดอกเบี้ยไปช่วยเหลือสมาชิก แต่กลับกลายเป็นหวังเงินปันผล ทำให้ระบบสหกรณ์มีความบิดเบี้ยว ทั้งที่ไม่มีความเสี่ยงหนี้สูญ เพราะสหกรณ์จะตัดเงินเดือนครู เพื่อชำระหนี้ก่อนเป็นอันดับแรก ดังนั้นจึงไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องเก็บดอกเบี้ยสูง บางแห่งสูงถึง 7%   จึงมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้ข้อสรุปว่าจะมีการจัดตั้งสหกรณ์กลาง ของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) โดยมีวงเงินกว่า 1 แสนล้าน จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (...) และเตรียมเสนอ คณะรัฐมนตรี( ครม.) ของบเพื่อชดเชยอัตราดอกเบี้ย เพื่อจูงใจให้ครูที่อยู่ในสหกรณ์จังหวัดต่างๆโอนหนี้มาอยู่สหกรณ์กลางฯ โดยปีแรก ดอกเบี้ย 0% ปีที่สอง 1% ปีที่สาม 3% ไปจนถึงปีที่5 ไปจบที่ไม่เกิน 4% หากมีการแก้ปัญหาในส่วนนี้แน่นอนว่าจะทำให้เกิดแรงกระเพื่อม สหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆต้องลดดอกเบี้ยลง เพื่อรักษาสมาชิก ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  เกิดความเป็นธรรมกับครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งตนจบการเงินมาและเห็นชัดเจนว่าดอกเบี้ยสูงขนาดนี้ไม่มีความเป็นธรรมและสวนทางกับรายได้  โดยครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงครูอาชีวะ เปรียบเหมือนพ่อแม่คนที่สองของเด็กหากพ่อแม่ยังไม่สามารถดูแลตัวเองได้อย่างมีความสุข มีความกังวลเรื่องภาระหนี้สิน แล้วจะเอากำลังใจที่ไหนไปดูแลเด็ก

รมว.ศึกษาธิการกล่าวด้วยว่า  อีกเรื่องที่อยากฝากไว้ คือ การผลักดันร่างพ...การศึกษาแห่งชาติ .…. ซึ่งตนได้ลงนามเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)แล้วตั้งแต่รัฐบาล ..แพรทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่มีการเปลี่ยนรัฐบาลจึงต้องทำการยืนยันร่างเดิมเข้าไปอีกครั้ง  คาดว่าจะได้รับการบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมสภาฯสมัยนี้  ซึ่งเชื่อว่าเมื่อไปถึงสภาฯทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านยินดีที่จะให้การสนับสนุน โดยขณะนี้ มีร่างพ...การศึกษาแห่งชาติ  ที่เตรียมเสนอให้สภาฯ พิจารณาทั้งหมด 8 ฉบับ  รวมถึงฉบับของ ศธ. ด้วย ซึ่ง...การศึกษาฯจะช่วยปลดล็อคพันธนาการต่างๆ รวมถึงอาชีวศึกษาด้วย ที่จะส่งเสริมให้สามารถเติบโตก้าวหน้าในสายอาชีพได้อย่างสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น

..ธรรมนัส ในฐานะรองนายกฯ ที่กำกับดูแลศธ. จะพูดกับอาจารย์เสมอว่า อาชีวะมีความสำคัญ ดังนั้นต้องทำให้ อาชีวะเป็นพระเอกให้ได้อย่าไปเน้นการศึกษาขั้นพื้นฐานมากเกินไป อาจารย์ต้องให้ความสำคัญกับการอาชีวะให้มาก ซึ่งอาจารย์ก็เห็นด้วย เพราะการให้เด็กเลือกเรียนสายอาชีพ และสายสามัญควรต้องมีความเท่าเทียม ไม่ควรจะกำหนดว่าสายสามัญดีกว่า และอยากให้ช่วยกันเปลี่ยนค่านิยมผู้ปกครองที่อยากให้เด็กเข้าแต่มหาวิทยาลัย ด้วยการโชว์ผลงาน และศักยภาพ ของเด็กอาชีวะ ว่าสามารถทำประโยชน์ได้มากกว่า เพื่อชักจูงเด็กให้มาอยู่กับอาชีวะเพิ่มขึ้น อาจจะเริ่มจากเด็กที่หลุดจากระบบ หรือเด็กที่กำลังจะเลือกไปทางไหนก็ได้ ว่าเรียนจบ ปวช. ปวส.แล้วสามารถทำงานได้ทันทีซึ่งในต่างประเทศก็ส่งเสริมให้เด็กเรียนสายอาชีพ และวิทยาลัยเทคนิควิทยาลัยเทคโนโลยีดังกว่ามหาวิทยาลัย ซึ่งก็หวังว่าถ้าเราร่วมกันผลักดันจริงจังประเทศไทยจะเกิดค่านิยมนั้นเช่นกัน.ดร.นฤมล กล่าว

ในงานมีการจัดนิทรรศการการจัดการเรียนการสอน โดยวิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาช่างอากาศยานหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนเทียบเท่าสากล

วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น นำเสนอความก้าวหน้าในการจัดการเรียนการสอนสาขาแฟชั่นและสิ่งทอ รวมถึงสาขาMice  และEvent  โดยมุ่งพัฒนาทักษะเชิงสร้างสรรค์ควบคู่กับความเป็นมืออาชีพในอุตสาหกรรม

วิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่ นำเสนอการจัดการเรียนการสอนสาขาระบบราง เน้นการพัฒนาทักษะด้านเทคนิคและความปลอดภัย เพื่อรองรับความต้องการบุคลากรในอุตสาหกรรมระบบรางที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

และวิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น นำเสนอการจัดการเรียนการสอนในสาขาช่างสำรวจ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ครอบคลุมการสำรวจด้านโยธาภายใต้ความร่วมมือกับ สปก. กรมที่ดิน และกรมธนารักษ์

