“เกศทิพย์” ประกาศเจตนารมณ์พลิกโฉม สกร.เร่งขับเคลื่อนให้ติดตลาดแทนที่ กศน.เดิม

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) เป็นประธานการประชุมรับมอบแนวทางการดําเนินงานกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดี สกร. นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดี สกร. นายชัยพัฒน์ พันธุ์วัฒนสกุล รองอธิบดี สกร. คณะที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ผู้อำนวยการกองและกลุ่มที่ตั้งอยู่ส่วนกลาง เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมหม่อมหลวงจินตนา นพวงศ์ ชั้น 3 ศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้

ดร.เกศทิพย์ กล่าวเน้นย้ำถึงการขับเคลื่อนภารกิจของ สกร.
ว่า เป็นกลไกหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกครัวเรือน  “ทุกเรื่องที่รับผิดชอบ ต้องทำงานแล้วสำเร็จ” โดยต้องทำให้ทุกคนเห็นถึงความแตกต่างระหว่าง สกร. กับ กศน.ในอดีต และเน้นการใช้พระราชบัญญัติใหม่ที่เปิดโอกาสให้ สกร. ทำงานร่วมกับศาสนาและชุมชนได้อย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้บทบาทของผู้นำในพื้นที่ ทุกคนคือคน สกร. ไม่ใช่สายใคร แต่เป็นทีมเดียวกันที่ต้องสร้างผลสัมฤทธิ์ให้ชัดเจน ซึ่งขอประกาศเจตนารมณ์ พลิกโฉมให้ สกร.ติดตลาดแทน กศน. และผลักดันให้ สกร. เป็นที่รู้จักและอยู่ในใจประชาชนทุกครัวเรือน

อธิบดี สกร. กล่าวด้วยว่า สกร.โชคดีที่มีบุคลากรที่ทำงานด้วยหัวใจ มีจิตบริการ ขยัน และสะอาด แต่ยังขาดความพร้อมด้านสื่อและทรัพยากรในห้องสมุด ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ และหนังสือ ซึ่งจะเป็นจุดเน้นในการพัฒนา โดยเฉพาะการส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีวิต การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อน สกร. อย่างเต็มกำลัง โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และสื่อสารให้ประชาชนรับรู้ถึงความตั้งใจจริงในการดำเนินงานด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิตของ สกร.ต่อไป

รร.เจี้ยใช้ เอกชนการกุศลสงเคราะห์ ร่วมมือ พว.นำ GPAS 5 Steps อบรมครูสู่นวัตกรรมนักเรียน ตอบโจทย์การศึกษาชาติ

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 โรงเรียนเจี้ยไช้ เอกชนการกุศลสงเคราะห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งจัดการเรียนการสอนระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่างโรงเรียนเจี้ยไช้กับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) โดย  นายมาโนชญ์ อรรฆภัทรโฆษิต ผู้อำนวยการโรงเรียนเจี้ยไช้ กับ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ร่วมลงนาม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาการเรียนรู้แบบ Active Learning ให้สอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) ด้านการศึกษา ที่ได้กำหนดกิจกรรมปฏิรูปที่ 2 การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 โดยการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนในปัจจุบันไปสู่การเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ภายใต้หลักสูตรอิงมาตรฐาน (Standard-based Curriculum) ด้วยการส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาชีพของครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนเจี้ยไช้ เพื่อยกระดับคุณภาพนักเรียนให้มีความฉลาด สามารถสร้างความรู้ได้เอง นำไปสู่นวัตกรรม จนผู้เรียนสามารถพัฒนาเป็นนวัตกรได้ ตามที่ยุทธศาสตร์ชาติกำหนด

นายมาโนชญ์ กล่าวว่า หลังจากที่โรงเรียนได้ทำ MOU กับ พว.แล้ว ตนมีความคาดหวังว่าลูก ๆ โรงเรียนเจี้ยใช้ จะได้รับการเรียนการสอนตามกระบวนการ GPAS 5 Steps และจะได้สิ่งใหม่ ๆ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น อีกทั้งจะเป็นเครื่องมือให้ครูของโรงเรียนเจี้ยใช้ได้นำไปสอน รูปแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นสิ่งที่ดีที่เราจะนำการเรียนรูปแบบใหม่ ๆ มาปรับใช้กับโรงเรียนเจี้ยใช้ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนการกุศลสงเคราะห์ เด็กส่วนใหญ่มาจากต่างอำเภอ ต่างจังหวัด มีโอกาสเรียนกวดวิชาน้อย แต่เราก็ไม่ได้ย่อท้อ พยายามหาสิ่งดี ๆ มาให้ลูก ๆ ของเราได้เรียนรู้เหมือนโรงเรียนทั่วไป โดยเฉพาะการเรียนรู้แบบ Active Learning ซึ่งครูประมาณ 100 คนจะเริ่มเข้ารับการอบรมในวันที่ 3ตุลาคมนี้ หลังจากนั้นทางโรงเรียนจะเริ่มดำเนินการจัดการเรียนการสอนในภาคเรียนที่2/2568 นี้เลย เพื่อให้เด็กเข้าใจกระบวนการเรียนรู้และสร้างนวัตกรรมด้วยตัวเอง

“จริง ๆ แล้ว ผมมีโอกาสอยู่ในบรรยากาศการทำ MOU ระหว่างโรงเรียนดรุณาราชบุรี กับ พว. และมีโอกาสได้รู้จักกับ ดร.ศักดิ์สิน ซึ่งท่านจะส่งวิทยากรเข้ามาอบรมการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Stepsเพื่อที่จะเติมเต็มให้กับลูก ๆ ตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญว่าเด็กทุกคนจะต้องได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม”นายมาโนชญ์ กล่าว

ดร.ศักดิ์สิน กล่าวว่า โรงเรียนเจียใช้ถือเป็นโรงเรียนเอกชนการกุศลสงเคราะห์แห่งแรก ที่ร่วม MOU กับ พว. ทั้งนี้ในแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาได้กำหนดไว้เลยว่า เด็กจะต้องมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ขั้นสูงเชิงระบบ ไม่ใช่แค่อ่านออกเขียนได้ ทุกคนจะต้องได้รับการพัฒนาพหุปัญญาอย่างสมดุลย์ และเด็กในระดับประถมศึกษาจะต้องสามารถมีการคิดวิเคราะห์สูงกว่าเด็กอนุบาล ต้องสามารถพัฒนางาน โครงงานนวัตกรรมได้เลย ซึ่งนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 จะต้องสามารถสร้างนวัตกรรมได้ และนวัตกรรมนี้จะต้องไปสนับสนุนครอบครัวของตัวเองในการประกอบอาชีพใด ๆ ก็ตาม เด็กจะสามารถนำนวัตกรรมที่ทำขึ้นไปต่อยอดอาชีพให้กับครอบครัวได้ ซึ่งแผนการศึกษาชาติได้กำหนดไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า อยากให้เด็กตั้งแต่เยาว์วัยสามารถเรียนรู้และรับผิดชอบต่อครอบครัวพัฒนาอาชีพของพ่อแม่โดยนำนวัตกรรมจากโรงเรียนไปช่วย

