“เกศทิพย์”เดินเต็มสูบ เร่งขับเคลื่อนสร้างองค์ความรู้สู่ประชาชนทุกช่วงวัย เชื่อมโยง Learn to Earn

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) มอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด “เสริมงานเดิม สร้างงานใหม่ ให้เท่าทันสังคมโลก By สกร.” ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้อย่างเป็นทางการ การประชุมจัดขึ้น ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) โดยมีนางยุพิน บัวคอม และนายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ที่ปรึกษากรมฯ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผู้อำนวยการกลุ่ม ศูนย์/ส่วนกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด และผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ/เขตทั่วประเทศ เข้าร่วมทั้งในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ผ่าน Zoom Meeting

ทั้งนี้ ภายในงานมีการจัดเสวนา “Learn to Earn : การเรียนรู้สู่การสร้างอาชีพ สร้างรายได้“ โดยมีผู้ร่วมเสวนาจากภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และหน่วยงานรัฐ อาทิ ดร.ดิสพล จันสิริ คณบดีคณะดิจิทัลอาร์ตและดีไซน์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นางกิตติยา ชัยสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) นายผกายเนติ์ เล่งอี้ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายธิติพัทธ์ อัครวงศ์วริศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วินเนอร์ อินเตอร์ พลาส จำกัด นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดำเนินรายการโดย นางสาววัชรีวรรณ กันเดช ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาเครือข่าย พร้อมทั้งมีการเปิดตัวหลักสูตรใหม่ “Money for Teen : เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น” โดย “โค้ชหนุ่ม The Money Coach” นายจักรพงษ์ เมษพันธุ์ เพื่อปลูกฝังวินัยทางการเงินตั้งแต่เยาว์วัย และกิจกรรมระดมแนวคิด “The Idea Forge for the New Era of DOLE : สานพลังความคิดสู่ยุคใหม่ สกร.”

จากการที่ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวปาฐกถาพิเศษในเวทีสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 3 เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา เรื่อง “Flexible Education การศึกษายืดหยุ่นตอบโจทย์ความหลากหลายของพื้นที่” ว่า กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดนโยบายสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้เกิดระบบการเรียนรู้ที่ ยืดหยุ่น ทันสมัย และตอบโจทย์พื้นที่ได้อย่างแท้จริง โดยมุ่งให้ผู้เรียนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม ผ่าน 4 มิติหลักของ Flexible Education ได้แก่ 1) Flexible Time ยืดหยุ่นด้านเวลา 2) Flexible Place ยืดหยุ่นด้านสถานที่ 3) Flexible Learning Pathways ยืดหยุ่นด้านรูปแบบการเรียนรู้ และ 4) Flexible Assessment ยืดหยุ่นด้านการวัดและประเมินผล ซึ่ง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้ขานรับแนวนโยบายดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม โดย นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้ เน้นย้ำในการมอบนโยบายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่า สกร. จะเร่งพัฒนาและขยายโอกาสการเรียนรู้ให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงได้จริง ผ่านการจัดการศึกษาที่หลากหลาย ยืดหยุ่น และเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อให้ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” เกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่และกับทุกคนอย่างแท้จริง

อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  กล่าวตอนหนึ่งในการมอบนโยบายว่า การขานรับตำแหน่งครั้งนี้ ถือเป็นการสืบสานและต่อยอดภารกิจจากสำนักงาน กศน. เดิม สู่ “กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)” อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ “ทำให้ประชาชนทุกช่วงวัย ทุกกลุ่มเป้าหมาย เข้าถึงองค์ความรู้และเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง” โดยการดำเนินงานของ สกร. จะมุ่งสู่ 4 ด้านหลักที่จะนำไปสู่การสร้างการเรียนรู้ที่เท่าทันโลก ประกอบด้วย 1. การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเองและการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 2. ส่งเสริมการอ่านตามมาตรา 5 พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะ Up-skill, Re-skill และ New-skill เพื่อเชื่อมโยงสู่แนวคิด “Learn to Earn” 3. เสริมพลังภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ขยายการเรียนรู้สู่ทุกครัวเรือน ทุกชุมชน และทุกช่วงวัย 4. ยกระดับการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับให้เข้าถึงพื้นที่ห่างไกล เติมเต็มโอกาสทางการศึกษาให้ทุกคนอ่าน เขียน คิด และพัฒนาตนเองได้ต่อเนื่อง

ในโอกาสเดียวกันนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้กล่าวถึงโครงการสำคัญ “Read for the Future” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างเครือมติชนและมูลนิธิเสริมกล้า เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านในสังคมไทย ภายใต้แนวคิด “หนังสือ คือ ประตูแห่งความสำเร็จของการเรียนรู้ก้าวแรก เมื่อคนไทยอ่านจนเป็นนิสัย จะสามารถค้นหาความรู้ด้วยตนเองและต่อยอดสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต”  โดย สกร. จะนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้ยั่งยืนและทั่วถึง ผ่าน 6 แนวทางสำคัญของการขับเคลื่อน สกร. ประกอบด้วย 1. บูรณาการงานเดิมกับภารกิจใหม่ สานต่อจุดแข็งของ กศน. ผนวกบทบาทใหม่ของ สกร. 2. เสริมพลังภาคีเครือข่าย ร่วมสร้าง “สังคมแห่งการเรียนรู้” กับทุกภาคส่วน 3. ยึดหลัก “Learn to Earn” เชื่อมโยงการเรียนรู้กับการสร้างรายได้และคุณภาพชีวิต 4. ส่งเสริมวินัยทางการเงินและความมั่นคงในครัวเรือน ผ่านการบริหารจัดการเชิงความรู้ 5. ใช้เทคโนโลยีและ AI เป็นกลไกหลัก เปิดโอกาสให้ทุกช่วงวัยเข้าถึงการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม 6. พัฒนาบุคลากร สกร. ให้เป็น “บุคคลแห่งการให้” ที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและสร้างพลังบวกในองค์กร

“เป้าหมายของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ คือ ทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้นจริงในทุกครัวเรือน ทุกชุมชน และทุกช่วงวัยของประชาชนไทย พร้อมเดินหน้าสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ที่แข็งแกร่ง เชื่อมโยงทุกภาคส่วน และทำให้การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง”ดร.เกศทิพย์ กล่าว

ไม่เอาไว้ “นฤมล”สั่งเชือดครูใช้ฟุตเหล็กตีเด็ก ป.1 รับไม่ได้ใช้ความรุนแรงกับเด็กในโรงเรียน

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2568 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวถึงกรณีครูได้ใช้ฟุตเหล็กตีนักเรียน ป.1 เพราะแอบหยิบขนมบนโต๊ะครูไปกิน จนเด็กขอบตาช้ำ แก้มบวมแดง เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีความห่วงใยต่อกรณีดังกล่าวเป็นอย่างมาก จึงได้สั่งการให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาเร่งดำเนินการลงโทษทันที และเน้นย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการไม่อาจยอมรับพฤติกรรมความรุนแรงในสถานศึกษาได้ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีของเด็กนักเรียน เพราะหน้าที่ของครูคือ ผู้ปลูกฝัง ไม่ใช่ผู้ทำร้าย

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า ครูคนดังกล่าวเป็นครูผู้ช่วยของโรงเรียนแม่จาง ตำบลนาสัก อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 และเป็นผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น ซึ่งออกให้เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2566 หมดอายุวันที่ 6 พ.ค. 2571 จึงรับเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2568

“ตามขั้นตอนแล้ว สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้นำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อพิจารณาให้พักใช้ใบอนุญาตไว้ก่อน แต่หากหน่วยงานต้นสังกัดมีความเห็นให้ออกจากราชการ ก็สามารถทำได้ทันที โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวนใด ๆ ทั้งนี้ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพจะมีการวินิจฉัยชี้ขาดกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพต่อไป” ผศ.ดร.อมลวรรณ

“ธรรมนัส”นำทีมผู้บริหาร ศธ.ตรวจเยี่ยมบ้านพักครูที่บุรีรัมย์ “อ.แหม่ม”เตรียมจับมือการเคหะฯ เร่งซ่อม สั่งสพฐ.สำรวจทั้งประเทศ หวังยกระดับคุณภาพชีวิตครู