“อ.แหม่ม”ฟังอาชีวะเอกชน พร้อมช่วยแก้ทุกปัญหา

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับคณะผู้แทนสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีผู้แทนสำนักบริหารการอาชีวศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เข้าร่วม ณ ห้องประชุมวชิราวุธ กระทรวงศึกษาธิการ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ต้องการรับฟังปัญหาของหน่วยงานและผู้ปฏิบัติ ก่อนที่จะกำหนดนโยบายด้านการศึกษาอะไรออกไป และที่ผ่านมา ก็ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหามาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำงานที่ ศธ. ซึ่งก็พบว่ายังมีสิ่งที่ต้องการจะผลักดันให้สำเร็จหลายเรื่อง ได้แก่ การแก้ไขพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อช่วยขับเคลื่อนการศึกษาในระดับชาติ, การส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งในเรื่องของการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ โดยผลักดันการจัดตั้งสหกรณ์กลาง เพื่อรวมหนี้ครูไว้ที่เดียว และให้เงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ การปรับหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อขอมี/เลื่อนวิทยฐานะอย่างเหมาะสม การปรับปรุงบ้านพักครู เป็นต้น

“วันนี้ได้มีการหารือร่วมกันถึงปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานของสมาคมฯ หลายประเด็น เช่น ด้านรายได้ของโรงเรียน/วิทยาลัยของอาชีวะเอกชน ในส่วนที่มาจากเงินบริจาคของสถานประกอบการ ตามพระราชกฤษฎีกา (พรก.) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 768) พ.ศ. 2566 ที่ระบุให้นิติบุคคลได้รับการลดหย่อนภาษีจากเงินบริจาคให้แก่สถานศึกษา ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ส่งผลให้สถานประกอบการบริจาคน้อยลง รวมทั้งปัญหาผู้เรียนลดลง และด้านกฎระเบียบที่เป็นข้อจำกัดของวิทยาลัย/โรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน เปิดการเรียนการสอนในระดับ ปวช. และ ปวส. ด้วยแผนจัดการเรียนการสอนได้ไม่หลากหลายเหมือนสถานศึกษาอาชีวะของรัฐ เช่น หลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพเฉพาะ การจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาทางไกลออนไลน์ และการใช้ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit bank)” รมว.ศึกษาธิการกล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวด้วยว่า ยินดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันการแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาแก่สถานศึกษาเอกชนโดยเร็ว โดยเฉพาะในเรื่องข้อจำกัดด้านการเปิดหลักสูตร/แผนจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาอาชีวะเอกชน สามารถดำเนินการได้ก่อน โดยมอบหมายให้ สอศ. พิจารณาระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับสถานศึกษาอาชีวะเอกชน จากนั้นจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนร่วมด้วย

มึน“องค์การค้า สกสค.”ค้างค่าลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือแบบเรียน200ล.‘สพฐ.’ เพิ่งตื่น ร่อนหนังสือทวงหนี้

เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน ทั้งนี้ในการประชุมดังกล่าวได้มีวาระพิจารณาตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนองค์การค้า ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (องค์การค้าของ สกสค.) โดยมี นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และผู้เกี่ยวข้องจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ผู้แทนเลขาธิการ กพฐ.เข้าชี้แจง ในประเด็นองค์การค้าของ สกสค.ค้างชำระค่าลิขสิทธิ์ต้นฉบับกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีวิชาภาษาไทย กับกลุ่มสาระอื่น ๆซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( สพฐ.)เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

 นายปรีติ เจริญศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร(สส.)พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะ กมธ.ป.ป.ช. คนที่ 5 ได้สอบถามถึงหลักการในการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์กับหน่วยงานต่างๆ ที่นำไปผลิตหนังสือแบบเรียน และขอข้อมูลในส่วนค่าลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือแบบเรียนที่องค์การค้าของ สกสค.ค้างชำระอยู่ ซึ่งผู้แทนจาก สพฐ. ได้ชี้แจงว่า การเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ต้นฉบับของสพฐ.เป็นการดำเนินการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์สื่อการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.2552 โดยกำหนดให้ สพฐ.นำส่งต้นฉบับพร้อมลิขสิทธิ์ให้กับหน่วยงานที่ดำเนินการผลิตหนังสือแบบเรียน โดยในส่วนขององค์การค้าของ สกสค. ได้รับลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือแบบเรียนของ สพฐ.ทุกปีการศึกษา ซึ่งต้องชำระค่าลิขสิทธิ์หนังสือแบบเรียนแยกตามระดับชั้น ในอัตราร้อยละ 3,5,10 และ15 ทั้งนี้ยอมรับว่า ปัจจุบัน องค์การค้าของ สกสค. ได้ค้างชำระค่าลิขสิทธิ์ สพฐ.อยู่กว่า 200 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดค้างชำระสะสมมาตั้งแต่ปี 2559

อย่างไรก็ตาม ผู้แทน สพฐ. ชี้แจงด้วยว่า เนื่องจากที่ผ่านมา สพฐ.ไม่ได้ทำการทวงถาม จึงไม่ทราบว่าเหตุใดองค์การค้าของ สกสค.จึงไม่ได้ชำระค่าลิขสิทธิ์ให้กับ สพฐ. มีเพียงช่วงเชื้อไวรัสโควิด-19 เท่านั้นที่แจ้งขอผลัดชำระเข้ามา อย่างไรก็ตามเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม 2568 สพฐ.ได้ทำหนังสือแจ้งเตือนไปยัง องค์การค้าของ สกสค. ให้ดำเนินการชำระค่าลิขสิทธิ์ที่ค้างชำระ พร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับเบี้ยปรับ ซึ่งทางองค์การค้าของ สกสค.ก็ได้มีหนังสือแจ้งกลับมาว่า จะทยอยชำระให้เดือนละ 3 ล้านบาท และชำระร้อยละ 40 ของจำนวนจ้างพิมพ์ นอกจากนี้ผู้แทน สพฐ.ยังยอมรับว่า ที่ผ่านมา สพฐ.และองค์การค้าของ สกสค.ไม่ได้มีการทำสัญญาเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์แบบเรียนระหว่างกันตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์สื่อการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.2552 กำหนด

