เมื่อวันที่ 11ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมคณะ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)และนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดเชียงราย โดยได้เดินทางไปที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และโรงเรียนเวียงชัยวิทยาคม เพื่อพบปะและรับฟังปัญหาจากผู้บริหาร คณะครู อาจารย์
ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตครู ซึ่งถือเป็นกลไกหลักของระบบการศึกษาไทย เพราะหากครูเองยังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่มั่นคง ก็ยากที่จะดูแลและสร้างอนาคตของชาติให้เติบโตได้อย่างมีคุณภาพ โดยรองนายกรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส ย้ำมาตลอดว่าครูคือพ่อแม่คนที่สองของเด็กไทย ดังนั้นรัฐบาลต้องเริ่มต้นการปฏิรูปการศึกษาจากการดูแลครูอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงพูดถึงการยกระดับหลักสูตรหรือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แต่ต้องแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา โดยเฉพาะเรื่อง สวัสดิการ ความมั่นคง รายได้ของครูและบุคลากรทางการศึกษา ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)มีบ้านพักครูอยู่ในความดูแลกว่า 41,000 หลัง โดยพบว่า บ้านพักทรุดโทรมกว่า 14,900 หลัง และอีกหลายหมื่นหลังอยู่ในสภาพพอใช้เท่านั้น ซึ่งเราตั้งเป้าจะดำเนินการปรับปรุง ก่อสร้างใหม่ในพื้นที่จำเป็น โดยทำงานร่วมกันระหว่าง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) การเคหะแห่งชาติ หากคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบก็จะสามารถดำเนินการได้ทันทีภายในรัฐบาลนี้
รมว.ศึกษาธิการ ยังได้กล่าวถึง การแก้ไขปัญหาหนี้สินของครู ว่า เราจะมีการจัดตั้งสหกรณ์กลางสำหรับรวมหนี้สินครูจากทั่วประเทศเข้ามาบริหารจัดการร่วมกัน โดยให้ครูย้ายหนี้จากสหกรณ์ต่าง ๆ เข้าสู่สหกรณ์กลาง เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ และจะดูแลช่วยเหลือดอกเบี้ยให้ครูที่เข้าร่วมโครงการ โดยปีแรกดอกเบี้ย 0% ปีที่สอง 1% ปีที่สาม 2% ปีที่สี่ 3% และปีต่อไปไม่เกิน 4% ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะเสนอของบประมาณชดเชยดอกเบี้ยจากรัฐบาลวงเงินราว 6,000 ล้านบาท แต่ขอเพียงอย่างเดียวคือ ขอให้ครูอย่าก่อหนี้เพิ่มอีก
“ในเรื่องของวิทยฐานะ เราจะต้องช่วยกันส่งเสริมให้บุคลากรทางการศึกษาทุกประเภท สามารถยื่นขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะได้สำหรับคนที่มีความพร้อม ให้มีช่องทางพิเศษ มีช่องทางเพิ่มเติม โดยไม่ต้องรอระยะเวลา หากผลงานของเขาพร้อมและดีจริง ก็ให้ยื่นขอวิทยฐานะได้เลย ส่วนช่องทางเดิม ๆ ที่ต้องทำงานวิชาการในรูปแบบของงานวิจัย ก็ขอช่องทางที่หลากหลายตามความถนัด และเป็นไปตามลักษณะงานของครูทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในทุกสังกัดของ ศธ. รวมทั้งครูในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)หรือครูการศึกษาพิเศษ ที่มีลักษณะการทำงานไม่เหมือนกับครูทั่วไป เมื่อครูได้เลื่อนวิทยฐานะแล้ว ก็จะได้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต มีความก้าวหน้าและความภาคภูมิใจในอาชีพ แต่หลักเกณฑ์ตรงนี้จะเป็นอย่างไร ฝากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) หารือร่วมกับองค์กรหลัก เพื่อให้ได้หลักเกณฑ์ที่เหมาะสมและถูกต้องตามระเบียบ เป็นการส่งเสริมให้พวกเราทุกคนสามารถมีวิทยฐานะเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานและมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น“ศ.ดร.นฤมล กล่าวและว่า นโยบายทั้งหมดนี้คือความตั้งใจของรองนายกรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส และกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตครูไทยให้เป็นรูปธรรมในรัฐบาลนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบ้านพักครู หนี้สินครู หรือความก้าวหน้าในอาชีพ เพื่อให้ครูสามารถทำหน้าที่ สร้างคนของชาติได้อย่างเต็มภาคภูมิ