ดร.ศักดิ์สิน กล่าวอีกว่า ในห้องเรียนเป็นเวทีของนักเรียนไม่ใช่เป็นเวทีของครู ซึ่งเด็กจะต้องได้รับการเรียนรู้ได้มากที่สุด ถ้าครูเข้าใจการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ก็จะนำพานักเรียนไปสู่จุดเป้าหมาย เด็กสามารถคิดเป็นขั้น เป็นตอน คิดเป็นกระบวนการลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง ซึ่งในศตวรรษที่ 21 เน้นการคิดเป็นหลัก คิดวิเคราะห์ขั้นสูงเชิงระบบ แต่คนไทยยังพูดแค่คิดวิเคราะห์ แต่ยังไม่เป็นระบบ ซึ่งระบบจริง ๆ ต้องมีกระบวนการเข้ามาช่วย ซึ่งตรงนี้ที่ประเทศไทยยังเข้าไม่ถึง ส่วนมากจะสอนเนื้อหาแต่ยังไม่มีกระบวนการซึ่งในการอบรมของ พว.เราจะเริ่มให้เด็กได้เรียนรู้ถึงขั้นตอนกระบวนการคิด ตั้งแต่ระดับอนุบาล เพราะเด็กวัยนี้จะเรียนรู้ได้เร็วมาก เส้นใยประสาทจะพัฒนาได้สูงกว่าทุกวัยของมนุษย์จะเก็บเกี่ยวเชื่อมโยงในสิ่งที่เขาเรียนรู้ ในระบบ ซึ่งจะพัฒนาได้เร็ว ดีกว่าที่จะมาเริ่มพัฒนาตอนที่เด็กโตแล้ว

“ตอนนี้กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายให้เรียนรู้แบบ Active Learning เป็นหลักการจาก GPAS 5 Steps จากการท่องจำมาเป็น Active Learning โดยการปฎิบัติแต่จะปฏิบัติอย่างไรที่จะทำให้เด็กเหล่านั้นสร้างความรู้ได้เอง ตามที่หลักสูตรกำหนดไว้ หรือ กฎหมายกำหนดไว้ ดังนั้นความรู้ที่เด็กคิดเอง จะไปประเมินเชื่อมโยงกับความดี ความงาม คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งความรู้ตรงนี้จะไปวางแผนแล้วลงมือปฏิบัติจริง จนเกิดผลและสามารถประเมินตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อปรับปรุงคุณภาพปรับสิ่งที่ขาดหายไปให้เกิดผลผลิตขึ้น จนเกิดเป็นนวัตกรรมขึ้นมา ดังนั้นตัวกระบวนการ GPAS 5 Steps ต่างหากคือความสำเร็จและสามารถใช้ได้ทุกเนื้อหาสาระ เพราะหากกระบวนการติดตัวเด็กไปแล้วเด็กก็จะได้เรียนหนังสือเข้าใจได้มากยิ่งขึ้นกลายเป็นความรู้ขั้นสูง ซึ่ง พว.ได้ทำการวิจัยมาแล้ว”ดร.ศักดิ์สินกล่าว

“อ.แหม่ม” ลงพื้นที่พิจิตร ชู  “Fix it center”เป็นพระเอกช่วยเหลือประชาชนทุกสถานการณ์ พร้อมแจงแก้จุดอ่อนระบบ TRS ย้ำใครมีข้อมูลเสียเงินแลกการย้ายส่งหลักฐานถึง รมต.ได้โดยตรง จะจัดการขั้นเด็ดขาด พร้อมมั่นใจสหกรณ์กลาง สกสค.เกิดแน่นอน

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ดร.พิเชฐ โพธิภักดี ว่าที่ เลขาธิการ กพฐ. ดร.ประวิต เอราวรรณ เลขาธิการสภาการศึกษา ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)ข้าราชการระดับสูงศธ.และผู้เกี่ยวข้อง ได้เดินทางไปเยี่ยม รับฟังปัญหา ให้กำลังใจนักเรียน ผู้ปกครอง ครูและบุคลากร และตรวจเยี่ยมศูนย์ซ่อมสร้าง Fix it center ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพิจิตรโรงเรียนกำแพงดินพิทยาคม และโรงเรียนชุมชนวัดวังจัก จังหวัดพิจิตร

โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า จากที่ได้รับฟังปัญหาและรายงานผลกระทบในพื้นที่ ที่เกิดขึ้นจากพายุในหลายระลอก และกำลังจะมีเข้ามาอีก ก็ได้มีการเตรียมการรับมือซึ่งในส่วนของโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้มอบหมายให้ผู้บริหารในพื้นที่ดูแลในเรื่องของการเยียวยาและช่วยเหลือดูแลเบื้องต้นในเรื่องของถุงยังชีพและข้าวของเครื่องใช้ที่จะไปช่วยครูและผู้ปกครองแล้ว ส่วนเงินเยียวยานั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้สั่งการแล้วว่า หลังจากแถลงนโยบายรัฐบาลในวันที่ 30 กันยายน นี้ จะสามารถใช้งบประมาณได้ ก็ให้ดำเนินการเรื่องการเยียวยาทันที โดยขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรกำลังเร่งสำรวจความเสียหายในพื้นที่ เพื่อรายงานไปยังกระทรวงมหาดไทยให้เตรียมเงินเยียวยาเพื่อมอบให้แก่พี่น้องประชาชนต่อไป

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ณ ตอนนี้หลายพื้นที่น้ำท่วมเต็มพื้นที่ 100% แต่เนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงปิดภาคเรียน ก็หวังว่าเมื่อเปิดเทอมแล้ว สถานการณ์จะคลี่คลายสามารถเปิดการเรียนการสอนได้ตามปกติ อย่างไรก็ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ต้องถือว่า Fix it center เป็นพระเอกตัวจริง ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่ทางกระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ให้การสนับสนุนพื้นที่ในการเข้ามาช่วยเหลือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึง รถยนต์ จักรยานยนต์ ซึ่งสามารถช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมาก อย่างไรก็ตามคิดว่า สอศ.คงต้องการรับการช่วยเหลือสนับสนุนเรื่องของงบประมาณและอุปกรณ์การทำงานเพิ่มเติม ซึ่งตนรับที่จะไปหารือกับนายกรัฐมนตรีเรื่องงบประมาณต่อไป ส่วนเรื่องของอุปกรณ์นั้นเท่าที่ทราบได้มีภาคเอกชนเข้ามาให้การสนับสนุนในลักษณะกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR)ทั้งการสนับสนุนน้ำมันเครื่อง หรือ อะไหล่ เป็นต้น