ทั้งนี้ในที่ประชุม กมธ.ป.ป.ช. ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ องค์การค้าของ สกสค.ไม่ชำระค่าลิขสิทธิ์ให้แก่ สพฐ.ตามระเบียบฯนั้นถือว่าไม่เป็นธรรมกับผู้ว่าจ้างรายอื่น ๆ ทั้งรัฐและเอกชนที่พิมพ์หนังสือและจำหน่ายหนังสือแบบเรียนเล่มที่ซ้ำกับองค์การค้าของ สกสค. แต่ชำระค่าลิขสิทธิ์ให้กับ สพฐ.ตามกำหนดทุกปี เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงส่งผลให้องค์การค้าของ สกสค.มีต้นทุนการผลิตหนังสือแบบเรียนที่ต่ำกว่า กมธ.ป.ป.ช.จึงเสนอให้เชิญ กรมบัญชีกลาง มาสอบถามว่า การที่ สพฐ.ไม่ทวงถามค่าลิขสิทธิ์จาก องค์การค้าของ สกสค. รวมถึงการที่องค์การค้าของ สกสค.ค้างชำระค่าลิขสิทธิ์มาเป็นเวลาเกือบ 10 ปีเข้าข่ายมีความผิด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ อย่างไร รวมถึงอาจเข้าข่ายมีพฤติกรรมทุจริตด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในการประชุมวันนี้ ผู้แทน สพฐ.ไม่ได้เตรียมเอกสารต่างๆ ที่อ้างอิงมาประกอบการชี้แจง โดยระบุว่า เพิ่งได้รับมอบหมายจาก เลขาธิการ กพฐ.ให้มาชี้แจงต่อ กมธ.ป.ป.ช.อย่างกะทันหัน ดังนั้นที่ประชุม กมธ.ป.ป.ช. จึงได้ขอให้สพฐ.นำส่งเอกสารต่างๆ ให้ กมธ.ป.ป.ช.โดยเร็ว และจะเชิญ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ.มาชี้แจงในประเด็นนี้อีกครั้ง พร้อมทั้งเชิญ อธิบดีกรมบัญชีกลาง มาให้ข้อมูลประกอบในการประชุม กมธ.ป.ป.ช.ในวันที่ 22 ต.ค.2568 นี้

“อ.แหม่ม” มอบรางวัลครูเจ้าฟ้ามหาจักรี รุ่นที่ 6 มั่นใจครูดีมีอยู่จริง วิชาชีพครูไม่มีวันหมดจากสังคมไทยแน่นอน  

เมื่อเวลา 9.00 น.วันที่ 16 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการมอบรางวัลให้แก่ครูเครือข่ายมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี (ครูไทย) รุ่นที่ 6 ปี 2568 (Princess Maha Chhakri Award Ceremony) ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม 2 เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี จัดโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและครูที่ได้รับรางวัล ประกอบด้วย รางวัลคุณากร รางวัลครูยิ่งคุณ และรางวัลครูขวัญศิษย์ รวมกว่า 200 คน เข้าร่วม

ศ.ดร.นฤมล กล่าวแสดงความยินดีและชื่นชมครูทุกคนที่มาร่วมรับรางวัลด้วยความภาคภูมิใจในครั้งนี้ ว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการศึกษา เปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี เด็กและเยาวชนของเราไม่ได้เรียนรู้กับครูเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่ออยากรู้อะไร ก็มักจะไปถามจาก AI ทั้ง Google, Chat GPT จนบางครั้งอาจถูกมองว่า อาชีพครูเป็นอีกอาชีพที่ถูก Distruption แต่การที่ครูกว่า 200 คน ได้รับรางวัลในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า ความเป็นครูไม่ได้ทำเพียงการสอนวิชาการในสาขาต่าง ๆ เท่านั้น แต่ครูยังมีบทบาทสำคัญในการบ่มเพาะ ขัดเกลาจิตใจของเด็ก และที่สำคัญที่สุดคือ ครูเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตของเด็ก ๆ ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดาร ซึ่ง AI คงทำไม่ได้ ถ้าไม่มีครูเป็นผู้ชี้แนะ

“ขอฝากให้กำลังใจกับครูทุกท่านในการก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ โดยยังดำรงหลักการ ในการถ่ายทอดความรู้และการดูแลเด็ก ๆ ไม่ใช่เฉพาะด้านวิชาการ แต่ดูแลไปถึงจิตใจ ชีวิตความเป็นอยู่ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเขาด้วย เชื่อว่าวิชาชีพครูจะไม่มีวันหมดไปจากสังคมไทยแน่นอน พร้อมกันนี้ขอแสดงความขอบคุณทุกภาคส่วน ที่ได้มีส่วนร่วมในการคัดเลือกและกลั่นกรองผู้ที่ได้รับรางวัล ซึ่งทราบว่าเป็นกระบวนการที่เข้มข้นตั้งแต่ระดับจังหวัดมาจนถึงระดับภูมิภาค ซึ่งก็ถือเป็นความภาคภูมิใจของตัวครู ครอบครัว และสถานศึกษา และท้ายสุดขอขอบคุณมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ที่สามารถดำเนินงานได้สำเร็จลุล่วงตามเจตนารมณ์ และเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการสรรหาและคัดเลือกครูดีในทุกจังหวัด เพื่อที่ครูเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนครูและ นักศึกษาครูในอนาคต ที่จะร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับชีวิตลูกศิษย์ และสร้างคุณูปการต่อการศึกษา” รมว.ศึกษาธิการกล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวด้วยว่า ได้มอบหมายให้องค์กรหลักทั้งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หารือร่วมกันเพื่อวางแผนต่อยอดครูที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ เพื่อขยายผลให้เกิดการเรียนรู้และการนำไปปฏิบัติสู่นักเรียนทั่วประเทศ ที่จะเป็นการยกระดับผลสัมฤทธิ์ และสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาต่อไป ในส่วนตัวอาจารย์เอง ก่อนเข้างานก็ได้รับฟังปัญหาอุปสรรคในการทำงานของครูบางท่าน จึงขอยืนยันว่าหากมีนโยบายใดที่จะช่วยแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการทำงานของครูได้ จะทำอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยดูแลเด็กและเยาวชนของเราต่อไปในอนาคต

บอร์ด.สกสค.อนุมัติงบฯ3,000ล.ให้สกสค.-องค์การค้า บริหารจัดการ พร้อมมอบองค์การค้าฯทำแผนจัดการหนี้กว่า6,000ล.รายงานบอร์ด.ทุกครั้ง