ทั้งนี้ ผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดตาก ได้เสนอปัญหาและความต้องการของโรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โดมเอนกประสงค์ สำหรับจัดการเรียนรู้ กิจกรรมดนตรี กีฬา เป็นศูนย์กลางการจัดงานวันครู และสนับสนุนงานของชุมชน, โรงอาหาร ที่เพียงพอกับจำนวนนักเรียน,นักเรียนได้รับผลกระทบจากมติครม.ยกเลิกค่าอาหาร,ไฟฟ้าและระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพ, ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นศูนย์การเรียนรู้เพื่อชุมชน(ศศช.)สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้บนพื้นที่สูง, ถังเก็บน้ำไว้ใช้ในโรงเรียนใน ศศช., หอพักนอนสำหรับนักเรียนที่มีบ้านอยู่ห่างไกลทุรกันดาร จำเป็นต้องพักนอนในโรงเรียนซึ่งอยู่ในตัวอำเภอ ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งที่มีนักเรียนหลุดจากระบบการศึกษา การปรับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 นอกจากนี้ ยังต้องการให้มีเกณฑ์พิเศษ ในการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะสำหรับครูที่อยู่บนพื้นที่สูง และในถิ่นทุรกันดาร เป็นต้น
ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ ดร.พิเชฐ เลขาธิการ กพฐ. ทำการสำรวจจำนวนโรงเรียนและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากมติคณะรัฐมนตรี ยกเลิกค่าอาหาร 20 บาท สำหรับนักเรียนพักนอนในโรงเรียนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่พิเศษ ซึ่งส่งผลกระทบต่อจำนวนนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา โดยให้สำรวจโรงเรียนลักษณะเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อของบกลางมาเยียวยาในเบื้องต้น และนำไปบรรจุในแผนงบประมาณปี 2570 ต่อไป เช่นเดียวกับข้อเสนอเกี่ยวกับการปรับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 ให้มีความทันสมัยต่อเทคโนโลยีและโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่มอบนโยบายให้เลขาธิการ กพฐ. ไปดำเนินการร่วมกับคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ส่วนเรื่องการขอปรับเกณฑ์ขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะสำหรับครูในพื้นที่พิเศษนั้น ต้องมาช่วยกันคิดว่าอยากจะให้ตั้งเกณฑ์แบบไหน เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)ต่อไป
“สำหรับแนวคิดจะสร้างบ้านพักครู เป็นโครงการของ รองนายกรัฐมนตรี คิดว่าครู คือ พ่อแม่ที่สองของเด็กหากสภาพชีวิตครูไม่ดีจะมีกำลังใจสอนเด็กที่เป็นอนาคตของชาติได้อย่างไร จึงให้การเคหะแห่งชาติเข้ามาสร้างปรับปรุงซ่อมแซมบ้านพักให้กับครู ซึ่งท่านก็กำกับดูแลกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)ด้วย โดยได้คุยกับการเคหะแห่งชาติและกรมธนารักษ์ว่าจะต้องใช้พื้นที่ในบางจุดที่จะนำมาสร้างบ้านพักครูใหม่ โดย ศธ.พม.และกรมธนารักษ์ จะลงนามร่วมกันภายในเดือนนี้ แล้วจะนำเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อชี้แจงให้ครม.ทราบว่ากระทรวงศึกษาธิการจะทำอะไรบ้าง เพื่อให้ครม.มีมติเห็นชอบ ถ้าครม.เห็นชอบก็จะตั้งเป็นงบผูกพันตั้งแต่ปี 2570 แต่สิ่งที่การเคหะแห่งชาติจะต้องทำตอนนี้คือจะต้องไปหาแหล่งเงินทุนมาสร้างบ้านให้ครู ส่วน สพฐ.จะของบประมาณมาชำระคืนให้ ซึ่งครูจะได้บ้านที่มีคุณภาพผ่อนระยะยาวดอกเบี้ยต่ำ โดยจะดำเนินการให้สำเร็จในรัฐบาลนี้ โดยให้มีมติ ครม.รองรับ”ศ.ดร.นฤมล กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม เฟสแรกในปีนี้ จะเร่งดำเนินการซ่อมแซมปรับปรุงบ้านพักครูที่ทรุดโทรมที่มีครูยังอาศัยอยู่ 13,000 หลัง (จากทั้งหมด 14,000 หลัง) และบรรจุเป็นแผนพัฒนาปรับปรุงปีงบประมาณ 2570 ให้ครบทั้งหมด 40,000 หลัง