“การอาชีวศึกษาถือเป็นกลไกหลักสำคัญในการพัฒนาชาติไทย อาจารย์ได้คุยกับนายยศพล เลขาธิการ กอศ.มาตลอดในเรื่องของการยกระดับการอาชีวศึกษาของไทย ซึ่งจริง ๆ แล้วก็มีการขับเคลื่อนไปมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทวิภาคีหรือความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อที่จะนำองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม ตลาดแรงงาน ความต้องการกำลังคนอาชีวศึกษา ในหลายสาขา ซึ่งยอมรับว่าไปได้ไกลมากแล้ว และรัฐบาลก็พร้อมจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่”ศ.ดร.นฤมลกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างพบปะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียนและผู้ปกครอง ที่โรงเรียนกำแพงดินพิทยาคม  ศ.ดร.นฤมล ได้เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมประชุมนำเสนอประเด็นปัญหา หรือ สิ่งที่ต้องการให้ช่วยเหลือ สนับสนุน ซึ่ง นายทศพล ขุนนาถ ผู้อำนวยการโรงเรียนสากเหล็กวิทยา ได้สอบถามเรื่องการพิจารณาย้ายข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านระบบ TRS (Teacher Rotation System) ที่ทำให้จำนวนคนที่ได้รับการพิจารณาให้ย้ายมีปริมาณลดลงจากระบบการย้ายแบบเดิมมาก ซึ่งเรื่องนี้ ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับรายงานทราบว่า ตอนเปิดใช้ระบบ TRS มีครูขอย้ายมากถึง 30,000 กว่าคน แต่กลับได้ย้ายจริงแค่ 2,000 กว่าคน หรือประมาณ 7.7% เท่านั้น ตนจึงได้หารือ ดร.ธนู ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ได้รับคำอธิบายมา แต่ก็ได้ขอให้ ดร.ธนู ไปหารือกับเลขาธิการ กพฐ. ทั้ง 2 คน ว่า จะทำอย่างไรได้บ้าง เพราะไม่ต้องการเป็นการสั่งการลงไปจากรัฐมนตรี แต่อยากให้ผู้ที่ต้องใช้ระบบและผู้ดูแลระบบได้ทราบปัญหาและหาทางแก้ไขร่วมกัน

โดยในที่ประชุม ดร.ธนู ได้กล่าวว่า โดยหลักการระบบ TRS เป็นระบบที่ดีมาก แต่เมื่อนำไปใช้จริงก็มีเสียงสะท้อนและตัวเลขที่ออกมาก็ได้ไม่มาก ระบบยังไม่ไหลลื่น รมว.ศึกษาธิการ และ ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้แนะนำให้แก้ปัญหาโดยให้ครูได้ย้ายกลับภูมิลำเนาหรือถ้าย้ายกลับภูมิลำเนายังไม่ได้ก็ให้ไปพื้นที่ใกล้เคียงก่อน  ซึ่งจากการหารือกับเลขาธิการ กพฐ.ทั้ง ว่าที่ร้อยตรี ธนุ และ ดร.พิเชฐ ก็เห็นตรงกันว่า อาจจะต้องกลับมาทบทวนใหม่ ซึ่งคงต้องใช้เวลาซักระยะว่ามีอะไรบ้างที่ต้องปรับปรุง แก้ไข เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของครูได้มากที่สุด ให้ครูได้ย้ายกลับภูมิลำเนาได้มากที่สุด โดยจะนำเข้าสู่คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.) และ นำเสนอบอร์ด ก.ค.ศ.ในเร็ว  ๆ นี้

ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวว่า เรื่องนี้ เท่าที่ได้รับฟังจากผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ทราบว่า ในอดีตที่ผ่านมามีเรื่องของการวิ่งเต้น เรียกรับผลประโยชน์ เพื่อแลกกับการย้าย ซึ่งพลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ อดีต รมว.ศึกษาธิการ ก็พยายามแก้ปัญหาจึงคิดให้นำระบบ TRS มาใช้ เป็นการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาจัดการ แต่เมื่อนำมาใช้แล้วเกิดปัญหาในบางจุด จึงจำเป็นต้องปรับให้สามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหานั้น แต่อย่างไรก็ตามหากยังมีการวิ่งเต้นเรียกรับผลประโยชน์เกิดขึ้นอีก ขอให้พี่น้องครูรายงานเข้ามา หรือจะส่งเรื่องตรงมาถึง รมว.ศึกษาธิการเลยก็ได้ ถ้ามีหลักฐานว่า ใครไปเรียกรับผลประโยชน์ตรงไหน ตนไม่เอาไว้ จะดำเนินการให้เด็ดขาด

“ส่วนเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินครูนั้น อาจารย์จะนำเรื่องเข้า ครม.เพื่อให้สามารถตั้งสหกรณ์กลางของสกสค.ได้ ในการรวมหนี้ครูมาไว้ที่สหกรณ์กลาง โดยเริ่มต้นที่ 100,000 ล้านบาทก่อน ที่จะได้ดอกเบี้ยต่ำ แล้วให้เกิดแรงกระเพื่อมในสหกรณ์ครูทั้งหลายเพื่อให้ลดดอกเบี้ยให้เช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าสามารถทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรมได้เชื่อว่ารัฐบาลก็พร้อมที่จะให้แหล่งเงินเพิ่มอีก โดยเรื่องนี้อาจารย์ได้คุยกับ นายกฯ ไปว่า ให้บรรจุเข้าไปในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่ง นายกฯ ก็สั่งไปที่เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ซึ่งทุกท่านที่เกี่ยวข้องก็มาคุยกับอาจารย์ บอกว่า นายกฯ ให้ใส่เข้าไปในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล แต่ถ้าใส่ลงไปก็จะมีหนี้ ของส่วนอื่น ๆ เข้ามาอีก จึงขอให้ ใช้คำว่า หนี้สินภาคประชาชน แต่ในนั้นจะมีหนี้สินครูรวมอยู่ด้วย ก็ขอให้ความมั่นใจว่า รัฐบาลจะช่วยกันพาครูให้พ้นจากภาระเรื่องค่าของชีพ เรื่องการทำงานและทำให้ครูมีได้รายได้เพิ่มจากวิทยฐานะที่สมควรได้ ขอให้ความมั่นใจกับทุกคน