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(บอร์ด สกสค.)และคณะกรรมการองค์การค้าสกสค.ว่า บอร์ด สกสค.ได้อนุมัติกรอบงบประมาณของ สกสค.ปี 2569 ในวงเงินกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งจำนวนนี้มีงบฯองค์การค้าสกสค.รวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ สกสค.ยังแจ้งให้ที่ประชุมทราบถึง “เรื่องการรับสมัครบุคคลเพื่อสรรหาและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานสกสค.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร” โดยจะรับสมัครตั้งแต่วันที่ 17-29 ตุลาคม นี้ สมัครด้วยตัวเองที่ สำนักงาน สกสค.ตั้งแต่เวลา 8.30-16.30น.เว้นวันหยุดราชการ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สกสค.ยังได้รายงานให้ทราบถึงความคืบหน้าการจัดตั้งสหกรณ์กลาง ซึ่ง สกสค.ได้ทำหนังสือส่งไปที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.) แล้ว แต่ สลค.ได้ขอข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่ง สำนักงาน สกสค.ก็ทำข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว ขณะเดียวกันก็จะรอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย เมื่อได้ข้อมูลสมบูรณ์แล้วก็จะได้นำไปบรรจุในระเบียบวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในการประชุมครั้งต่อไป นอกจากนี้ที่ประชุมยังมอบหมายให้องค์การค้าสกสค.ไปทำแผนปรับโครงสร้างหนี้ รายงานให้ที่ประชุมทราบทุกครั้ง ว่ามีความคืบในการบริหารจัดการหนี้อย่างไรบ้าง เพราะขณะนี้ องค์การค้าสกสค.มีหนี้สินค่อนข้างสูงมากถึง 6,000 กว่าล้านบาท ไม่รู้ว่าหนี้จะลดลงเมื่อไหร่ ซึ่งจะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมืออาชีพมาให้คำแนะนำ ส่วนการสรรหาผอ.องค์การค้า สกสค.มาแทนนายพัฒนะ พัฒนทวีดล อดีตรองเลขาธิการ กพฐ.ที่เกษียณอายุราชการไปนั้น จะหารือผู้บริหารระดับสูง ศธ.อีกครั้ง เนื่องจากตอนนี้ยังไม่มีผู้รับผิดชอบมีแต่รักษาการ ส่วนเรื่องการพิมพ์หนังสือแบบเรียนที่องค์การค้าฯเคยได้ลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือเรียนนั้น เรื่องนี้ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก็ถามอยู่ สัปดาห์หน้าองค์การค้าฯจะเสนอแผนการพิมพ์มาเข้าที่ประชุมเพื่อเตรียมการได้ทันก่อนเปิดภาคเรียน

สมเด็จพระกนิษฐาฯทรงย้ำในยุคการเรียนรู้ที่ AI มีอิทธิพล ครูควรใช้ AI ให้เกิดประโยชน์ สอนนักเรียนให้ใช้ AI อย่างชาญฉลาด มีจริยธรรมและความรับผิดชอบ

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ประจำปี 2568 ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี โดยเป็นการประชุมในรูปแบบผสมผสานทางออนไลน์โดยเชื่อมสัญญาณกับสถานทูตไทยใน 13 ประเทศ ผู้เข้าร่วมพิธีทางออนไลน์ ประกอบด้วย เอกอัครราชทูตไทยประจำ 13 ประเทศ ผู้แทนจากกระทรวงศึกษาธิการ และแขกผู้มีเกียรติซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูตไทยในแต่ละประเทศ สำหรับผู้เข้าร่วมพิธีพระราชทานรางวัล ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศในฐานะประธานคณะกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัด คณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครูไทยที่ได้รับรางวัลครูยิ่งคุณและครูขวัญศิษย์ และนักการศึกษา

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสเนื่องในพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ปี 2568 ว่า ขอแสดงความยินดีกับครูทั้ง 14 ท่าน จาก 10 ประเทศในอาเซียน ติมอร์-เลสเต บังกลาเทศ ภูฏาน และมองโกเลีย ที่ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นครูที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นครูผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตศิษย์ ครูที่มีคุณภาพจะนำไปสู่นักเรียนที่มีคุณภาพซึ่งจะกลายเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศต่อไป ครูจำเป็นต้องพัฒนาวิธีการสอนที่สอดคล้องกับบริบทของนักเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต หลักสูตรและวิธีการสอนควรจะวางรากฐานการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้นักเรียนพร้อมรับมือและเสริมสร้างทักษะสำหรับการทำงาน และทักษะสังคม ครูมีหน้าที่สร้างความตระหนักถึงคุณค่าทางวัฒนธรรม ชี้นำทางให้ลูกศิษย์ได้ใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาตนเองให้ดีที่สุด ในโลกปัจจุบัน AI มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้มากขึ้น ครูควรใช้ AI ให้เกิดประโยชน์ในการทำงาน และสอนนักเรียนให้ใช้ AI อย่างชาญฉลาด มีจริยธรรมและความรับผิดชอบ นับจากนี้ สุดยอดครูทั้ง 14 ท่าน สามารถร่วมมือกับครูเครือข่ายรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เพื่อช่วยเหลือครูท่านอื่น ๆ โดยเชื่อมั่นว่าครูรางวัลแต่ละท่านเปรียบเสมือนแสงเทียนที่จุดประกายเทียนเล่มใหม่อีกมากมาย ขอให้ครูถ่ายทอดความรู้และทักษะ และสร้างแรงบันดาลใจให้ครูท่านอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือนักเรียนได้มากขึ้น

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ในโลกยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ครูที่ดีต้องไม่เพียงแต่เป็นผู้นำทางและเป็นที่ปรึกษาเท่านั้น แต่ยังต้องเป็นโค้ชและนักนวัตกร ผู้ที่กล้าที่จะจิตนาการการเรียนรู้ใหม่ ผู้ที่เชื่อมโยงบทเรียนในห้องเรียนกับประสบการณ์จริง และผู้ปลูกฝังคุณธรรม ความยืดหยุ่น และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กระทรวงศึกษาธิการมีความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างศักยภาพผ่านการพัฒนาวิชาชีพอย่างครอบคลุม เพื่อให้ครูสามารถตอบสนองความต้องการของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งรวมถึงการขยายโอกาส การฝึกอบรม การบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การนำ AI มาใช้ และการส่งเสริมการสอนที่เป็นนวัตกรรม รวมถึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการลดภาระงานของครู เพื่อให้ครูสามารถอุทิศเวลาให้กับการสอนและการดูแลนักเรียนมากขึ้น พร้อมกับพัฒนาสวัสดิการและระบบสนับสนุนครู เพื่อสร้างหลักประกันว่า ทุกคนจะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ครอบคลุม เท่าเทียม และทั่วถึง

ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เป็นรางวัลเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติครูผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตศิษย์และช่วยเหลือเด็กขาดโอกาส ในประเทศอาเซียน ติมอร์-เลสเต บังกลาเทศ ภูฏาน และมองโกเลีย รวม 14 ประเทศ ประเทศละ 1 รางวัล โดยจัดมอบรางวัลในทุก 2 ปี และเพื่อถวายเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เจ้าฟ้านักการศึกษา รางวัลประกอบด้วย เหรียญรางวัล ประกาศนียบัตร โล่ เข็มเชิดชูเกียรติทองคำ และเงินรางวัล รางวัลละ 10,000 เหรียญสหรัฐ โดยความร่วมมือของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ จาก 14 ประเทศ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ดร. กฤษณพงศ์ กล่าวว่า ครูผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ปี 2568 จาก 14 ประเทศ ในปีนี้มีครูจากบังกลาเทศ ภูฏาน และมองโกเลีย เข้าร่วมพิธีพระราชทานรางวัลเป็นปีแรก โดยแต่ละประเทศได้คัดเลือกครูที่ดีที่สุดของประเทศเพื่อเข้ารับพระราชทานรางวัล ซึ่งมีประวัติที่น่าสนใจ ดังนี้
1. สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ นายโมฮัมหมัด ชาฟิอุล อิสลาม (Mr. Mohammad Shafiul Islam) ครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาเบงกาลี ผู้ให้การสนับสนุนนักเรียนนอกห้องเรียนด้วยการเยี่ยมบ้านและให้ความรู้เรื่องโภชนาการ จัดการสอนโดยบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สร้างบทเรียนวิดีโอสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียน และใช้สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ จัดกิจกรรมสวมบทบาทในโรงเรียนโดยอิงจากวิชาต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนได้สัมผัสประสบการณ์จริงและพัฒนาคุณสมบัติความเป็นมนุษย์ ความเมตตาและการมุ่งเน้นชุมชน นับเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผู้เรียนอย่างแท้จริง
2. ราชอาณาจักรภูฏาน นางสาวชิมี เดมา (Ms. Chimi Dema) ครูผู้สอนภาษาอังกฤษและได้ตีพิมพ์นวนิยายชื่อ “Twice Born” เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงจากเรื่องเล่า จุดประกายให้เกิดการเคลื่อนไหวด้านการเขียนในหมู่นักเรียนและเป็นพี่เลี้ยงให้นักเรียนที่มีปัญหาด้านภาษา จนนักเรียนสามารถตีพิมพ์นวนิยายและมีทุนสำหรับการศึกษา เป็นผู้นำจัดหลักสูตรภาษาอังกฤษออนไลน์ฟรีในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน และจัดหลักสูตรภาษาอังกฤษเข้มข้นให้กับนักเรียนที่มีผลการเรียนไม่ดี
3. เนการาบรูไนดารุสซาลาม นางชาริฟะฮ์ บินติ ฮาจี โมห์ด ชาห์ลัน (Mrs. Shahrifah binti Haji Mohd Shahlan) ครูสอนวิทยาการคอมพิวเตอร์ ผู้สนับสนุนการเรียนรู้จากประสบการณ์ โดยเชื่อว่านักเรียนควรเรียนรู้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ ไม่ใช่ผ่านการสอบ จึงใช้การมีส่วนร่วมกับนักเรียนเพื่อให้นักเรียนสนุกกับการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แข่งขัน กระตุ้นด้วยนิทรรศการเพื่อขยายมุมมองและสัมผัสกับประสบการณ์จริง ปฏิบัติจริงเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น
4. ราชอาณาจักรกัมพูชา นางเมียะ โสมาวาเตย์ (Mrs. Mea Somavatey) ครูสอนคณิตศาสตร์ที่ใช้เครื่องมือดิจิทัลและกลยุทธ์เชิงสร้างสรรค์ เพื่อสนับสนุนให้นักเรียนผู้ด้อยโอกาสประสบความสำเร็จทางการศึกษา และสร้างความไว้วางใจกับครอบครัวของนักเรียน พร้อมทั้งเป็นผู้นำทางให้ผู้เรียนสามารถก้าวข้ามความท้าทายต่าง ๆ
5. ประเทศอินโดนีเซีย นางอาเด ปูตรี ซาร์เวนดะห์ (Mrs. Ade Putri Sarwendah) ครูสอนการศึกษาพิเศษผู้อุทิศตนเพื่อช่วยให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาได้เรียนรู้ โดยพัฒนาเครื่องมือช่วยเหลือต่าง ๆ เช่น แอปพลิเคชันบนมือถือเพื่อช่วยนักเรียนหูหนวก แอปพลิเคชันด้านสุขภาพการเจริญพันธุ์สำหรับนักเรียนวัยรุ่นที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เอกสารการเรียนรู้ภาษามือ และการเรียนรู้แบบมัลติมีเดียเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้ เติบโต และพึ่งพาตนเองได้
6. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นางบุนมา โพธิลาด (Mrs. Bounma Phothilath) ผู้อำนวยการโรงเรียนและครูสอนวิชาเคมีและชีววิทยา ใช้สื่อการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติจริงและสอดคล้องกับชีวิตประจำวัน ทำงานอย่างใกล้ชิดกับชุมชนให้ร่วมกันสนับสนุนโรงเรียนและจัดหาทรัพยากร ภายใต้หลักการทำงาน 4 ประการ ได้แก่ การวางแผน การดำเนินการ การประเมิน และการปรับปรุง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกงานได้รับการวางแผนอย่างรอบคอบและสำเร็จ ความเป็นผู้นำของครูบุนมาเป็นที่ยอมรับจากทั่วประเทศ
7. ประเทศมาเลเซีย ทีเอส. โมฮัมหมัด รอสนิซัม บิน โมฮัมหมัด ยซอฟ (Ts. Mohd Rosnizam bin Mohd Yusoff) ครูอาชีวศึกษาด้านวิทยาศาสตร์การอาหารและนักเทคโนโลยีมืออาชีพที่พัฒนาโมเดล T.A.R.S. – คิด (Think) วิเคราะห์ (Analyses) ค้นคว้า (Research) และแก้ปัญหา (Solve) ส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการแก้ปัญหา ส่งเสริมสร้างศักยภาพให้กับนักเรียนจากภูมิหลังชนบทและครอบครัวที่มีรายได้น้อย ริเริ่มโครงการ “โฉมหน้าใหม่ของการเกษตร” เพื่อฝึกให้นักเรียนคิดนอกกรอบและเป็นผู้ประกอบการ
8. ประเทศมองโกเลีย นางอุยังกะ อาดิยาสุเรน (Mrs. Uyanga Adiyasuren) ครูและผู้จัดการฝึกอบรมที่โรงเรียนอาชีวศึกษาเอเนเรล โดยสอนนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา สนับสนุนการเรียนรวม ฝึกให้นักเรียนมีทักษะต่าง ๆ เช่น การทำอาหารและการเย็บผ้า ทักษะการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการสื่อสารที่สอดคล้องกับบริบทของนักเรียนเพื่อให้พึ่งพาตนเองในการใช้ชีวิตและการทำงาน
9. สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา นางสาวมอว์ มอว์ (Ms. Maw Maw) ครูสอนภาษาอังกฤษ ผู้ช่วยให้นักเรียนบรรลุศักยภาพสูงสุดของตนเอง ทั้งความสามารถทางวิชาการหรือการจัดการกับความท้าทาย สนับสนุนนักเรียนที่มีความหลากหลายทางสติปัญญาและมีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน โดยใช้เวลาทำความรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล และสร้างโอกาสให้นักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันพูดภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะของตน ส่งเสริมพัฒนาการรอบด้านของนักเรียน
10. สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นางเลอา โดมิงโก (Mrs. Lea Domingo) ครูประถมศึกษา ผู้ริเริ่มโครงการสิ่งแวดล้อม เช่น ร้านจัดการขยะที่เปลี่ยนขยะให้เป็นสมบัติ พื้นที่สีเขียว สำหรับการปลูกต้นไม้ และปกป้องสัตว์ป่าและนก สนับสนุนให้นักเรียนสร้างโครงการเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสร้างความตระหนักถึงการจัดการขยะในชุมชน ส่งผลให้มีการลดขยะและเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน
11. สาธารณรัฐสิงคโปร์ มาดาม อัง ซิง ยี (Mdm. Ang Sing Yee) ครูผู้ส่งเสริมการศึกษาแบบเรียนรวม ที่เปิดรับและส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนได้เรียนรู้ โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างด้านความสามารถ ภูมิหลัง หรือความพิการ เน้นการสนับสนุนนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษและนักเรียนที่ประสบปัญหา ริเริ่มโครงการ STAR เพื่อส่งเสริมจุดแข็งของนักเรียนด้วยประสบการณ์จริง พัฒนาบุคลิกภาพและความสามารถในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเชื่อมโยงประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชุมชนเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของนักเรียน
12. ประเทศไทย นายไพรวัลย์ ยาปัญ (Mr. Phaiwan Yapan) ครูโรงเรียนบ้านไล่โว่ ในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา อ. สังขละบุรี จ. กาญจนบุรี โดยนำการศึกษาไปสู่ชุมชนชาติพันธุ์ที่อยู่ห่างไกล ทำให้นักเรียนได้รับโอกาสเปลี่ยนแปลงชีวิตและขัดเกลาให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศ สร้างรายได้ให้กับชุมชนและเป็นทุนการศึกษาของนักเรียน ส่งเสริมการรู้หนังสือและสิทธิในหมู่เด็กชนกลุ่มน้อย จนได้รับการขนานนามว่า “ดวงตะวันหรือแสงสว่างสำหรับเด็กชายขอบ”
13. สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต นายฟรานซิสโก เดอ คาร์วัลโญ่ (Mr. Francisco de Carvalho) ครูและผู้อำนวยการโรงเรียนที่ใช้วิธีการสอนที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางและสอนแบบคละชั้นเรียนเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออกเขียนได้ ส่งเสริมการใช้ภาษาแม่ในการสอนเพื่อช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางทรัพยากรที่จำกัด ครูได้ระดมผู้ปกครองและชุมชนเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนในโรงเรียน นำไปสู่ความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของชุมชนในการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็ก ๆ
14. สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นางเหงียน ถิ ถู ลาน (Mrs. Nguyen Thi Thu Lan)