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2568 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อตรวจเยี่ยมที่พักอาศัยครู โรงเรียนภัทรบพิตร ตำบลเสม็ด อำเภอเมือง รวม 7 หลัง ซึ่งได้รับการร้องเรียนว่าสภาพบ้านพักทรุดโทรมตามอายุการใช้งาน ครูต้องควักกระเป๋าส่วนตัวซ่อมแซมเอง ทำให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า หลังลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพจริง พบว่า บ้านพักครูหลายแห่งทั่วประเทศอยู่ในสภาพชำรุด ทรุดโทรม บางหลังมีปัญหาปลวกกัดกิน โครงสร้างเสียหายจนไม่ปลอดภัยต่อการอยู่อาศัย แต่ไม่สามารถซ่อมแซมได้ เพราะติดระเบียบราชการเก่า ทั้งของกรมธนารักษ์และของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งต้องเร่งแก้ไขให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน สิ่งที่เราเห็นในวันนี้ยังถือว่า สภาพดีกว่าหลายพื้นที่ที่ตนและอาจารย์แหม่มลงไปดูมา ครูจำนวนมากอยู่ในสภาพบ้านที่ทรุดโทรม แต่ก็ไม่สามารถซ่อมได้เพราะติดกฎระเบียบต่าง ๆ ทั้งที่บ้านพักเหล่านี้คือสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานของครู ซึ่งถือเป็นผู้หล่อหลอมเยาวชนของชาติ”

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่หลายจังหวัดพบว่า ปัญหาที่พักอาศัยครูเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ เพราะครูคือหัวใจสำคัญของการศึกษา การพัฒนาการศึกษาควรเริ่มต้นจากการดูแลความเป็นอยู่ของครูก่อน หากครูไม่มีความพร้อม ทั้งด้านจิตใจและคุณภาพชีวิต ก็ย่อมส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนโดยตรง รวมปัญหาหนี้สินของครูก็เป็นอีกเรื่องใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ควบคู่กันไป โดย ศ.ดร.นฤมล กำลังหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกอย่างเป็นระบบ ครูหลายคนมีภาระหนี้สินสูง ต้องรับผิดชอบทั้งครอบครัวและงานสอน รัฐบาลต้องหาทางลดภาระเหล่านี้ เพื่อให้ครูกลับมามีสมาธิในการทำหน้าที่หลักคือการสอนลูกหลานของเรา

“ในความคิดผม ครูเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สอง ครูที่ดีคือรากฐานสำคัญของเด็กไทย การสร้างคุณภาพการศึกษาที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี แต่ต้องเริ่มจากการทำให้ครูมีความมั่นคงในชีวิต มีบ้านพักที่ปลอดภัย และมีขวัญกำลังใจที่ดี และในฐานะที่ผมเป็นนักการเมือง ผมเพิ่งรู้ว่า ปัญหาบ้านพักอาศัยของครูอยู่ที่ สส.ผมจะไปพูดคุย ทำความเข้าใจในกรรมาธิการคณะต่าง ๆ เพื่อที่งบประมาณปี 2570 เราจะได้ไม่ไปตัดงบในส่วนนี้ คุณต้องเห็นความเป็นจริงว่าเขาเดือดร้อนกันอย่างไร อยากฝากไว้ด้วย“ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว

ด้าน ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำรวจสภาพบ้านพักครูทั่วประเทศ เพื่อจัดลำดับความเร่งด่วนและความจำเป็นในการซ่อมแซม โดยจะร่วมมือกับการเคหะแห่งชาติ ในการหาแหล่งงบประมาณมาดำเนินการ และ สพฐ.จะชำระคืนให้กับการเคหะแห่งชาติ ส่วนเรื่องการตั้งงบอย่างที่ท่านรองนายกฯได้กล่าวว่า จะต้องทำความเข้าใจกับ สส.ในสภา ในกรรมาธิการต่าง ๆ ให้เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ซึ่งถ้าได้บรรจุเข้าไปใน พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2570 เราก็จะเริ่มซ่อมปรับปรุงบ้านพักครูได้ภายในปีนี้ และจะบรรจุงบชดเชยคืนให้กับการเคหะฯ ในปีถัดไป

“การแก้ปัญหาบ้านพักครูถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของครูทั่วประเทศ ให้ครูมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรีสมกับวิชาชีพ เพราะครูคือผู้สร้างอนาคตของชาติ” รมว.ศึกษาธิการกล่าว