“ธรรมนัส”รับโจทย์ใหญ่ ลดปริมาณน้ำแก้ปัญหาน้ำท่วม ควง รมต.พรรคกล้าธรรม ลงพื้นที่จังหวัดพิจิตรช่วยเหลือชาวบ้าน ออกโฉนด มอบถุงยังชีพ ขณะที่ ศ.ดร.นฤมล ดูโรงเรียน  ตรวจเยี่ยมศูนย์ซ่อมสร้าง Fix it center

เมื่อวันที่ 28 กันยายน  2568 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยรัฐมนตรี ของพรรคกล้าธรรม ประกอบด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  นายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดพิจิตรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และติดตามสถานการณ์น้ำ

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า กล่าวว่า วันนี้เรามาในนามรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยในวันที่ 29-30 กันยายน นี้  นายกรัฐมนตรีจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่าคณะรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดนี้จะทำงานในกรอบระยะเวลาเท่าใดก็ตาม จะทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมือง ตามที่ได้ถวายคำสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าเราจะดูแลพี่น้องประชาชนภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 อย่างเคร่งครัดจะบริหารราชการอย่างซื่อสัตย์สุจริต

รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวต่อไปว่า ตนได้รับรายงานจากผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ว่า น้ำท่วมจังหวัดพิจิตรตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคมจนถึงวันนี้ วันที่  28 กันยายน ซึ่งเป็นเวลาเดือนกว่า โดยเฉพาะที่อำเภอสามง่ามน้ำท่วมถึงหน้าอก ซึ่งก็สาหัสทุกปี ทั้งนี้ตนก็ได้รับนโยบายจากนายกรัฐมนนตรีให้แก้ไขปัญหาน้ำท่วมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กำกับกรมชลประทาน ซึ่งก็ได้พูดคุยหารือกับอธิบดีกรมชลประทานตลอด แทบจะเอาตัวมาติดกันเลย เพราะต้องช่วยกันแก้ปัญหา โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำ สิ่งที่เราต้องทำคือ การลดปริมาณและการระบายน้ำจากเขื่อน ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่จะต้องลงมาสั่งการด้วยตนเอง เพื่อแก้ปัญหาให้กับชาวจังหวัดพิจิตรและจังหวัดอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบ บรรเทาความเดือดร้อน

“และวันนี้ผมมามอบเอกสารสิทธิโฉนด ส.ป.ก.4-01 ที่ได้ต่อสู้ให้กับประชาชนในสมัยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งแรก โดยผมได้สั่งการให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมออกเอกสารแสดงสิทธิให้แก่เกษตรกร ที่เรียกว่า ส.ป.ก.4-01 ซึ่งก็ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่าจะเอาที่ดินของหลวงไปขายให้กับนายทุน ซึ่งผมก็ได้อภิปรายบนเวทีคนเดียวถึง 2 ชั่วโมง เพื่อให้สส.เข้าใจ เนื่องจาก ส.ป.ก.4-01 มีข้อจำกัดไม่สามารถเอาไปต่อยอดได้ ตรงนี้ก็ทำเพื่อชาวบ้านเพื่อพี่น้องประชาชนจะได้มีที่ดินทำกิน อันไหนทำให้คนไทยมีความสุขผมก็จะทำ”ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว

หลังจากนั้นร้อยเอกธรรมนัส โดยมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า ก็ได้มอบถุงยังชีพ จำนวน 1,500 ชุดให้กับชาวบ้าน จากนั้นช่วงบ่ายรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรมก็แยกย้ายลงพื้นที่ตามภารกิจที่รับผิดชอบ โดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ได้ลงตรวจเยี่ยมโรงเรียนที่ถูกน้ำท่วม และเยี่ยมศูนย์ซ่อมสร้าง Fix it center ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยมี ที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีพิจิตร วิทยาลัยเทคนิคพิจิตร และวิทยาลัยอาชีวศึกษาพิจิตร มาออกศูนย์ซ่อมสร้าง

“อ.แหม่ม”ได้ใจครู ฟื้นผลงานเชิงประจักษ์เลื่อนวิทยฐานะ พร้อมผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติให้คลอดทันในรัฐบาลชุดนี้ ขณะที่วิชาประวัติศาสตร์หน้าที่พลเมืองต้องให้ความสำคัญมากขึ้น

วันที่ 25 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตทั่วประเทศ ครั้งที่ 1/2568 เพื่อพบปะและพูดคุยถึงแนวทางการทำงานด้านการขับเคลื่อนการศึกษา โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั้ง 245 เขตทั่วประเทศ ผู้อำนวยการสำนัก ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรของ สพฐ. เข้าร่วมกว่า 350 คน ณ ห้องคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ กล่าวว่า วันนี้ได้มาพบปะผู้บริหาร สพฐ. และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 245 เขต เป็นการพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันและเตรียมการล่วงหน้า โดยประเด็นเร่งด่วนที่กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการทันที คือ การลดภาระค่าครองชีพและการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ซึ่งตนได้หารือกับนายกรัฐมนตรี และจะถูกรวมไว้ในนโยบายรัฐบาลกลุ่มหนี้สินภาคประชาชน ส่วนการปรับปรุงระบบวิทยฐานะครู ที่ผ่านมาเกณฑ์ประเมินมักไม่สอดคล้องกับภารกิจของครู ทำให้ครูจำนวนไม่น้อยไม่สามารถก้าวหน้าทางวิชาชีพได้อย่างเป็นธรรม แนวทางใหม่จะมีการปรับโครงสร้างผู้ประเมิน โดยกำหนดให้ผู้ประเมินต้องมีประสบการณ์ตรงในสายงาน เพื่อให้การตัดสินเป็นธรรมมากขึ้น พร้อมทั้งเปิดทางเลือกให้ครูใช้ผลงานการสอน หรือผลงานเชิงประจักษ์ แทนผลงานวิจัยเพียงอย่างเดียว คล้ายแนวทาง “teaching track” และ “research track” ของต่างประเทศ รวมทั้งกำหนดให้จำนวนครูที่สามารถเลื่อนวิทยฐานะได้ เป็นหนึ่งใน KPI ของผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริหารสนับสนุนครูอย่างจริงจัง โดยต้องจัดทำหลักเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน โปร่งใส และเปิดให้ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน นอกจากนี้ จะมีการเพิ่มตำแหน่งสายสนับสนุน จำนวน 1,706 อัตรา เพื่อบรรเทาภาระงานที่ไม่ใช่งานสอน เช่น งานธุรการ งานพัสดุ งานซ่อมบำรุง ฯลฯ โดยคาดว่าจะสามารถจัดสรรให้เขตพื้นที่การศึกษาต่าง ๆ ได้ภายในสัปดาห์ถัดไปหลังการแถลงนโยบายรัฐบาล เพื่อให้ครูสามารถทุ่มเทให้กับการสอนและดูแลเด็กได้อย่างเต็มศักยภาพ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาตินั้น เรื่องนี้ ตนพยายามจะดำเนินการให้สำเร็จภายในรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากในอดีต พ.ร.บ.การศึกษาเคยถูกเลื่อนพิจารณาออกไปหลายครั้งเมื่อเข้าสู่การประชุมสภาผู้แทนราษฏร แต่ครั้งนี้รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการมุ่งมั่นที่จะทำให้ร่างกฎหมายการศึกษาได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาให้ได้ โดยได้หารือกับกรรมาธิการการศึกษาทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านซึ่งต่างมีท่าทีพร้อมสนับสนุน หากมีการปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดให้เหมาะสม ดังนั้น หาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ผ่านความเห็นชอบ จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการปฏิรูประบบการศึกษาไทย ทั้งด้านโครงสร้างหลักสูตร การประเมินคุณภาพผู้เรียน การกระจายอำนาจการบริหารจัดการ และการกำหนดบทบาทหน่วยงานด้านการศึกษาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