ก.ค.ศ.ไฟเขียวเกณฑ์บุคลากร 38 ค(2)อำนวยการสูง ต้องดูปริมาณงาน-คุณภาพงานย้อนหลัง 2 ปี  พร้อมโอนอัตราครู สพฐ.เป็น 38 ค(2) 1,706 ตำแหน่ง

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568  ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้

1.อนุมัติ การจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวนทั้งสิ้น 9,830 อัตรา ดังนี้

– สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 92 อัตรา

– สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 6 อัตรา

– สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 9,311 อัตรา

– สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 306 อัตรา

– สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ จำนวน 115 อัตรา

ทั้งนี้ ให้ส่วนราชการดำเนินการเกลี่ยอัตรากำลังที่ได้รับอนุมัติไปกำหนดตำแหน่งในหน่วยงานการศึกษา โดยกำหนดจำนวนและประเภทตำแหน่ง ตามเงื่อนไขที่ คปร. กำหนด และประเภทตำแหน่งตามที่ ก.ค.ศ. อนุมัติ ในหน่วยงานการศึกษาที่มีอัตรากำลังไม่เกินกรอบหรือเกณฑ์อัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนดโดยเคร่งครัด และให้ใช้ได้ไม่ก่อนวันที่ 1 ต.ค. 2568 ยกเว้นตำแหน่งที่จัดสรรคืนทั้งหมด ตามมาตรการ คปร. ข้อ 2.2 อนุ 1 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญต่อการบริหารงานของสถานศึกษา โดยให้ส่วนราชการสามารถบริหารตำแหน่งได้อย่างต่อเนื่องทันที ได้แก่ ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีนักเรียน 120 คนขึ้นไป และตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) เฉพาะตำแหน่งประเภทอำนวยการ

2.เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดตำแหน่งและประเมินบุคคล เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ   ซึ่ง เดิม ก.ค.ศ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดตำแหน่งและประเมินบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ ตาม ว 19/2556 สำหรับใช้ในการกำหนดตำแหน่งและประเมินบุคคล เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ เพื่อรองรับการกำหนดตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