เลขาธิการกพฐ.มอบ “พิเชฐร์ วันทอง”ส่งนิติกรลงพื้นที่สพป.มหาสารคาม สืบหาข้อเท็จจริงขบวนการปั่นยอดจำนวนนักเรียน ขายเก้าอี้ครู

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2568 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผย กรณีชมรม STRONG ต้านทุจริต ได้เผยแพร่ข้อมูลกล่าวอ้างว่า โรงเรียนบางแห่งในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม(สพป.มค.)อาจมีพฤติกรรม ปั่นยอดจำนวนนักเรียน โดยการเคลื่อนย้ายนักเรียนเข้า–ออกชั่วคราว เพื่อให้จำนวนถึงเกณฑ์และนำไปใช้ในการคำนวณอัตรากำลังครูเกินจริง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการจัดสรรบุคลากรครูและคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน โดยล่าสุด ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)สั่งตั้งคณะกรรมการกลาง ของศธ. เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวแล้วนั้น ว่า ตนทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ จึงได้มอบให้ ดร.พิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการกพฐ. ซึ่งดูแลงานบุคคล ให้ฝ่ายนิติกร ของสพฐ. ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกทางหนึ่ง ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะต้องลงไปดูข้อมูลทั้งการสอบครู และจำนวนนักเรียน อย่างไรก็ตาม ตนได้กำชับให้เร่งดำเนินการ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า สพฐ. พร้อมนำนโยบาย ของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไปดำเนินการ และกำชับ สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เรื่องที่เกิดขึ้นถือว่ามีความสำคัญ และการสอบครูผู้ช่วยต้องดำเนินการให้ถูกต้อง เป็นธรรม โปร่งใส และขอให้ประชาชน และผู้เกี่ยวข้องให้ความเชื่อมั่น ว่า สพฐ.จะดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย เพื่อคุณภาพและโอกาสทางการศึกษาที่จะเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน

จัดซื้อและกระจายเครื่องผ่าตัดสมองด้วยรังสีให้โรงเรียนแพทย์ไม่มีจริง “สุรศักดิ์”สั่ง อว.เร่งตรวจสอบ

จากกรณีที่มีสมาชิกวุฒิสภาได้อภิปรายโดยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยหน่วยงานสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จะดำเนินการจัดซื้อและกระจายเครื่องผ่าตัดสมองด้วยรังสี หรือ Gyroscopic Radiosurgery จำนวน 10 เครื่อง ไปยังโรงเรียนแพทย์ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อเสริมศักยภาพการรักษาผู้ป่วย เนื้องอกสมองบางชนิด และ Brain functional disorder เช่น โรคพาร์คินสัน เป็นต้น โดยที่โรงเรียนแพทย์ไม่ได้ร้องขอนั้น

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดอว. เปิดเผยว่า นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.อว. ได้สั่งการให้มีตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เพราะถือว่าสร้างความเสียหายให้กับกระทรวง อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบเบื้องต้น ตนได้สอบถามไปยัง สกสว. พบว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง แต่มีกลุ่มบุคคลไปแอบอ้างกับโรงเรียนแพทย์ต่างๆ ว่าเป็นโครงการของ อว.ที่จะได้รับทุนจาก สกสว. โดยหลังจากนี้ สกสว.จะมีการดำเนินการทางกฎหมายกับกลุ่มบุคคลที่ไปแอบอ้างต่อไป

“ รมว.อว. ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและขอขอบคุณสมาชิกวุฒิสภาที่อภิปรายเรื่องดังกล่าว ที่สำคัญ อว.จะตรวจสอบให้ถี่ถ้วนและจะไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้อีก ยืนยันว่าทุกการดำเนินการจะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้” ปลัด อว. กล่าว

ขณะที่ สกสว. ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดสรรเครื่อง Gyroscopic Radiosurgery ว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง ปัจจุบันไม่มีนโยบายหรือโครงการจัดซื้อเครื่องมือดังกล่าว และไม่มีการจัดสรรงบประมาณ 2,500 ล้านบาทตามที่มีการกล่าวอ้าง ทั้งนี้ สกสว. มีภารกิจหลักในการสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเทศ การพิจารณางบประมาณทุกด้านยึดหลักความเหมาะสมของเทคโนโลยี ความต้องการของหน่วยบริการ และความคุ้มค่าต่อประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ

“ศ.ดร.นฤมล”ฉุน “สั่ง”ปลัด.ศธ.จัดการขบวนการ “ขายเก้าอี้ครู”ตรวจพบต้องดำเนินการทั้งวินัยและอาญา

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2568 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยว่า ตนได้รับข้อสั่งการจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำเนินการตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงโดยด่วน กรณีชมรม STRONG ต้านทุจริต ได้ออกมาเปิดโปงกลโกงทำลายระบบการศึกษาและความเป็นธรรมในระบบราชการครู โดยทางชมรมฯพบว่ามีกระบวนการ”ย้ายนักเรียนวนไป” เพื่อสร้างอัตรากำลังครูเกินจริงในกลุ่มโรงเรียนที่ต้องการหาผลประโยชน์ ซึ่งมีเป้าหมายสุดท้ายคือการ “ขายเก้าอี้ครู” โดยมีกลยุทธ์ 3 ขั้นตอน ใช้ช่องโหว่ของระบบคำนวณอัตรากำลังจากจำนวนนักเรียน ดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน คือ 1. ขั้นปั่นยอด: สร้างอัตราเกินจริง ซึ่งจะมีโรงเรียนระดับประถมศึกษาในจังหวัดมหาสารคามเป็นตัวอย่าง เช่น ดำเนินการ ย้ายนักเรียน 4 คน (หรือมากกว่า) เข้า-ออกชั่วคราว เพื่อปั่นยอดจำนวนนักเรียนรวมให้ถึงเกณฑ์ เช่น 121 คน ผลที่ได้ตัวเลขที่สูงขึ้นอย่างไม่เป็นจริง ทำให้โรงเรียนมีสิทธิ์ได้รับ อัตรากำลังครูเพิ่ม หรืออัตราครุภัณฑ์เพิ่ม จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 2.ขั้นย้ายเข้า ครูสบาย โรงเรียนอื่นเดือดร้อน เพราะเมื่อมีอัตราครูเพิ่มจากการปั่นยอดแล้ว ครูในกลุ่มผลประโยชน์ก็จะถูกย้ายเข้าโรงเรียนดังกล่าว สร้างภาระให้กับครูโรงเรียนอื่นที่ขาดครูจริงอย่างไม่ยุติธรรม โดยเฉพาะโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม(สพป.มค.) และ 3. ขั้นขายตำแหน่ง: ล็อคสเปก แลกเงินจากอัตราครูที่ได้มาเกินจริง จะถูกนำไปใช้เพื่อหาผลประโยชน์ โดยโรงเรียนจะกำหนดความต้องการวิชาเอกให้ตรงกับกลุ่มบุคคล ที่ต้องการย้ายเข้ามา หรือต้องการบรรจุ ซึ่งตำแหน่งเหล่านี้ถูกนำไปใช้ รับย้ายครู หรือ บรรจุครู ที่ ยินดีจ่ายเงินซื้อตำแหน่ง เพื่อแลกกับการได้ย้ายเข้าโรงเรียนในพื้นที่ทำเลดี

“ตอนนี้ผมได้ตั้งคณะกรรมการลงไปสืบหาข้อเท็จจริงในพื้นที่ ที่ได้รับการร้องเรียนแล้ว โดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้สั่งการขั้นเด็ดขาดว่าจะต้องไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง ทั้งแต่งตั้งและโยกย้าย หากพบว่าพื้นที่ไหนมีพฤติกรรมดังกล่าวจะดำเนินการทั้งวินัยและอาญา”ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

“อ.แหม่ม” ลุยตรวจนำ้ท่วมโรงเรียนที่ชัยภูมิ สั่งเร่งซ่อม–สร้างที่พักครูให้ปลอดภัย

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมลงพื้นที่กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในพื้นที่ชัยภูมิ ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและสร้างความเสียหายให้กับสถานศึกษา ได้แก่ โรงเรียนคอนสวรรค์ อ.คอนสวรรค์ และโรงเรียนบ้านลาดใต้ อ.หนองบัวแดง โดยมีผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนนักศึกษา ให้การต้อนรับ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวในการตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับอาคารเรียน และอุปกรณ์การเรียนการสอน พร้อมพูดคุยและให้กำลังใจครู อาจารย์ นักเรียน และผู้ปกครอง รวมทั้งได้เยี่ยมชมศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center)ว่า กระทรวงศึกษาธิการ จะพัฒนา ปรับปรุง หรือซ่อมแซมอาคารสถานที่ให้มีความปลอดภัย พร้อมใช้งาน ทั้งโรงเรียน และที่พักอาศัยครู โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำรวจความต้องการในพื้นที่ ทั้งข้อมูลบ้านพัก/ที่พักครู ทั้งในโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศให้เสร็จสิ้นในปีงบประมาณ 2569

นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีอยู่กว่า 1.4 ล้านล้านบาท ขณะนี้ถูกรวมไว้ในงบประมาณกลุ่มหนี้สินภาคประชาชน ซึ่งถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่เราจะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จเป็นรูปธรรมให้ได้

MOU 4 กระทรวง ศธ. -กษ.-กก. -พม. หนุนใช้ยางพาราในภาครัฐ สร้างรายได้เพิ่มความมั่นคงให้เกษตรกรไทย

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568เวลา 13.30 .ที่ อาคาร 99 ปี ..ชูชาติ กำภูกรมชลประทาน สามเสน .ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยและนายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ยางพาราในภาครัฐกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่นำโดย ..ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์,นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

โดย .ดร.นฤมล กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราให้มีตลาดรองรับอย่างมั่นคงโดยเฉพาะการใช้ยางพาราในโครงการภาครัฐต่าง ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์การเรียน เฟอร์นิเจอร์ และโครงสร้างพื้นฐานของสถานศึกษาซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกรแล้ว ยังสอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนของรัฐบาล

“อ.แหม่ม” สั่ง ปรับเกณฑ์สอบครูใหม่ พร้อมตั้งมาตรฐานครูการศึกษาพิเศษ กำชับ สพฐ.จำกัดความเด็กเก่ง ไม่ควรมุ่งไปที่สายวิทย์-คณิต เพียงอย่างเดียว

เมื่อวันที่ 1 ต.ค.68 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 10/2568 โดยมีนายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการ และผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เข้าร่วม ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบผลการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ประจำปี 2568 ซึ่งมีผู้ผ่านการทดสอบจำนวน 14,925 คน คิดเป็นร้อยละ 54 ของผู้สำเร็จการศึกษาครูทั้งหมด อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการบางส่วนเห็นว่าผู้ที่สำเร็จการศึกษาด้านการศึกษาได้รับการประเมินตามระบบของแต่ละสาขาอยู่แล้ว ขณะที่บางสาขาที่เน้นทักษะเฉพาะ เช่น วิศวกรรม หรืองานช่าง ไม่สามารถวัดผลด้วยข้อสอบวิชาการ จึงอาจทำให้จำนวนผู้ผ่านการทดสอบไม่สูงเท่าที่ควร ดังนั้นที่ประชุมจึงเห็นชอบให้ปรับหลักเกณฑ์การทดสอบใหม่ โดยเน้นการวัดความรู้ด้านวิชาชีพครูเป็นหลัก ลดหรือยกเลิกการทดสอบกลุ่มสาขาวิชา พร้อมทั้งชะลอการทดสอบรายกลุ่มสาขาวิชาในรอบถัดไป ซึ่งเดิมจะจัดเดือนมกราคม 2569 ออกไปก่อน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. … ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ เพื่อผลิตครูที่มีความรู้ความสามารถ สมรรถนะสูง และมีความเชี่ยวชาญในการจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษโดยเฉพาะ โดยในส่วนของการรับรองคุณวุฒิทางการศึกษา ที่ประชุมอนุมัติให้กับ 46 แห่ง จำนวน 131 หลักสูตร ครอบคลุม ปริญญาตรีทางการศึกษา 122 หลักสูตร ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 6 หลักสูตร ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) 2 หลักสูตร และปริญญาเอกทางการศึกษา 1 หลักสูตร นอกจากนี้ ยังอนุมัติการปรับแผนการรับนักศึกษาปริญญาตรีทางการศึกษาของ 3 แห่ง รวม 6 หลักสูตร