“อาจารย์อยากฝากเรื่องที่สำคัญอีกเรื่อง คือ การศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวิชาทางสาย STEM อย่าง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ เท่านั้น แต่ยังต้องส่งเสริมความถนัดด้านอื่นของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ ดนตรี กีฬา ภาษา หรือทักษะทางสังคม รวมถึงวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการจัดการเรียนการสอน และการบรรจุเข้าสู่ระบบการสอบ เพื่อสร้างความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้เด็กเข้าใจระบอบการปกครองของไทยได้อย่างถ่องแท้ และป้องกันไม่ให้เด็กได้รับข้อมูลที่ผิด ๆ จึงขอฝากให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและบุคลากรในพื้นที่ ร่วมกันสนับสนุนการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เพื่อสร้างความเข้าใจต่อระบอบประชาธิปไตย บทบาทพลเมือง และสถาบันหลักของชาติต่อไป“ศ.ดร นฤมล กล่าว

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญเนื่องจากเป็นการประชุม onsite ครั้งแรกในรอบหลายปี และเป็นการประชุม ผอ.เขต ครั้งสุดท้ายของปีงบประมาณ 2568 เพื่อให้ผู้บริหาร สพฐ. และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 245 เขต ได้รับฟังแนวทางการดำเนินงานจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งจะเป็นทิศทางสำคัญสำหรับการดำเนินงานในปีงบประมาณต่อไป พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการปฏิบัติงานจากทุกเขตตรวจราชการ รวมถึงสรุปผลการดำเนินงาน การถอดบทเรียน การรับฟังข้อเสนอแนะจากพื้นที่ต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการดำเนินงานในอนาคต การประชุมครั้งนี้จึงเป็นทั้งการทบทวนความสำเร็จ และการจัดเตรียมแนวทางที่จะช่วยให้การนำนโยบายระดับชาติมาสู่โรงเรียนให้เกิดผลอย่างแท้จริง และเกิดคุณภาพกับผู้เรียนทุกคนอย่างยั่งยืนสืบไป

อาชีวะย้ำผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่เชื่อมโยงความรู้ คุณธรรม คิดบวก ขับเคลื่อนนโยบายร่วมกัน

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เป็นประธานปิดการพัฒนาสมรรถนะรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ตามมาตรฐานตำแหน่ง โดยมีนายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการ กอศ. นางธิติมา โรจน์วัชราภิบาล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา นายอัศวิน ข่มอาวุธ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ นางเบญจวรรณ ปกป้อง ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นายยศพล กล่าวว่า การพัฒนาสมรรถนะรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ตามมาตรฐานตำแหน่ง ในวันนี้เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจ ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 วันของการพัฒนาสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายร่วมกัน ความคิดเชิงบวก และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ที่จะนำไปสู่การพัฒนาสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาให้เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง โดยสิ่งสำคัญที่รองผู้อำนวยการได้รับในครั้งนี้ คือ ความรู้ ความเข้าใจ และการประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะเรื่อง AI ควบคู่กับการมีคุณธรรมและจริยธรรม ขอฝากแนวคิดการบริหารตน ที่ต้องอาศัยทั้ง IQ ความรู้ EQ จิตใจ AQ การแก้ปัญหา MQ คุณธรรม และ PQ การดูแลสุขภาพ เพื่อเป็นรากฐานใน การบริหารคนและการบริหารงาน ได้อย่างสมดุล

“การพัฒนาฯ ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การพบปะหรือพูดคุย แต่จะเป็นการต่อยอดไปสู่กิจกรรมและการพัฒนาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับสมรรถนะและขับเคลื่อนสถานศึกษาตามนโยบายอาชีวศึกษาอย่างยั่งยืน ฝากถึงรองสถานศึกษาทุกแห่งให้นำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทและอัตลักษณ์ของแต่ละสถานศึกษา เพื่อให้การพัฒนามีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาสมรรถนะรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ตามมาตรฐานตำแหน่ง มี รอง ผอ.สถานศึกษา เข้าร่วมทั้งสิ้น 968 คน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 24 กันยายน 2568 ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กรุงเทพมหานคร โดยมีเนื้อหาการอบรมจากผู้บริหาร สอศ. และ วิทยกรผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น การบริหารงานบุคคลและภาวะผู้นำอาชีวศึกษา การปฏิบัติเพื่อพัฒนาสถานศึกษาและคุณภาพผู้เรียน การบริหารความเสี่ยงและการป้องกันการทุจริตในสถานศึกษา ทักษะการบริหารและปรับตนในศตวรรษที่ 21 เป็นต้น

 

สพฐ.มั่นใจนักเรียน 118 เขตได้ใช้แท็บเล็ต Anywhere Anytime ตามกำหนดเวลา

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ครั้งที่35/2568 ว่า ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าการเช่าใช้อุปกรณ์การเรียนการสอนสำหรับครูและนักเรียน ในโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime)ปี 2568 ของ สพฐ.โดยเน้นการใช้เทคโนโลยี เช่น แท็บเล็ต/โน้ตบุ๊ก ของ 118 เขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งมั่นใจว่าสามารถดำเนินการได้ตามเวลาที่กำหนด คือภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ โดยนักเรียนและครูจะได้เข้าถึงสื่อและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของนโยบาย Anywhere Anytime ได้อย่างแน่นอน โดยขณะนี้ได้ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาแล้ว จํานวน 6 เขต  กำลังพิจารณาผล 12 เขต กำลังประกาศเชิญชวน 40 เขต กำลังประชาพิจารณ์ ร่างขอบเขตงานหรือ TOR 44 เขต กำลังแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทํา ร่าง TOR 12 เขต