โดยในปัจจุบัน ส่วนราชการ ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้มีการกำหนดตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภทวิชาการ ใน 4 สายงานดังกล่าว ประกอบกับสำนักงาน ก.พ. ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลงาน
เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการใหม่ ตามหนังสือ ที่ นร 1006/ว 25 ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2564

ดังนั้น เพื่อให้การบริหารงานบุคคลฯ ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) มีความสอดคล้องกับบริบทในปัจจุบัน และมีความชัดเจนในทางปฏิบัติ ก.ค.ศ. จึงได้เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดตำแหน่งและประเมินบุคคล เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ

ทั้งนี้ เพื่อให้การกำหนดตำแหน่งและประเมินบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น
ตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ ครอบคลุมกับทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งสอดคล้องกับแนวทางประเมินบุคคลของข้าราชการพลเรือน และเพื่อให้หน่วยงานการศึกษาหรือส่วนราชการ สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการต่อไป

 

3.เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับสูง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

 สืบเนื่องจากที่ ก.ค.ศ. ได้กำหนดมาตรฐานตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับต้น และระดับสูง ตาม ว 15/2560 และมีมติอนุมัติกำหนดตำแหน่งผู้อำนวยการสำนัก/ศูนย์ ในสถาบันการอาชีวศึกษา และสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร รวม 23 สถาบัน เป็นตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับต้น ตาม ว 18/2561

ดังนั้น เพื่อให้การบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากร
ทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ประเภทอำนวยการ ในสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นไปตามมาตรฐานตำแหน่งที่ ก.ค.ศ. กำหนด และสอดคล้องกับบริบทและกลไกการบริหารงานบุคคลของตำแหน่งบุคลากร
ทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในปัจจุบัน ก.ค.ศ. จึงได้มีมติเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับสูง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ทั้งนี้ เพื่อให้มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ และส่วนราชการสามารถนำไปปฏิบัติได้
อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการต่อไป โดยสาระสำคัญของหลักเกณฑ์ฯ ดังกล่าว สรุปได้ ดังนี้

  1. การกำหนดตำแหน่ง ต้องยึดหลักประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ไม่เพิ่มตำแหน่งและงบประมาณรายจ่าย
    ด้านบุคคล
  2. นำตำแหน่งประเภทอำนวยการ ระดับต้น มากำหนดเป็นตำแหน่งประเกทอำนวยการระดับสูง และนำตำแหน่งว่างที่มีอัตราเงินเดือนมายุบรวม เพื่อให้ครอบคลุมค่าตอบแทนเฉลี่ย
  3. มีการประเมินค่างาน ตามหลักเกณฑ์การประเมินค่างานที่ ก.ค.ศ. กำหนด
  4. ให้หน่วยงานการศึกษาตรวจสอบและจัดทำรายงานปริมาณงานและคุณภาพของงานย้อนหลัง 2 ปี หากเห็นว่ามีปริมาณและคุณภาพของงานสูงขึ้น จัดทำข้อมูลเสนอ สอศ. ต้นสังกัด

 

4.เห็นชอบ การตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู
มากำหนดเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสถานศึกษา

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขออนุมัติตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือน ตำแหน่งครู รวม 944 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นอัตราเกษียณอายุราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 และติดเงื่อนไข คปร. มากำหนดเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสถานศึกษา ตำแหน่งเจ้าพนักงานพัสดุ ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน จำนวน 844 ตำแหน่ง และตำแหน่งเจ้าพนักงานการเงินและบัญชี ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน จำนวน 862 ตำแหน่ง รวม 1,706 ตำแหน่ง

โดยอัตราเกษียณอายุราชการ ตำแหน่งครู ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จำนวน 944 ตำแหน่ง ดังกล่าว
เป็นอัตราที่ไม่สามารถจัดสรรคืนให้กับสถานศึกษาได้ เนื่องจากมีนักเรียนต่ำกว่า 250 คน จึงไม่เป็นไปตามเงื่อนไข
ที่ คปร. กำหนด ประกอบกับในปัจจุบันสถานศึกษาจำนวนมากประสบปัญหาขาดแคลนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการเงินและพัสดุ เป็นการเพิ่มภาระให้ครูต้องมาปฏิบัติหน้าที่ในด้านนี้ และส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ในการจัดการเรียน
การสอนตามมา ซึ่งตามเกณฑ์มาตรฐานอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด สพฐ. (ว 23/2563)
ได้กำหนดอัตรากำลังตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสถานศึกษา ไว้ในสถานศึกษาที่มีนักเรียน 360 คนขึ้นไป และปัจจุบันมีกรอบอัตรากำลังในสถานศึกษา แต่ได้รับจัดสรรไม่เพียงพอ

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาให้กับโรงเรียนที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการเงินและพัสดุ และเพื่อลดภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน ให้ครูได้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมทั้งเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนภารกิจการปฏิรูปการศึกษาในภาพรวม ก.ค.ศ. จึงมีมติเห็นชอบให้ตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู 944 ตำแหน่ง ซึ่งมีค่าตอบแทนเฉลี่ย 51,029,980 บาท มากำหนดเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสถานศึกษา รวมจำนวน 1,706 ตำแหน่ง คิดเป็นค่าตอบแทนเฉลี่ยจำนวน 50,982,400 บาท และเหลือเพื่อใช้ในการกำหนดตำแหน่งครั้งต่อไป รวมเป็นเงิน 47,580 บาท ซึ่งการนำค่าตอบแทนเฉลี่ยไปกำหนดในตำแหน่งดังกล่าวนี้ ไม่เป็นการเพิ่มอัตรากำลังเกินกรอบและเพิ่มภาระงบประมาณของราชการแต่อย่างใด โดยให้เสนอ คปร. พิจารณาให้ความเห็นชอบการดำเนินการตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนฯ ดังกล่าวอีกครั้งก่อน

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ สพฐ. นำเสนอแผนการจัดสรรอัตรากำลังบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสถานศึกษา ตำแหน่งเจ้าพนักงานพัสดุ ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน จำนวน 844 ตำแหน่ง และตำแหน่งเจ้าพนักงานการเงินและบัญชี ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน จำนวน 862 ตำแหน่ง รวม 1,706 ตำแหน่ง ให้กับสถานศึกษา และให้ ก.ค.ศ. พิจารณาอนุมัติต่อไป

 