ศ.ดร.นฤมล ให้สัมภาษณ์ ภายหลังการประชุม ว่า ตนได้มอบนโยบายให้ สพฐ. ปรับระบบการวัดและประเมินผลผู้เรียน โดยเน้นประเมินตามศักยภาพรายบุคคล ไม่ยึดเกณฑ์เดียวกันทั้งหมด เพื่อสนับสนุนการพัฒนาความสามารถด้านต่าง ๆ ของนักเรียน ทั้งด้านวิชาการ ศิลปะ กีฬา ภาษา และดนตรี โดยฝากให้ สพฐ. พิจารณาเกณฑ์การประเมินนักเรียนรายบุคคล เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลการเรียนของตัวเองกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มเด็กระดับชั้นเดียว และเทียบกับผลการเรียนของตนเองในอดีตว่ามีพัฒนาการดีขึ้นหรือไม่ ไม่ใช่ประกาศผลแบบจัดลำดับเหมือนที่ผ่านมา และควรเลิกระบบดังกล่าวได้แล้ว นอกจากนั้น การให้คำจำกัดความเด็กเก่ง ไม่ควรมุ่งไปที่สายคณิต-วิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ควรสนับสนุนความสามารถเฉพาะด้านของเด็กแต่ละคน เพื่อให้เด็กสามารถพัฒนาศักยภาพได้เต็มที่และไม่เสียโอกาสในการต่อยอดความสามารถเฉพาะด้านอื่นๆด้วย

14 หลักสูตรวิศวกรรม 8 มหาวิทยาลัยไทย คว้ามาตรฐานระดับโลก “ABET” ปลัด อว. ชี้ปี 2569 ทะลุ 28 หลักสูตร ตอกย้ำคุณภาพบัณฑิตไทยสู่สากล

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า องค์กรรับรองมาตรฐานการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) หรือ Accreditation Board for Engineering and Technology (ABET) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศรายชื่อสถาบันอุดมศึกษาไทยที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน 14 หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์จาก 8 มหาวิทยาลัยไทย ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สาขาวิศวกรรมเคมี, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี สาขาวิศวกรรมโยธา, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล, มหาวิทยาลัยมหิดล 7 หลักสูตร ประกอบด้วย สาขาวิศวกรรมชีวการแพทย์ วิศวกรรมเคมี วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และวิศวกรรมอุตสาหการ, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สาขาวิศวกรรมเคมี, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิศวกรรมนาโน, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 2 หลักสูตร ประกอบด้วย วิศวกรรมชีวการแพทย์ และวิศวกรรมอุตสาหการและการจัดการโลจิสติกส์

ปลัดอว. กล่าวต่อว่า ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจาก โครงการส่งเสริมสถาบันอุดมศึกษาไทยให้ได้รับการรับรอง ABET ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวง อว. และสมาคมนักวิชาชีพไทยในอเมริกาและแคนาดา (ATPAC) นำโดย ศ.ดร.เมธี เวชารัตนา นายกสมาคม ATPAC รศ.ดร.วีระ จันทร์คง และ ศ.ดร.รัตติกร ฮิวเวท และได้รับงบประมาณสนับสนุนจากคณะอนุกรรมการด้านการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ของสถาบันอุดมศึกษาไทยให้มีคุณภาพมาตรฐานระดับโลก สามารถผลิตบัณฑิตที่มีสมรรถนะเทียบเคียงได้ในระดับนานาชาติตามข้อตกลงปฏิญญาสากล Washington Accord รวมถึงเป็นกลไกส่งเสริมความเป็นสากล และสู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาคของการจัดการศึกษาในสาขาวิศวกรรมศาสตร์

“ปัจจุบันยังมีอีก 14 หลักสูตร จาก 6 มหาวิทยาลัย ที่กำลังเตรียมความพร้อมเข้ารับการประเมินจาก ABET ในช่วงปลายปี 2568 นี้ ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (หลักสูตรนานาชาติ) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงคาดว่าในปี 2569 ไทยจะมีหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ที่ผ่านการรับรอง ABET รวม 28 หลักสูตร ถือเป็นก้าวสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นต่อคุณภาพบัณฑิตวิศวกรไทย เพิ่มโอกาสทำงานและศึกษาต่อในต่างประเทศ และตอกย้ำศักยภาพของระบบอุดมศึกษาไทยในการผลิตกำลังคนคุณภาพสูงเพื่อการพัฒนาประเทศ” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าว