หลังจากนั้น รมว.ศึกษาธิการ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการ Learn to earn สร้างงาน สร้างรายได้ การจัดการเรียนรู้สำหรับผู้ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ห้องสมุดเคลื่อนที่ ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และผลงานนักเรียนโรงเรียนแม่กุวิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก กิจกรรมคุกกี้แปจ่อ วุ้นเพื่อดูดซับโลหะหนักในน้ำ เป็นต้น
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 ที่ศูนย์การศึกษาพิเศษส่วนกลาง ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายชาญวิทย์ มุนิกานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุธี พงษ์เพียร์ชอบ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ รมช.ศธ.) ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)เข้าร่วม
ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า อาจารย์ได้รับมอบหมายจาก ร้อยเอกธรรมนัส พรรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ให้ผลักดันงานด้านการศึกษาพิเศษ ตามแนวคิดที่มองเด็กพิเศษ เป็นผู้ที่มีทักษะความสามารถที่แตกต่างออกไป ให้ได้รับการส่งเสริมให้มีอาชีพ มีงาน มีรายได้ หรือได้รับการพัฒนาด้านอื่น ๆ ตามศักยภาพ เช่น กีฬาพาราลิมปิก เป็นต้น ซึ่งล่าสุดคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้เห็นชอบแต่งตั้ง นายชาญวิทย์ มุนิกานนท์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ที่คลุกคลีอยู่กับผู้พิการและการจัดกีฬาของผู้พิการ หรือ พาราลิมปิก ซึ่งจะเข้ามาช่วยดูแลการศึกษาพิเศษด้วยเช่นกัน
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า จากการรายงานทำให้ทราบว่า ปัจจุบันในจำนวนผู้เรียนของ สพฐ.กว่า 6 ล้านคน มีนักเรียนพิการเรียนรวมสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และ สังกัดศูนย์การศึกษาพิเศษ (สศศ.) ถึงจำนวน 351,531 คนในโรงเรียน 21,165 แห่ง สวนทางกับจำนวนผู้เรียนโดยรวมของประเทศที่ลดลง จึงต้องการมารับฟังปัญหา อุปสรรคและความต้องการของการจัดการศึกษาพิเศษ ก่อนที่จะมีนโยบายอะไรออกไป เพราะทางรัฐบาลและรองนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญและต้องการสนับสนุนเพื่อยกระดับการศึกษาพิเศษให้เป็นรูปธรรม เช่น เรื่องของงบประมาณ อุปกรณ์ อัตรากำลัง เพราะเราเข้าใจดีว่า โรงเรียนที่ดูแลเด็กเหล่านี้ไม่เหมือนโรงเรียนทั่วไป รวมทั้งเรื่องความก้าวหน้าในอาชีพการงานของครู และบุคลากรด้วย ที่จะต้องมีเกณฑ์ประเมินแตกต่างจากเกณฑ์ทั่วไป
“วันนี้ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากผู้บริหาร ครู และบุคลากรภาคส่วนต่าง ๆ ในการจัดการศึกษาพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใบประกอบวิชาชีพ เรื่องวิทยฐานะ เรื่องเงินอุดหนุนต่าง ๆ จึงได้สั่งการให้เลขาธิการ กพฐ. และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จัดประชุมสัมมนาระดมความคิดเห็นเรื่องเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การขอวิทยฐานะในกลุ่มครูการศึกษาพิเศษ รวบรวมสรุปเป็นข้อเสนอต่อบอร์ด ก.ค.ศ.ต่อไป“ศ.ดร.นฤมลกล่าวและว่า ส่วนในเรื่องของการพัฒนานักวิชาชีพให้มีโอกาสในการที่จะเข้ามาเป็นครู นั้น ตนได้ให้ สพฐ.ไปหารือร่วมกับสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เพื่อหาแนวทางปลดล็อคในเรื่องนี้ เช่นเดียวกับการพัฒนาครู ที่ครูจะจบเฉพาะเอกภาษาไทย เอกวิทยาศาสตร์ แต่ยังไม่มีความรู้ในเรื่องของการดูแลเด็กพิการ ทาง สพฐ. จะต้องดำเนินการพัฒนาครูกลุ่มนี้ โดยให้โรงเรียนเรียนรวมที่มีความโดดเด่น ประสานเชื่อมต่อการทำงานด้านการจัดการศึกษาพิเศษให้กับโรงเรียนเรียนรวมอื่นที่อยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษา
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการศึกษาพิเศษ ที่จะต้องไปดูว่าจะเกลี่ยงบประมาณสนับสนุนการศึกษาพิเศษให้มากขึ้นได้อย่างไร รวมทั้งเรื่องของสวัสดิการครูการศึกษาพิเศษ ที่ย้ายกลับบ้านไม่ได้ และจะต้องอยู่จังหวัดที่ใกล้เคียงแทน พบว่ามีค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพที่สูงนั้น ก็จะสอดคล้องกับนโยบายการปรับปรุงบ้านพักครู ที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องทำงานร่วมกับการเคหะแห่งชาติ กระทรวงการคลัง และกรมธนารักษ์ เพื่อปรับปรุงบ้านพักครูในปีนี้ในระยะเร่งด่วน และระบุไว้ในแผนงบประมาณปี 2570 เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาวต่อไป
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.)เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันทักษะวิชาชีพ อาชีวะสร้างช่างฝีมือ ตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส ระดับชาติ ครั้งที่ 5 ปีการศึกษา 2568 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 10 ตุลาคม 2568 ณ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด
นายยศพล กล่าวว่า โครงการอาชีวะสร้างช่างฝีมือ ตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส เป็นโครงการของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ในการสร้างโอกาสทางการศึกษาและอาชีพให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชน ในพื้นที่ห่างไกล ชายแดน ชายขอบ เขตชนบท และเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ประสบปัญหาความยากจนและขาดโอกาสทางการศึกษา ซึ่ง ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับโครงการอาชีวะสร้างช่างฝีมือ ตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส โดยมีนโยบายส่งเสริมการขยายโอกาสทางการศึกษาวิชาชีพสู่กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ห่างไกลให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น พร้อมสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอนที่เน้นการปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะวิชาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน อีกทั้งยังมุ่งเน้นการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่ดีให้แก่เยาวชน เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดย ปัจจุบันมีสถานศึกษาในสังกัด สอศ. ที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 30 แห่ง กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ 8 แห่ง ภาคกลาง 7 แห่ง ภาคตะวันออก 1 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 แห่ง และภาคใต้ 5 แห่ง จัดการเรียนการสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ระยะเวลา 1 ปี (12 เดือน) เน้นการฝึกทักษะวิชาชีพควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ผู้เรียนที่จบหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตรจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสามารถสอบผ่านมาตรฐานฝีมือแรงงานได้ทุกคน การจัดการแข่งขันทักษะวิชาชีพในครั้งที่ 5 นี้ เป็นเวทีให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้แสดงออกถึงความรู้ ความสามารถ ทักษะ และความชำนาญในสาขาวิชาชีพ เป็นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาหลักสูตร เพื่อมุ่งสู่การยกระดับคุณภาพการอาชีวศึกษา อีกทั้งยังเป็นการสร้างความรัก ความสามัคคี ในหมู่คณะ ให้รู้แพ้ รู้ชนะ และรู้อภัย
เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า การแข่งขันในครั้งนี้มีสถานศึกษาอาชีวศึกษาเข้าร่วม 30 วิทยาลัย ครูและนักเรียน นักศึกษาเข้าแข่งขันจำนวนกว่า 800 คน โดยมีการแข่งขันทักษะวิชาชีพทั้งหมด 10 ทักษะตามฐานการเรียนของโครงการ ได้แก่ ทักษะงานไม้ งานไฟฟ้า งานเชื่อม งานตะไบ งานปูน งานตีเหล็ก งานเขียนแบบ งานเครื่องยนต์เล็ก งานซ่อมบำรุง และทักษะการสอน 14 ขั้นตอน (วิธีการสอนที่เน้นการปฏิบัติจริงแบบมืออาชีพ ประกอบด้วย 14 ขั้นตอน ตั้งแต่การวิเคราะห์งาน การสาธิต การให้ผู้เรียนปฏิบัติ จนถึงการประเมินผล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสอนตามแนวทางโรงเรียนพระดาบส) การแข่งขันในครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การแข่งขันทักษะวิชาชีพของนักเรียน นักศึกษา 9 ทักษะ และการแข่งขันทักษะการสอน 14 ขั้นตอนสำหรับครูผู้สอน เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนของโครงการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากการแข่งขันทักษะวิชาชีพแล้ว ยังมีกิจกรรมเสริมสร้างความสามัคคีและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้เข้าร่วมการแข่งขัน เช่น กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ การแสดงทางวัฒนธรรมจากทุกภูมิภาค และการจัดนิทรรศการแสดงผลงานของนักเรียนนักศึกษา โดยชิ้นงานที่เกิดจากการแข่งขันและการจัดนิทรรศการจะเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้ และบางชิ้นงานจะจำหน่ายเป็นการสนับสนุนกิจกรรมของนักเรียน นักศึกษาอีกด้วย ทั้งนี้ในการแข่งขันยังมีกิจกรรมพิธีส่งมอบธงการแข่งขันให้แก่เจ้าภาพจัดการแข่งขันในปีถัดไป คือ วิทยาลัยการอาชีพเวียงสา จังหวัดน่าน ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการสืบสานและต่อยอดความสำเร็จของโครงการ เพื่อให้การพัฒนาทักษะวิชาชีพของเยาวชนในทุกพื้นที่ได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง อันเป็นการสืบสานพระราชปณิธานในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ และเตรียมความพร้อมกำลังคนด้านอาชีวศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต


รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า โรงเรียนศรัทธาสมุทรได้จัดทำคำของบประมาณซ่อมแซมอาคารเรียนและเสนอผ่านสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แล้ว แต่ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมาเกิดการเปลี่ยนแปลง จึงยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้เห็นปัญหาที่แท้จริง และได้รายงานต่อรองนายกรัฐมนตรีเพื่อขอรับการสนับสนุนงบกลางในการซ่อมแซมโรงเรียน โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำรวจข้อมูลโรงเรียนทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือภัยธรรมชาติอื่นๆ เพื่อแยกความเร่งด่วนและจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสม โดยให้ประสานกับสำนักงบประมาณอย่างใกล้ชิด
“วันนี้อาจารย์ได้มาดูพื้นที่จริงร่วมกับเลขาธิการ กพฐ.เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนในการรวบรวมเสนอของบประมาณต่อไป ซึ่งนายกรัฐมนตรีพร้อมให้การสนับสนุน เพียงแต่ขอให้เตรียมข้อมูลให้พร้อมและครบถ้วนสำหรับปัญหาบ้านพักครูในพื้นที่ ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากหลายแห่งมีสภาพทรุดโทรมจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ ทำให้ครูบางส่วนต้องเช่าที่พักหรือกู้เงินส่วนตัวมาซ่อมแซม ส่งผลให้มีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น ซึ่ง ศธ.โดยการกำกับของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้เร่งดำเนินการโครงการปรับปรุงบ้านพักครูให้เป็นรูปธรรมในรัฐบาลชุดนี้ โดยจะร่วมมือกับการเคหะแห่งชาติ ภายใต้การกำกับของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อวางแผนดำเนินการเป็นระยะและบรรจุงบประมาณดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ.2570 และต่อเนื่องในปีถัดไป โดยใช้แนวทางทยอยชำระคืนแก่การเคหะแห่งชาติ เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณก้อนใหญ่ในคราวเดียว”ศ.