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมได้เน้นย้ำ เรื่องการบริหารงบประมาณที่เป็นงบลงทุนให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยภายในปีงบประมาณนี้เนื่องจากตาม ...งบฯกำหนดให้ใช้ได้ไม่เกิน 2 ปีงบประมาณ ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่า จากการติดตามอย่างเข้มข้นทุกสัปดาห์ ทำให้มีงบที่มีแนวโน้มเสี่ยงจะถูกพับไป มีเพียง 3-4 ล้านบาทเท่านั้น จากเดิมที่เคยสูงถึง400–500 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขน้อยที่สุดตั้งแต่ใช้ ...ฉบับใหม่มา แสดงให้เห็นว่าการกำกับติดตามอย่างใกล้ชิดไปยังโรงเรียนและผู้บริหารได้ผลดีมาก และจะนำไปปฏิบัติในปีงบประมาณต่อๆ ไป

สำหรับเรื่องสุดท้าย คือ การรับมือสถานการณ์อุทกภัยและพายุรากาซาซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาได้แจ้งเตือนว่าพายุดังกล่าวได้ทวีกำลังแรงและอาจส่งผลกระทบกับครู นักเรียน และโรงเรียนในสังกัด สพฐ. จึงได้กำชับให้ทุกโรงเรียนเตรียมแผนป้องกัน เตรียมพร้อมรองรับการอพยพการดูแลอาคารสถานที่ และป้องกันทรัพย์สินทางราชการ โดยให้ความสำคัญกับการดูแลครูและนักเรียนให้ปลอดภัยสูงสุด หากน้ำท่วมหรือถนนขาดให้ปิดโรงเรียนได้เพื่อความปลอดภัย หลังพายุผ่านก็ให้เร่งฟื้นฟูโดยเร็ว และขอขอบคุณรัฐบาลที่ได้อนุมัติงบกลางช่วยซ่อมแซมโรงเรียนที่เสียหายเพื่อสามารถเปิดเรียนได้ตามปกติต่อไปเลขาธิการกพฐ. กล่าว

บอร์ดปฐมวัย ดันวาระแห่งชาติ 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม รู้ทันภัยเงียบ “งดใช้จอ ก่อน 2 ขวบ” สร้างเด็กคุณภาพในยุคดิจิทัล

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเสวนาวิชาการ เรื่อง รู้ทันภัยวัยเด็ก งดสื่อหน้าจอก่อน 2 ขวบ โดยมี นายธฤติ ประสานสอน รองเลขาธิการสภาการศึกษา และผู้แทนจากหน่วยงานรัฐและเอกชนที่ดูแลรับผิดชอบเด็กปฐมวัย และพ่อแม่ผู้ปกครอง เข้าร่วมประชุม โรงแรมไมด้า งามวงศ์วาน .นนทบุรี

รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 มีมติเห็นชอบข้อเสนอเชิงนโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่มเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยในสภาวะวิกฤตเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันโลกได้เข้าสู่สังคมแห่งเทคโนโลยี ทำให้เด็กยุคใหม่มีโอกาสในการใช้เวลาอยู่กับหน้าจอเพิ่มมากขึ้น จากการวิจัยของวอลดอฟเชื่อว่าเด็กมีพัฒนาการตามช่วงวัยเป็นขั้นบันได โดยสิ่งกระตุ้นจากพ่อแม่และสภาพแวดล้อมมีผลต่อการตอบสนองของเด็ก รวมถึงการเรียนรู้จากประสบการณ์ผ่านกิจกรรมจะช่วยกระตุ้นจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจึงเห็นควรผลักดันมาตรการ “3 ลดมาตรการที่ 4 ลดใช้สื่อหน้าจอในเด็กปฐมวัยอย่างจริงจัง งดใช้ก่อนวัย 2 ขวบ เป็นมาตรการเร่งด่วนที่ควรประชาสัมพันธ์ให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครอบครัว ครู/ผู้ดูแลเด็ก และผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยได้เห็นประเด็นปัญหานี้ และร่วมกันประชาสัมพันธ์เผยแพร่เป็นมาตรการเร่งด่วนและดำเนินการนำสู่การปฏิบัติ โดยเชื่อมั่นว่าการสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ที่ดี จะทำให้เด็กไทยเติบโตเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาประเทศในอนาคต

ด้าน .ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ กล่าวในการ Stand talk เรื่องการลงทุนในเด็กปฐมวัยช่วยสร้างสังคมคุณภาพได้  ว่า การลงทุนในเด็กปฐมวัยถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด จากการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์การศึกษาชี้ชัดว่า ทุก 1 บาทที่ลงทุนไปจะคืนกลับมามากกว่าหลายเท่าในอนาคต กอปรกับไทยก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ สังคมที่มีคุณภาพจึงต้องเริ่มจากการดูแลเด็กเล็กให้สมวัยเพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่สมบูรณ์ ดังนั้น การงดใช้จอก่อน 2 ขวบถือเป็นก้าวสำคัญที่จะส่งผลต่อความสามารถในการเรียนรู้และคุณภาพแรงงานในอนาคต

ส่วน .นพ.วีระศักดิ์ ชลไชยะ กล่าวเรื่องภัยร้ายจากสื่อหน้าจออันตรายกว่าคิดว่า อนาคตที่ดีของเด็กควรเริ่มตั้งแต่ปฐมวัย โดยเฉพาะพัฒนาการเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปี จะเป็นรากฐานของความเจริญก้าวหน้าและความยั่งยืนทางสังคม ผู้เลี้ยงดู คือ ผู้สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ในสมองเด็ก ซึ่งต้องใช้การเลี้ยงดูจากผู้ใหญ่ที่มีความมั่นคง ดูแลเอาใจใส่ และมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน รวมถึงปัญหาการใช้สื่อหน้าจอกับสมองด้านภาษาและการอ่าน พบว่า เด็กที่ใช้สื่อหน้าจอมากจะมีความสัมพันธ์กับการลดลงของ white matter tracts ในสมองซึ่งสอดคล้องกับการประเมินทางสติปัญญา ตลอดจนปัญหาของเด็กที่อายุน้อยกว่า 3 ปี ที่ได้รับสื่อมากกว่า 1 อย่างพร้อมกันสัมพันธ์กับปัญหา EF เพิ่มขึ้น และปัญหาสื่อที่กระทบต่อพฤติกรรมทั้งด้านการนอน อารมณ์ ความก้าวร้าวทั้งนี้ หากจะให้ลูกใช้สื่อหน้าจอควรเลือกโปรแกรมที่มีคุณภาพเหมาะสมตามวัย สิ่งสำคัญคือ เน้นส่งเสริมให้เด็กนอนหลับ ออกกำลังกายเล่นตามวัย อ่านหนังสือ และมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับเด็กอย่างเพียงพอ