สพฐ.รับลูกรองนายกฯธรรมนัส เร่งของบฯสร้างอาคารเรียน บ้านพักครู รร.ศรัทธาสมุทร เดินหน้าMOUการเคหะแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 14ต.ค.2568 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)พร้อมด้วย ดร.พิเชฐร์ วันทอง ดร. วิษณุ ทรัพย์สมบัติ และนางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการ กพฐ.ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ว่า การประชุมผู้บริหารฯวันนี้ สพฐ.ได้นำนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มาปฏิบัติเพื่อให้ครูและนักเรียนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการสร้างพักครู อาคารเรียนโรงเรียนศรัทธาสมุทร ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว มีนักเรียนกว่า 2,000 ชีวิตได้รับผลกระทบ โดยสพฐ.จะประสานสำนักงบประมาณเพื่อของบฯฉุกเฉินมาสร้างอาคารใหม่ ขณะเดียวกันก็ได้เร่งรัดให้มีการสำรวจข้อมูลโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบในเรื่องนี้ด้วย และภายในเดือนนี้ก็จะลงนามความร่วมมือกับการเคหะแห่งชาติ เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาต่อไป นอกจากนี้ ยังได้ให้เขตพื้นที่การศึกษาที่ได้รับงบประมาณให้เร่งรัดใช้จ่ายให้ทันเวลาและเกิดประโยชน์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาการศึกษา โดยให้ดำเนินการให้ถูกต้องตามพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างด้วย

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ส่วนเรื่องการบริหารงานบุคคลไม่ว่าจะเรื่องการโยกย้ายบรรจุแต่งตั้ง ที่มีข่าวตลอดว่าจะต้องเสียเงินเสียทองก็ได้กำชับอีกครั้งหนึ่งว่าอย่าให้เกิดขึ้นอีก เพราะว่านโยบายของรมว.ศึกษาธิการ ได้กำชับไว้ว่าถ้าพบว่ามีการเสียเงินเสียทองในการโยกย้าย จะต้องดำเนินการให้เด็ดขาด รวมถึงการมีจำนวนนักเรียนเพิ่มผิดปกติในบางพื้นที่ด้วย ทั้งนี้เรื่องการเตรียมอบรมผู้บริหารก่อนบรรจุแต่งตั้งก็ให้เร่งดำเนินการให้เรียบร้อย

“ในวันที่ 24-25 ตุลาคม นี้ สพฐ.จะจัดประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตพื้นที่ฯทั่วประเทศ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยจะรับฟังนโยบายจาก ศ.ดร.นฤมล นำไปสู่การขับเคลื่อน จากนั้น ก็จะให้แต่ละเขตพื้นที่ฯได้เสนอความคิดเห็นที่เปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆในการบริหารทั้ง 4 ด้าน ไม่ว่าจะเป็น งบประมาณ บุคลากร วิชาการ และการบริหารทั่วไป ซึ่ง รมว.ศึกษาธิการ ต้องการฟังเสียงสะท้อนจากเขตพื้นที่ เพื่อสะท้อนความคิดเห็นที่เกิดประโยชน์ เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น”ดร.พิเชฐ กล่าว

นอกจากนี้ เลขาธิการ กพฐ.ยังชื่นชมนักเรียนที่เข้าไปร่วมแข่งขันวิทย์-คณิต ระหว่างวันที่ 5-9 ตุลาคม ที่ผ่านมา ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีนักเรียนได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้รับรางวัล 25 คน โดยมีนักเรียนในสังกัด สพฐ.11 คน การศึกษาเอกชน 11 คน อุดมศึกษา 3 คน และรางวัลประเภททีม 1 รางวัล ซึ่งถือว่านักเรียนเหล่านี้ เป็นผลผลิตของประเทศ ที่ครูอาจารย์ ช่วยกันพัฒนาจนสามารถเข้าไปแข่งขันกับนานาประเทศได้ โดยตนจะนำนักเรียนเข้าเยี่ยมคารวะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อจะได้เห็นว่ามีกลุ่มเด็กเก่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศในโอกาสต่อไป

“ร.อ.ธรรมนัส”สั่ง เร่งสร้างอาคารเรียนใหม่โรงเรียนศรัทธาสมุทร หลังแผ่นดินไหวถล่ม ย้ำ อย่านำความแตกแยกทางการเมือง มาทำลายการพัฒนา

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวระหว่างลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามว่า หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวซึ่งส่งผลให้อาคารเรียน ของโรงเรียนศรัทธาสมุทร จังหวัดสมุทรสงคราม ได้รับความเสียหายอย่างหนัก จนนักเรียนกว่า 2,000 คนต้องเรียนในโดมชั่วคราว ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเข้ามาช่วยเหลือโดยเร็ว

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้ลงพื้นที่จังหวัดมาติดตามปัญหาดังกล่าวไปแล้ว จึงได้ปรึกษาหารือและสั่งการให้นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานศึกษาธิการ (กพฐ.)เร่งจัดสรรงบประมาณปี 2569 มาก่อสร้างอาคารเรียนใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เรื่องนี้ตนรับผิดชอบเอง ต้องทำให้ได้

“การศึกษาคือรากฐานสำคัญของสังคม จึงจำเป็นต้องดูแลให้ลูกหลานได้รับการอบรมสั่งสอนในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม พร้อมฝากถึงผู้นำท้องถิ่นให้ร่วมมือกันพัฒนา โดยไม่นำการเมืองมาสร้างความแตกแยกในพื้นที่ เพราะเมื่อไม่สามัคคี การพัฒนาก็เกิดขึ้นไม่ได้”รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า

“เสมา 1″ นำ ผู้บริหาร ข้าราชการ ศธ.จัดพิธีทำบุญตักบาตร “วันนวมินทรมหาราช” น้อมรำลึกเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต รัชกาลที่ 9

เมื่อเวลา 7.09 น.วันที่ 13 ตุลาคม 2568 ที่กระทรวงศึกษาธิการ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “วันนวมินทรมหาราช” โดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี มี นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการการเมือง ผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมพิธีในเพื่อเป็นการถวายความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ศ.ดร.นฤมล ได้จุดเครื่องทองน้อยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จากนั้น นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ ศธ. ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ฯ และทำบุญตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 89 รูป ตามลำดับ

จากนั้น ศ.ดร.นฤมล และนายองอาจ เดินทางไปยังอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต กรุงเทพฯ เพื่อร่วมคณะ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ในพิธีวางพวงมาลาเนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568