ดร.นฤมลกล่าวและว่าศธ.ให้ความสำคัญทั้งคุณภาพชีวิตของครูและคุณภาพการศึกษาของนักเรียน โดยจะติดตามการซ่อมแซมอาคารเรียนและโครงการบ้านพักครูในทุกพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ครูและนักเรียนได้อยู่และเรียนรู้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)พร้อมด้วย ดร.พิเชฐร์ วันทอง ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองเลขาธิการกพฐ.และผู้บริหารระดับสูง ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้มีการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 37/2568 โดย ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า วันนี้ ตนมารับฟังผลการดำเนินงานของสำนักต่างๆ ในการทำงานที่ผ่านมาซึ่งก็พบว่ามีผลเป็นที่น่าพอใจ ทั้งนี้ ตนได้เน้นย้ำ หลักการทำงาน 9 ข้อ เพื่อการพัฒนาการทำงานของ สพฐ.ให้มีประสิทธิภาพในยุคที่ตนเป็นเลขาธิการ กพฐ. คือ 1.ยึดหลักราชการ 2. บูรณาการความร่วมมือ 3. ถือผู้เรียนเป็นสำคัญ 4. ก้าวทันเทคโนโลยี 5. มีจิตอาสา 6. พัฒนาอย่างต่อเนื่อง 7. รุ่งเรืองด้วยคุณธรรม 8. เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ 9. แสดงความจงรักภักดี ซึ่งถ้าเรายึดหลักการทั้ง 9 ข้อนี้ เชื่อว่าจะนำพาการศึกษาไทยให้มีคุณภาพ ก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ได้อย่างสมบูรณ์
นางภัทริยาวรรณ กล่าวว่า ได้ดำเนินการใน 2 แนวทาง คือ ได้หารือกับกรมธนารักษ์ กับ การเคหะแห่งชาติ แล้ว โดยแนวทางแรก เป็นการจ้างการเคหะแห่งชาติมาซ่อมแซมอาคารเรียนที่มีเด็กลดลง เป็นอาคารว่างที่ไม่มีนักเรียนเรียนให้เป็นบ้านพักให้กับครู ให้เป็นสวัสดิการให้ครูอยู่ฟรี ส่วนโรงเรียนที่เป็นพื้นที่ถูกยุบเลิกแล้วก็จ้างการเคหะแห่งชาติมาสร้างบ้านพักครูให้ครู เป็นสวัสดิการให้ครูอยู่ฟรี ส่วนแนวทางที่สองเป็นแนวทางที่การเคหะแห่งชาติจะไปสร้างบ้านเพื่อขายให้กับครูโดยการเคหะแห่งชาติจะไปทำความร่วมมือ ในเรื่องของสวัสดิการต่างๆกับธนาคาร หรือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเพื่อให้ครูได้อยู่บ้านที่มีคุณภาพผ่อนระยะยาวดอกเบี้ยต่ำ
ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี กล่าวอีกว่า เรื่องการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ นั้น ขณะนี้ สพฐ.ได้ทำความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)ในการกำหนดหลักเกณฑ์ให้ตรงกับนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ แล้ว โดยจะทำให้เป็นรูปธรรมให้เร็วที่สุด เพราะถือว่าเป็นนโยบายเร่งด่วนที่เราจะต้องนำสู่การปฎิบัติ เพื่อให้ครูมีวิทยะฐานะ ลดภาระครู ส่วนกระแสข่าวเรื่องการปั่นจำนวนนักเรียน และการขายเก้าอี้ครูนั้น เรื่องนี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้สั่งการขั้นเด็ดขาดแล้วว่าอย่าให้รู้ ถ้าตรวจสอบเจอจะต้องถูกลงโทษทั้งทางวินัย และอาญา ซึ่งเรื่องนี้ตนได้มอบหมายให้ ดร.พิเชฐร์ วันทอง ไปดำเนินการแล้ว
ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ กล่าวถึง นโยบายไม่ให้จัดลำดับนักเรียน แต่ให้ประเมินศักดิ์ยภาพ ว่า จริงๆแล้วถ้าเราไปดูระเบียบการวัดและประเมินผลนักเรียน จะเน้นการประเมินดูความก้าวหน้าและความสามารถมาเทียบกับหลักเกณฑ์การเรียนรู้ ดังนั้นสิ่งที่โรงเรียนจะต้องดูคือระเบียบและประเมินผลเพื่อตัดสินว่าผ่านไม่ผ่านความก้าวหน้าหรือผลสัมฤทธิ์ ซึ่งการเรียงลำดับไม่ได้อยู่ในระเบียบ แต่อาจเป็นเพราะครูจะมาจัดเรียงลำดับเองตามคะแนน ดังนั้นเราต้องทำการสื่อสารและทำความเข้าใจให้กับผู้ปกครองให้ทราบถึงแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง รวมถึงการสื่อสารสร้างความเข้าใจ ให้กับครูผู้ปกครองด้วย