นอกจากนี้มีการเสวนาวิชาการรู้ทันภัยวัยเด็ก งดสื่อหน้าจอก่อน 2 ขวบโดย นางธิดา พิทักษ์สินสุข นายธาม เชื้อสถาปนศิริ นายสุรเสกข์ยุทธิวัฒน์ นายอนิก พลทัตพชระ และ ภญ.ณัฐกานต์ ประสพสายพรกุลสรุปว่า ช่วงปฐมวัย 0 – 6 ปี เป็นวัยรากฐานของชีวิตมนุษย์ ซึ่งเป็นวัยที่ไวต่อปัจจัยที่มากระทบและเป็นหน้าต่างแห่งโอกาส การเลี้ยงดูมีผลอย่างยิ่งต่อเด็กจอไม่ใช่พี่เลี้ยง แต่เป็นภัยเงียบที่ทำลายพัฒนาการและธรรมชาติของการเรียนรู้ของเด็กเล็ก จึงต้องหันมาสร้างเวลาคุณภาพส่งเสริมพัฒนาการ 4 ด้าน ได้แก่ กิน นอน กอด และเล่น เน้นสร้างโอกาสให้เด็กได้พัฒนา SELF & EF คิดและทำด้วยกัน ตลอดจนเน้นการใช้สื่อเย็น เช่น ของเล่น สนามเด็กเล่น สิ่งพิมพ์ เครื่องกีฬา เป็นต้นและที่ประชุมร่วมสรุปแนวทางการขับเคลื่อนมาตรการลดการใช้สื่อหน้าจอในเด็กปฐมวัยอย่างจริงจัง : งดใช้ก่อนวัย 2 ขวบ ไปสู่การปฏิบัติจริงโดย นางสรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ได้เน้นถึง การแก้ปัญหาการใช้จอเกินวัยในเด็กปฐมวัยต้องการมาตรการที่เข้มข้นและจริงจัง ไม่ใช่แค่การให้ข้อมูลหรือคำเตือน แต่ต้องเป็นนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในระดับครอบครัว ชุมชน และสังคม โดยการลดการใช้สื่อหน้าจออย่างจริงจัง งดใช้ก่อนวัย 2 ขวบจะต้องทำให้เป็นบรรทัดฐาน ทั้งนี้การขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบาย ‘3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่มจะช่วยให้มีกรอบปฏิบัติที่ชัดเจนและเชื่อมโยงทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว โรงเรียนหน่วยงานรัฐ และสื่อมวลชนร่วมกัน เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและคุณภาพสำหรับเด็กไทยทุกคน

TRS ทบทวน หรือ เปิดกว้าง?

หยอก หยอก วันที่ 22กันยายน 2568 *** เพราะทุกการยอมรับ ไม่ได้แปลว่า “แพ้” แต่คือการให้โอกาสได้เริ่มใหม่อย่างเข้มแข็ง *** “หยอก หยอกคอลัมน์ที่เอาแต่เรื่องจริงมาหยอก *** เห็น พาดหัวข่าว “นฤมล”สั่งทบทวนพิจารณาย้ายข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านระบบ TRS (Teacher Rotation System) บางคนอาจเข้าใจไปแล้วว่า จะมีการทบทวนกันทั้งระบบหรือเปล่า? เพราะเรื่องนี้ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พรรคภูมิใจไทย ที่ทำไว้ แม้แต่ หยอก หยอก ก็ยัง “เอ๊ะ”กับข่าวนี้เช่นกัน เพราะเคยได้ยินจากปาก “อ.แหม่ม” ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในทำนองว่านโยบายของรัฐมนตรีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับครู บุคลากรทางการศึกษา และเด็กได้ประโยชน์ก็จะสานต่อ … วันนี้เลยยกหูสายตรงคุยกับ ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)ได้ความว่า แท้จริงแล้ว คำว่า “ทบทวน” คือ การเปิดกว้าง ทำให้ครูได้ประโยชน์มากขึ้น เพราะสามารถย้ายไปอยู่ในพื้นที่ใกล้บ้านรอไปก่อน ในกรณีเขตพื้นที่ฯที่ครูต้องการย้ายไปยังไม่ว่าง เนื่องจากระบบ TRS ปัจจุบัน ที่ใช้มาแล้ว 2 รอบ ยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะกรณีขอย้ายกลับภูมิลำเนา เช่น ครูสอนที่จังหวัดทางภาคใต้ แต่ภูมิลำเนาอยู่ที่ศรีสะเกษ เขต 1  ก็ยื่นขอย้ายไปที่ศรีสะเกษ เขต 1 แต่เขตพื้นที่ ศรีสะเกษ เขต 1 ไม่ว่าง ก็เลยไม่ได้ย้าย … อ.แหม่ม จึงให้การบ้าน ก.ค.ศ.มาดำเนินการ เพื่อให้ครูสามารถย้ายไปศรีสะเกษ เขต 2-3 ได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ครูได้อยู่ใกล้บ้าน เป็นต้น … ฟังแล้วก็อย่าเพิ่งตกใจกัน เด้ออ เพราะยังมีอีกหลายเหตุผลที่ ก.ค.ศ.กำลังคิดแก้ปัญหาจากข้อจำกัดอื่นอีก เพื่อให้ครูได้ประโยชน์จากระบบนี้สูงสุด … อ้อ! เกือบลืม แว่วว่าจะทำให้ทันการเปิดระบบขอย้าย รอบ 3 จ้า *** งวดเข้ามาแล้วกับการดำเนินการเช่าซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนในโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime)ปี 2568 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)โดยเน้นการใช้เทคโนโลยี เช่น แท็บเล็ต/โน้ตบุ๊ก ของ 118 เขตพื้นที่การศึกษา … มีข่าวจากหลายแหล่งที่ช่วยวิเคราะห์ทั้งข้อดีและข้อเสียของโครงการ จนทำให้ผู้จ้างหรือเขตพื้นที่เกิดความหวั่นไหว ว่า จะไปต่อหรือพอแค่นี้ เพราะเหมือนโดนขู่ตลอดเวลา … เรื่องนี้ หยอก หยอก คิดว่าผู้ที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่จัดซื้อ จัดจ้างเท่านั้น จะรู้ว่าอันไหนมาปกติ หรืออันไหนมาแบบผิดปกติ ไม่มีใครบังคับให้ทำ เพราะสมัยนี้ข้อมูลข่าวสารไปไกล และเร็วมาก ถ้ามีอะไรผิดปกติย่อมมีเหตุ ไม่เหมือนสมัยก่อน ถูกสั่งการจากข้างบนแต่ไม่มีหลักฐาน นักการเมืองลอยตัว ถูกออกจากราชการกันนับร้อย แต่ยุคนี้เห็นบทเรียนมาแล้วก็น่าจะรู้ว่าอันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ ถ้าทำแล้วเรามีความผิด ก็อย่าทำ แต่ถ้าทำแล้วไม่ผิดก็ทำไปถ้าเกิดประโยชน์กับเด็กจริง ๆ *** พูดถึง สหกรณ์กลาง สกสค. เป็นโครงการที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) คิดจัดตั้งขึ้นเพื่อตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ การรับโอนหนี้สินของครูและบุคลากรทางการศึกษา จากสถาบันการเงินต่างๆ มาไว้ที่สหกรณ์กลาง สกสค.แห่งเดียว ในวงเงินรายละไม่เกิน 5 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 0 – 4% ต่อปี ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ให้ครูฯมีภาระดอกเบี้ยที่ต่ำลง  … นี่ก็ใกล้จะสิ้นเดือนกันยายน กำลังจะเข้าเดือนตุลาคมที่บอกว่าจะเปิดให้ลงทะเบียนเข้าโครงการกันแล้ว แต่เรื่องก็ยังไปไม่ถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้แค่จ่อ ๆ แถมโดนแซะรายวัน สร้างหนี้ใหม่ อุ้มหนี้เน่าบ้าง เกรงว่าจะได้ไม่คุ้มเสียบ้าง แม้แต่ไม่เชื่อว่าจะทำได้จริงก็มี … สุดท้ายงานนี้ก็ได้แต่รอ ครม.นายกฯหนู จะว่ายังไง สหกรณ์กลาง สกสค.จะคลอดได้รึเปล่าน้อ ? *** ขอแสดงความยินดีกับข้าราชการที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน นี้ ขอแสดงความยินดีที่สามารถทำงานรับใช้ชาติเป็นข้าของแผ่นดินได้จนถึงวันเกษียณอายุ อยู่รอดปลอดภัยจนถึงวัย 60 ขวบปี จากนี้ไปขอให้ทุกท่านใช้ชีวิตหลังเกษียณด้วยความสำราญ ตามทางของตนเอง ไม่ต้องเคร่งเครียดกับงาน มีเวลาพักผ่อน ดูแลสุขภาพเต็มที่ … วันที่ 1 ตุลาคม อย่าลืมเผลอแต่งตัวออกจากบ้านมาทำงาน เด้อจ้า …. ขอคารวะท่านผู้อาวุโสทุกท่าน….สำหรับคนที่ได้รับแต่งตั้งใหม่โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงที่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งใหม่รับไม้ต่อจากท่านผู้เกษียณ ก็หวังว่าจะทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตสมกับที่ว่าได้วางคนถูกฝาถูกตัวแล้ว … ก็อย่าให้มีเรื่องเทา ๆ เข้าหู หยอก หยอก ละกัน …  จุ๊ จุ๊ จิ้งจกทักยังใช้ได้อยู่นะจ๊ะ นะจ๊ะ***

