เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) มอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด “เสริมงานเดิม สร้างงานใหม่ ให้เท่าทันสังคมโลก By สกร.” ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้อย่างเป็นทางการ การประชุมจัดขึ้น ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) โดยมีนางยุพิน บัวคอม และนายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ที่ปรึกษากรมฯ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผู้อำนวยการกลุ่ม ศูนย์/ส่วนกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด และผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ/เขตทั่วประเทศ เข้าร่วมทั้งในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ผ่าน Zoom Meeting
ทั้งนี้ ภายในงานมีการจัดเสวนา “Learn to Earn : การเรียนรู้สู่การสร้างอาชีพ สร้างรายได้“ โดยมีผู้ร่วมเสวนาจากภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และหน่วยงานรัฐ อาทิ ดร.ดิสพล จันสิริ คณบดีคณะดิจิทัลอาร์ตและดีไซน์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นางกิตติยา ชัยสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) นายผกายเนติ์ เล่งอี้ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายธิติพัทธ์ อัครวงศ์วริศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วินเนอร์ อินเตอร์ พลาส จำกัด นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดำเนินรายการโดย นางสาววัชรีวรรณ กันเดช ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาเครือข่าย พร้อมทั้งมีการเปิดตัวหลักสูตรใหม่ “Money for Teen : เรื่องเงินเรียนรู้ได้ตั้งแต่วัยรุ่น” โดย “โค้ชหนุ่ม The Money Coach” นายจักรพงษ์ เมษพันธุ์ เพื่อปลูกฝังวินัยทางการเงินตั้งแต่เยาว์วัย และกิจกรรมระดมแนวคิด “The Idea Forge for the New Era of DOLE : สานพลังความคิดสู่ยุคใหม่ สกร.”
จากการที่ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวปาฐกถาพิเศษในเวทีสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 3 เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา เรื่อง “Flexible Education การศึกษายืดหยุ่นตอบโจทย์ความหลากหลายของพื้นที่” ว่า กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดนโยบายสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้เกิดระบบการเรียนรู้ที่ ยืดหยุ่น ทันสมัย และตอบโจทย์พื้นที่ได้อย่างแท้จริง โดยมุ่งให้ผู้เรียนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม ผ่าน 4 มิติหลักของ Flexible Education ได้แก่ 1) Flexible Time ยืดหยุ่นด้านเวลา 2) Flexible Place ยืดหยุ่นด้านสถานที่ 3) Flexible Learning Pathways ยืดหยุ่นด้านรูปแบบการเรียนรู้ และ 4) Flexible Assessment ยืดหยุ่นด้านการวัดและประเมินผล ซึ่ง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้ขานรับแนวนโยบายดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม โดย นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้ เน้นย้ำในการมอบนโยบายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่า สกร. จะเร่งพัฒนาและขยายโอกาสการเรียนรู้ให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงได้จริง ผ่านการจัดการศึกษาที่หลากหลาย ยืดหยุ่น และเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อให้ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” เกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่และกับทุกคนอย่างแท้จริง
อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวตอนหนึ่งในการมอบนโยบายว่า การขานรับตำแหน่งครั้งนี้ ถือเป็นการสืบสานและต่อยอดภารกิจจากสำนักงาน กศน. เดิม สู่ “กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)” อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ “ทำให้ประชาชนทุกช่วงวัย ทุกกลุ่มเป้าหมาย เข้าถึงองค์ความรู้และเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง” โดยการดำเนินงานของ สกร. จะมุ่งสู่ 4 ด้านหลักที่จะนำไปสู่การสร้างการเรียนรู้ที่เท่าทันโลก ประกอบด้วย 1. การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเองและการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 2. ส่งเสริมการอ่านตามมาตรา 5 พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะ Up-skill, Re-skill และ New-skill เพื่อเชื่อมโยงสู่แนวคิด “Learn to Earn” 3. เสริมพลังภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ขยายการเรียนรู้สู่ทุกครัวเรือน ทุกชุมชน และทุกช่วงวัย 4. ยกระดับการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับให้เข้าถึงพื้นที่ห่างไกล เติมเต็มโอกาสทางการศึกษาให้ทุกคนอ่าน เขียน คิด และพัฒนาตนเองได้ต่อเนื่อง
ในโอกาสเดียวกันนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้กล่าวถึงโครงการสำคัญ “Read for the Future” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างเครือมติชนและมูลนิธิเสริมกล้า เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านในสังคมไทย ภายใต้แนวคิด “หนังสือ คือ ประตูแห่งความสำเร็จของการเรียนรู้ก้าวแรก เมื่อคนไทยอ่านจนเป็นนิสัย จะสามารถค้นหาความรู้ด้วยตนเองและต่อยอดสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต” โดย สกร. จะนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้ยั่งยืนและทั่วถึง ผ่าน 6 แนวทางสำคัญของการขับเคลื่อน สกร. ประกอบด้วย 1. บูรณาการงานเดิมกับภารกิจใหม่ สานต่อจุดแข็งของ กศน. ผนวกบทบาทใหม่ของ สกร. 2. เสริมพลังภาคีเครือข่าย ร่วมสร้าง “สังคมแห่งการเรียนรู้” กับทุกภาคส่วน 3. ยึดหลัก “Learn to Earn” เชื่อมโยงการเรียนรู้กับการสร้างรายได้และคุณภาพชีวิต 4. ส่งเสริมวินัยทางการเงินและความมั่นคงในครัวเรือน ผ่านการบริหารจัดการเชิงความรู้ 5. ใช้เทคโนโลยีและ AI เป็นกลไกหลัก เปิดโอกาสให้ทุกช่วงวัยเข้าถึงการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม 6. พัฒนาบุคลากร สกร. ให้เป็น “บุคคลแห่งการให้” ที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและสร้างพลังบวกในองค์กร
“เป้าหมายของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ คือ ทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้นจริงในทุกครัวเรือน ทุกชุมชน และทุกช่วงวัยของประชาชนไทย พร้อมเดินหน้าสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ที่แข็งแกร่ง เชื่อมโยงทุกภาคส่วน และทำให้การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง”ดร.เกศทิพย์ กล่าว



เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2568 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อตรวจเยี่ยมที่พักอาศัยครู โรงเรียนภัทรบพิตร ตำบลเสม็ด อำเภอเมือง รวม 7 หลัง ซึ่งได้รับการร้องเรียนว่าสภาพบ้านพักทรุดโทรมตามอายุการใช้งาน ครูต้องควักกระเป๋าส่วนตัวซ่อมแซมเอง ทำให้ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก
ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า หลังลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพจริง พบว่า บ้านพักครูหลายแห่งทั่วประเทศอยู่ในสภาพชำรุด ทรุดโทรม บางหลังมีปัญหาปลวกกัดกิน โครงสร้างเสียหายจนไม่ปลอดภัยต่อการอยู่อาศัย แต่ไม่สามารถซ่อมแซมได้ เพราะติดระเบียบราชการเก่า ทั้งของกรมธนารักษ์และของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งต้องเร่งแก้ไขให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน สิ่งที่เราเห็นในวันนี้ยังถือว่า สภาพดีกว่าหลายพื้นที่ที่ตนและอาจารย์แหม่มลงไปดูมา ครูจำนวนมากอยู่ในสภาพบ้านที่ทรุดโทรม แต่ก็ไม่สามารถซ่อมได้เพราะติดกฎระเบียบต่าง ๆ ทั้งที่บ้านพักเหล่านี้คือสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานของครู ซึ่งถือเป็นผู้หล่อหลอมเยาวชนของชาติ”
“ในความคิดผม ครูเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สอง ครูที่ดีคือรากฐานสำคัญของเด็กไทย การสร้างคุณภาพการศึกษาที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี แต่ต้องเริ่มจากการทำให้ครูมีความมั่นคงในชีวิต มีบ้านพักที่ปลอดภัย และมีขวัญกำลังใจที่ดี และในฐานะที่ผมเป็นนักการเมือง ผมเพิ่งรู้ว่า ปัญหาบ้านพักอาศัยของครูอยู่ที่ สส.ผมจะไปพูดคุย ทำความเข้าใจในกรรมาธิการคณะต่าง ๆ เพื่อที่งบประมาณปี 2570 เราจะได้ไม่ไปตัดงบในส่วนนี้ คุณต้องเห็นความเป็นจริงว่าเขาเดือดร้อนกันอย่างไร อยากฝากไว้ด้วย“ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว
ด้าน ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำรวจสภาพบ้านพักครูทั่วประเทศ เพื่อจัดลำดับความเร่งด่วนและความจำเป็นในการซ่อมแซม โดยจะร่วมมือกับการเคหะแห่งชาติ ในการหาแหล่งงบประมาณมาดำเนินการ และ สพฐ.จะชำระคืนให้กับการเคหะแห่งชาติ ส่วนเรื่องการตั้งงบอย่างที่ท่านรองนายกฯได้กล่าวว่า จะต้องทำความเข้าใจกับ สส.ในสภา ในกรรมาธิการต่าง ๆ ให้เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ซึ่งถ้าได้บรรจุเข้าไปใน พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2570 เราก็จะเริ่มซ่อมปรับปรุงบ้านพักครูได้ภายในปีนี้ และจะบรรจุงบชดเชยคืนให้กับการเคหะฯ ในปีถัดไป
“การแก้ปัญหาบ้านพักครูถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของครูทั่วประเทศ ให้ครูมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรีสมกับวิชาชีพ เพราะครูคือผู้สร้างอนาคตของชาติ” รมว.ศึกษาธิการกล่าว



เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมลงพื้นที่กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาในพื้นที่ชัยภูมิ ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและสร้างความเสียหายให้กับสถานศึกษา ได้แก่ โรงเรียนคอนสวรรค์ อ.คอนสวรรค์ และโรงเรียนบ้านลาดใต้ อ.หนองบัวแดง โดยมีผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนนักศึกษา ให้การต้อนรับ
ศ.ดร.นฤมล กล่าวในการตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับอาคารเรียน และอุปกรณ์การเรียนการสอน พร้อมพูดคุยและให้กำลังใจครู อาจารย์ นักเรียน และผู้ปกครอง รวมทั้งได้เยี่ยมชมศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center)ว่า กระทรวงศึกษาธิการ จะพัฒนา ปรับปรุง หรือซ่อมแซมอาคารสถานที่ให้มีความปลอดภัย พร้อมใช้งาน ทั้งโรงเรียน และที่พักอาศัยครู โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำรวจความต้องการในพื้นที่ ทั้งข้อมูลบ้านพัก/ที่พักครู ทั้งในโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศให้เสร็จสิ้นในปีงบประมาณ 2569
เมื่อวันที่
โดย
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. … ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ เพื่อผลิตครูที่มีความรู้ความสามารถ สมรรถนะสูง และมีความเชี่ยวชาญในการจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษโดยเฉพาะ โดยในส่วนของการรับรองคุณวุฒิทางการศึกษา ที่ประชุมอนุมัติให้กับ 46 แห่ง จำนวน 131 หลักสูตร ครอบคลุม ปริญญาตรีทางการศึกษา 122 หลักสูตร ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 6 หลักสูตร ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) 2 หลักสูตร และปริญญาเอกทางการศึกษา 1 หลักสูตร นอกจากนี้ ยังอนุมัติการปรับแผนการรับนักศึกษาปริญญาตรีทางการศึกษาของ 3 แห่ง รวม 6 หลักสูตร
ศ.ดร.นฤมล ให้สัมภาษณ์ ภายหลังการประชุม ว่า ตนได้มอบนโยบายให้ สพฐ. ปรับระบบการวัดและประเมินผลผู้เรียน โดยเน้นประเมินตามศักยภาพรายบุคคล ไม่ยึดเกณฑ์เดียวกันทั้งหมด เพื่อสนับสนุนการพัฒนาความสามารถด้านต่าง ๆ ของนักเรียน ทั้งด้านวิชาการ ศิลปะ กีฬา ภาษา และดนตรี โดยฝากให้ สพฐ. พิจารณาเกณฑ์การประเมินนักเรียนรายบุคคล เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลการเรียนของตัวเองกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มเด็กระดับชั้นเดียว และเทียบกับผลการเรียนของตนเองในอดีตว่ามีพัฒนาการดีขึ้นหรือไม่ ไม่ใช่ประกาศผลแบบจัดลำดับเหมือนที่ผ่านมา และควรเลิกระบบดังกล่าวได้แล้ว นอกจากนั้น การให้คำจำกัดความเด็กเก่ง ไม่ควรมุ่งไปที่สายคณิต-วิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ควรสนับสนุนความสามารถเฉพาะด้านของเด็กแต่ละคน เพื่อให้เด็กสามารถพัฒนาศักยภาพได้เต็มที่และไม่เสียโอกาสในการต่อยอดความสามารถเฉพาะด้านอื่นๆด้วย