“อ.แหม่ม”ฝากทบทวนเกณฑ์ทุน ODOS ไม่ควรตีกรอบความยากจน ติดตามให้นักเรียนทุนกลับมาทำงานในประเทศ ไม่ให้สมองไหล

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมชี้แจงสถานศึกษารับสมัครนักเรียนและนักศึกษา เข้าร่วมโครงการทุน ODOS ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 2  (รุ่นที่ 2) ว่า โครงการดังกล่าวถือว่าเป็นโครงการที่ดีที่สร้างโอกาสความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับเด็ก  แต่อยากฝากถึงการดำเนินโครงการทุน ODOS ในอนาคต อยากให้มีการทบทวนหลักเกณฑ์การให้ทุนที่ไม่ควรไปขีดเส้นความยากจนในรูปแบบเดียวกันทั้งประเทศ เพราะนักเรียนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครแม้ครอบครัวมีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจน แต่เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายแล้วถือว่ามีค่าครองชีพที่สูงกว่าจังหวัดอื่น ซึ่งถือว่ากลุ่มคนเหล่านี้ก็คือคนจนในเมืองเช่นเดียวกัน ดังนั้นตนจึงอยากให้คำนึงถึงจุดนี้ เพื่อให้นักเรียนในเมืองได้เข้าถึงโอกาสการได้ทุนอย่างเท่าเทียบเช่นเดียวกัน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ประเด็นที่อยากฝาก คือ กลุ่มสาขาที่คัดเลือกผู้เรียนไม่อยากให้จำกัดแค่กลุ่มวิชาสะเต็มศึกษาเพียงอย่างเดียว โดยอยากให้กระจายครอบคลุมไปยังกลุ่มทักษะด้านอื่นๆ ด้วย เช่น ทักษะกีฬา ทักษะด้านจิตวิทยาทางสังคม เป็นต้น เพราะทักษะด้านอื่นๆ ก็จำเป็นต่อการพัฒนาอนาคตประเทศเช่นเดียวกัน แม้กลุ่มวิชาสะเต็มศึกษาจะเป็นตัวหลักในการพัฒนาประเทศก็ตาม รวมถึงอยากให้มีระบบติดตามผู้เรียนจบโครงการด้วยว่า ผู้ที่จบการศึกษาไปแล้วได้ไปทำงานกลับมาใช้ทุนที่ไหน และมีรายได้ มีอาชีพใดรองรับหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาสมัยตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือแม้กระทั่งรมช.แรงงาน มีโอกาสเดินทางไปดูงานต่างประเทศ และได้พบกับนักเรียนทุน ODOS เหล่านี้ก็ทำให้ทราบว่า นักเรียนทุนหลายคนเลือกที่จะอยู่ต่อในต่างประเทศสมัครทำงานเป็นลูกจ้างกับสถานทูตไทย ซึ่งเราจะมีวิธีการอย่างไรที่จะนำนักเรียนทุนที่มีความรู้ความสามารถเหล่านี้กลับมาทำงานต่อที่ประเทศไทยได้ ดังนั้นขอฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูงานที่จะรองรับและสอดคล้องกับสาขาวิชาที่เด็กไปเรียนด้วย  เพื่อเป็นการพัฒนาประเทศไทยไปด้วย

“สำหรับโครงการทุน ODOS รุ่นที่ 2 มีผู้สมัครจำนวน 1,200 คน ได้ทุนเรียนต่อต่างประเทศ จำนวน 100 คน ส่วนที่เหลือเป็นทุนศึกษาต่อในประเทศ ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลเรื่องทักษะภาษาอังกฤษของเด็กไทยที่จะไปเรียนต่อนั้น ดิฉันได้รับรายงานว่า มีการอบรมทดสอบภาษาอังกฤษระดับนานาชาติจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ไม่ต่ำกว่า 5.5 คะแนนจากคะแนนเต็ม 9 คะแนน ซึ่งถือว่าเป็นการทดสอบภาษาที่เข้มข้น เพื่อปูพื้นฐานให้เด็กก่อนไปสนามจริงในต่างแดน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว