ด่วน! คุรุสภาชวนศึกษากฏหมายมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย 2568

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ตามที่มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เรื่องข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย พ.ศ. 2568 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งการจัดทำข้อบังคับคุรุสภาฉบับนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูในระดับปฐมวัย มีสมรรถนะทางวิชาชีพที่ทันสมัย สอดคล้องกับบริบทความเปลี่ยนแปลงของการจัดการศึกษาในยุคปัจจุบัน โดยกำหนดให้ครูปฐมวัยต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษาหรือเทียบเท่า หรือมีคุณวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรอง และมีมาตรฐาน 3 ด้าน คือ 1.มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ2.มาตรฐานการปฏิบัติงาน และ 3.มาตรฐานการปฏิบัติตน

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวอีกว่า ในส่วนแรกด้านมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ กำหนดให้ครูปฐมวัยต้องมีความรอบรู้และเข้าใจ ธรรมชาติการเรียนรู้ของสมองเด็ก การเจริญเติบโต พัฒนาการด้านตัวตนและแบบองค์รวมตามช่วงวัย มีความรู้ด้านศาสตร์การสอน พัฒนาหลักสูตรสอดคล้องกับบริบทของครอบครัว ชุมชน และสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย มีการประเมินเพื่อวางแผน ส่งเสริม พัฒนาการและการเรียนรู้ มีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สร้างความสัมพันธ์ของระบบนิเวศรอบตัวที่เกี่ยวข้อง ทั้งครอบครัว โรงเรียน หน่วยงานสาธารณสุข ชุมชน สื่อ เทคโนโลยี ศิลปวัฒนธรรม และกฎหมาย รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ปกครองและชุมชนในการพัฒนาเด็กปฐมวัย และจะต้องผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษา เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี และผ่านเกณฑ์การประเมินปฏิบัติการสอนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด ได้แก่ การฝึกประสบการณ์วิชาชีพระหว่างเรียน และการปฏิบัติการสอนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีคุณภาพ

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า สำหรับมาตรฐานการปฏิบัติงานนั้นกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัยต้องปฏิบัติหน้าที่ครู จัดประสบการณ์การเรียนรู้ และมีความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน ประกอบด้วย การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องด้านความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีจิตวิญญาณและคุณลักษณะที่ดีของความเป็นครูปฐมวัย สร้างสัมพันธภาพที่ดี ปฏิบัติต่อเด็กปฐมวัยอย่างให้เกียรติ ใช้ความรู้ในการวางแผน พัฒนาและประเมินอย่างเหมาะสม ออกแบบ วางแผนอย่างสร้างสรรค์ บูรณาการที่สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย จัดสื่อ สภาพแวดล้อมทางกายภาพและทางสังคม ทั้งในและนอกห้องเรียนที่เหมาะสม รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการแก้ปัญหาด้านพัฒนาการโดยใช้วิธีการสื่อสารเชิงบวกอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ส่วนสุดท้ายคือมาตรฐานการปฏิบัติตนที่ผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัยจะต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติตนตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า กฎหมายฉบับนี้ได้รับการผลักดันจากคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพให้มีผลใช้บังคับ ซึ่งได้มีการกำหนดบทเฉพาะกาลที่สำคัญ เช่น ข้อบังคับนี้จะไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของผู้ได้รับและผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูที่ใช้มาตรฐานวิชาชีพตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ส่วนผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาหรือเทียบเท่าที่คุรุสภารับรองตามมาตรฐานวิชาชีพ ตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพฯ สามารถใช้คุณวุฒิดังกล่าวในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้ตามที่กำหนดในข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ฯ นอกจากนี้ให้สถาบันที่ยังปรับปรุงหลักสูตรไม่แล้วเสร็จตามข้อบังคับนี้ยังคงใช้หลักสูตรตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556และที่แก้ไขเพิ่มเติม ไปพลางก่อน แต่ต้องไม่เกิน 3 ปี หลังจากวันที่ข้อบังคับนี้ใช้บังคับ(ภายในวันที่ 21 ส.ค. 2571) เป็นต้น สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาจึงขอเชิญชวนสถาบันการศึกษา ครูและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนมาศึกษารายละเอียดต่าง ๆ ของกฎหมายฉบับนี้ และเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาที่ผลิตครูสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง หากมีข้อสงสัยสามารถขอคำแนะนำได้ที่สำนักมาตรฐานวิชาชีพ กลุ่มมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ โทร.0-2280 -0048 เพื่อร่วมกันพัฒนาให้ครูปฐมวัยมีมาตรฐานที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับของสังคมต่อไป

“OECD”เสนอรายงานวิจัย “ทักษะ”โลกแห่งการเปลี่ยนแปลง “ศ.ดร.นฤมล”ยอมรับเป็นชุดทักษะที่จะต้องปรับเปลี่ยนคนไทยตั้งแต่ระดับประถม มัธยม อาชีวศึกษา จนถึงวัยทำงาน

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ที่ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพมหานคร  ศ.ดร.นฤมล ภิณโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเปิดตัวรายงาน Developing Skills Strategy in Thailand โดยมี นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวรายงาน ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ตัวแทนกระทรวงต่างประเทศ พร้อมด้วยผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ หอการค้าอังกฤษ เยอรมัน-ไทย ไอร์แลนด์ และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมงาน

ศ.ดร. นฤมล กล่าวตอนหนึ่งว่า โลกปัจจุบันกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในทุกสาขา ขณะที่โครงสร้างประชากรสูงวัยและผลกระทบจากโควิด-19 สร้างแรงกดดันต่อระบบการจ้างงานและการพัฒนาอย่างยั่งยืน รัฐบาลไทยโดยกระทรวงศึกษาธิการ จึงมุ่งยกระดับทักษะทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และ แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2579 เน้นการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ได้แก่ ทักษะดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อสร้างพลเมืองที่พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 4 ว่าด้วยการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ และเป้าหมายที่ 8 ว่าด้วยงาน  ที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจขับเคลื่อน โมเดลเศรษฐกิจ BCG – Bio, Circular, Green Economy เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม รองรับ BCG Economy โดยเฉพาะทักษะด้าน เกษตรสมัยใหม่ อุตสาหกรรมสีเขียว พลังงานสะอาด และบริการสร้างสรรค์ที่ใช้ความรู้และนวัตกรรม

“การได้ร่วมมือกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ภายใต้กรอบการดำเนินงาน Country Programme ระยะที่ 2 ในโครงการ Developing Skills Strategy in Thailand จะช่วยวิเคราะห์สถานการณ์ทักษะและสมรรถนะของกำลังคนในปัจจุบันและอนาคต พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย และสนับสนุนการออกแบบมาตรการตอบสนองความต้องการแรงงานทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ” รมว.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า  การพัฒนาระบบทักษะของประเทศต้องผนึกกำลังทุกภาคส่วน เพื่อสร้างฐานรากเศรษฐกิจ BCG ซึ่งการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นวาระสำคัญระดับโลกและเป็นหนึ่งในเป้าหมาย SDGs จึงเน้นการบูรณาการความร่วมมืออย่างจริงจังทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้การพัฒนาระบบทักษะของประเทศมีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองต่อพลวัตทางเศรษฐกิจได้อย่างทันท่วงที การสัมมนาครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อค้นพบและข้อเสนอเชิงนโยบายจาก OECD และสร้างระบบทักษะที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานความรู้ สนับสนุนการเติบโตของ BCG Economy และสร้างอนาคตที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้ประเทศไทย ขอบคุณองค์การ OECD และทุกหน่วยงานที่ร่วมแรงร่วมใจขับเคลื่อนโครงการครั้งนี้

ศ.ดร.นฤมล กล่าวด้วยว่า ส่วนที่ทาง OECD ได้ให้ความสนใจคะแนนการประเมินนักเรียนนานาชาติ หรือ  PISA ของเด็กไทยอยู่ในระดับต่ำ เรื่องนี้ก็คงไม่ใช่แค่ในส่วนของอาชีวะ แต่รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ที่กำกับดูแลการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วย เพราะคะแนนมาจากหลายองค์ประกอบ อีกอย่างในส่วนของอาชีวะมีเด็กเข้าสอบ แค่ 2,000 กว่าคน คะแนนส่วนใหญ่ก็ไปอยู่ที่นักเรียน สพฐ. ซึ่งก็ได้มอบนโยบายให้กับว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. คนปัจจุบัน และ ดร.พิเชฐ โพธิภักดี เลขาธิการ กพฐ. คนใหม่ ว่า รัฐบาล และ กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ซึ่ง OECD ก็เน้นเรื่องนี้เช่นเดียวกัน เราก็ต้องเข้ามาดูว่า ที่ผ่านมาเด็กตกที่ทักษะไหน เราจะปรับปรุงอย่างไร เพื่อทำให้คะแนนสูงขึ้น  อย่างไรก็ตาม ว่าที่ร้อยตรี ธนุ ได้ให้ความมั่นใจว่าคะแนน PISA ปีนี้สูงขึ้นแน่นอน

นายยศพล กล่าวว่า รัฐบาลไทย โดยสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ดําเนินโครงการ Country Programme Phase II ร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566 ณ สํานักงานใหญ่ OECD กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ภายใต้แผนการดําเนินงานของ OECD ได้พัฒนาข้อเสนอโครงการ Developing Skills Strategy in Thailand ซึ่งอยู่ในกรอบความร่วมมือด้านการสร้างสังคมที่ครอบคลุมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้ให้การรับรองโครงการดังกล่าว พร้อมกับมีหน่วยงานร่วมเป็นเจ้าภาพ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน และสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

เลขาธิการ กอศ.  กล่าวว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ต่อสาธารณชนเกี่ยวกับการเสริมสร้างระบบทักษะแห่งประเทศไทย นำเสนอการประเมินจุดแข็งและความท้าทายของระบบทักษะ พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์การระหว่างประเทศ ตลอดจนกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การปฏิบัติจริง นับเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนในประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาทักษะแห่งชาติ ยกระดับสมรรถนะของกำลังคนไทยให้พร้อมรับมือความท้าทายในอนาคต และมีส่วนร่วมต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศและภูมิภาคต่อไป

Mr.Andrew Bell รองหัวหน้าศูนย์ด้านทักษะ OECD กล่าวถึงเหตุผลที่ OECD ให้ความสนใจเข้ามาทำการวิจัยเรื่องนี้ในประเทศไทย ว่า เพราะทักษะเหล่านี้เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะนักเรียนในห้องเรียน แต่เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับบุคคลทั่วไปด้วย โดยเฉพาะในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ทักษะเหล่านี้จะมีความสำคัญทั้งส่วนบุคคลและเศรษฐกิจของประเทศด้วย จึงเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ OECD เลือกที่จะศึกษาเรื่องนี้ในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

สพฐ.เร่งติดตามให้เขตพื้นที่118 เขตเช่าซื้ออุปกรณ์ให้ทันเวลา การันตีความเสี่ยง

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) ได้รับมอบหมายจากว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ให้แถลงผลการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ครั้งที่ 34 / 2568 ว่า ที่ประชุมได้มีการติดตามความคืบหน้าการเช่าใช้อุปกรณ์การเรียนการสอนสําหรับครูและนักเรียน ภายใต้โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 118 เขต ทุกสัปดาห์ โดยวันนี้มีการประกาศผู้ชนะการเสนอราคาแล้ว 1 เขตพื้นที่ คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)เพชรบูรณ์ เขต 3 กำลังพิจารณา 2 เขต ได้แก่ สพป.นครสวรรค์ เขต 2 และ สพป.ศรีสะเกษ เขต 1อยู่ระหว่างประกาศเชิญชวน 11 เขต กำลังประชาพิจารณ์ ร่างของเขตงาน( TOR) 28 เขต และ กำลังแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทําร่าง TOR จํานวน 76 เขต โดยวันนี้ สพฐ.ได้จัดให้มีการประชุมชี้แจงเร่งรัดดำเนินการ เพื่อให้กระบวนการจัดหาอุปกรณ์เป็นไปตามวัตถุประสงค์และทันในปีงบประมาณ 2568 นี้

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า โรงเรียนหลายแห่งไม่ขอรับอุปกรณ์การเรียนการสอนของโครงการนี้ ขณะเดียวกันคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างในหลายเขตพื้นที่ได้ทยอยถอนตัว เพราะรู้สึกไม่มั่นใจใน TOR เนื่องจากสเปคบางส่วนถูกกำหนดจากส่วนกลาง จึงกังวลว่าจะเกิดปัญหาเหมือน กรณีการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อปรับปรุงสนามกีฬาฟุตซอล นั้น รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า งบฯ Anywhere Anytime เป็นงบฯที่อยู่ใน พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 มีตัวเลขชัดเจน แต่งบฯ ฟุตซอล เป็นงบแปรญัตติของ ส.ส. ไม่ได้มีการกำหนดราคากลาง แต่ละเขตพื้นที่จะไปกำหนดราคากันเอง ถ้าสังเกตจะเห็นว่า โรงเรียนไหน หรือเขตพื้นที่ไหนใช้ราคากลางของกระทรวงพาณิชย์ หรือพาณิชย์จังหวัด เขตนั้นโรงเรียนนั้นจะไม่มีความผิด แต่ถ้าโรงเรียนไหนเขตไหนกำหนดราคากลางเองโดยที่ราคาไม่เป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงพาณิชย์หรือพาณิชย์จังหวัดแต่ละจังหวัด โรงเรียนเหล่านั้นจะถูกตั้งกรรมการสอบ ปปช.เข้าไปดำเนินการ เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจว่า ถึงแม้จะเป็นงบฯเดียวกัน แต่วิธีการไม่เหมือนกัน ก็มีความผิดแตกต่างกัน แต่ในส่วนของงบฯเช่าอุปกรณ์ในโครงการ Anywhere Anytime เป็นงบฯที่ขอชัดเจน เป็นกรณีปกติ และได้แจ้งให้สำนักงานเขตพื้นที่ดำเนินการเช่าตาม TOR ของแต่ละเขตพื้นที่ พร้อมกำหนดราคาของตัวเอง และไม่กำหนดว่าต้องซื้อจากบริษัทไหน เปิดให้เขตกำหนดTOR และหาผู้ที่รับจ้างในแต่ละจังหวัด แต่ละเขตพื้นที่เอง ไม่มีการล็อกสเปก เพียงแต่ สพฐ.มีราคากลางเป็นตัวอย่างให้ แต่ไม่ใช่ให้ทุกโรงเรียนหรือเขตไปเช่าตามสเปคจากส่วนกลาง เพราะเราเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเร็วเพราะฉะนั้นที่เรากำหนดไปอาจจะเป็นสเปคของปีที่แล้ว แต่การจัดซื้อเป็นของปีนี้ จึงเปิดให้โรงเรียนและเขตพื้นที่ดำเนินการจัดหาผู้รับจ้างเอง

“ขอฝากความห่วงใยไปถึงสำนักงานเขตพื้นที่ โรงเรียน และผู้ปกครอง ว่า งบประมาณนี้เป็นงบประมาณที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ต้องกังวลใด ๆ ทั้งสิ้นขอให้ดำเนินการด้วยกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ถูกต้องตามระเบียบ อย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็นห่วง คือ เกรงว่า เขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 118 เขตจะดำเนินการไม่ทัน เวลาที่กำหนด แล้วจะทำให้งบประมาณตกไป ซึ่งสพฐ.ก็พยายามประชุมชี้แจงเร่งรัดดำเนินการ”นายพัฒนะกล่าวและว่า ส่วนการจัดหาอุปกรณ์สำหรับระดับชั้นม.ต้น นั้น จากที่ สพฐ.ได้ตั้งงบประมาณไปสำนักงบประมาณยังไม่ได้ขยายให้มาถึง ม.ต้น ตามที่สพฐ.เสนอ ยังคงให้จัดหาอุปกรณ์สำหรับนักเรียน ม. 4 ถึง ม. 6 เท่าเดิม
รองเลขาธิการกพฐ.กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ ประกาศ แนวทางการนำผลการประเมินตามกรอบมาตรฐานความสามารถทางภาษาอังกฤษที่เป็นสากล (Common European Framework of Reference for Languages : CEFR) เป็นกรอบความคิดหลักในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของประเทศไทย ไปใช้ในสถานศึกษา ให้ครอบคลุมทั้งในการออกแบบหลักสูตร การพัฒนาการเรียนการสอน การทดสอบ การวัดผล การพัฒนาครู รวมถึงการกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ ดังนี้ สถานศึกษาที่ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 สถานศึกษานำร่องในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สถานศึกษาที่ใช้หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ชั้น ป.1-3) พ.ศ. 2568และ โรงเรียนหรือสถานศึกษาที่ใช้ระบบธนาคารหน่วยกิต

“อ.แหม่ม” ขึ้นเวทีสัมมนา “พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ” เดินหน้าผลักดัน พ.ร.บ.ให้คลอดทันสมัยนี้ ไม่อยากให้เอาการศึกษาไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง  

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดและบรรยายพิเศษ เรื่อง “ทิศทาง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. … และการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาแห่งชาติสู่การปฏิบัติในระดับเขตพื้นที่การศึกษา” จัดโดยสมาคมผู้ปริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน (แห่งประเทศไทย) โดยมีผู้อํานวยการ และรองผู้อํานวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วม  ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ที่ผ่านมาหลายรัฐบาลพยายามจะผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เข้าสู่สภาฯ เพื่อจะได้ปรับปรุงให้ทันต่อเหตุการณ์ เนื่องจากมีหลายจุดใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับปัจจุบันยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาภาคการศึกษาของไทย และไม่เอื้อต่อการลดความเหลื่อมล้ำของการศึกษาได้ เราจึงอยากจะให้ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับที่เรากำลังผลักดันเข้าสู่สภาฯ สามารถปิดช่องว่างเหล่านั้นได้ทั้งหมด แต่ที่ผ่านมาเมื่อจะนำเข้าสภาฯ ก็จะเกิดการยุบสภาทุกรอบ ซึ่งก็หวังว่าครั้งนี้จะไม่เป็นเช่นนั้น

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขณะนี้ ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับของกระทรวงศึกษาธิการ อยู่ระหว่างฟังความเห็นจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ซึ่งอาจารย์ก็ได้ประสานไปยังปลัดกระทรวงการคลังแล้ว ทางปลัดกระทรวงการคลังก็รับที่จะเร่งให้กรมบัญชีกลางให้ความเห็นมายังกระทรวงศึกษาธิการ  จากนั้นเราจะทำหนังสือเสนอคณะรัฐมนตรี และส่งเข้าบรรจุวาระการพิจารณาของสภาฯ  ซึ่งร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ จะมีทั้งหมด 7 ร่าง โดยหนึ่งในนั้นเป็นร่างของกระทรวงศึกษาธิการ  ส่วนอีก 6 ร่างจะเป็นของพรรคการเมืองและกลุ่มต่าง ๆ ที่เสนอมา ซึ่งก็ต้องพิจารณาว่าจะใช้ร่างไหนเป็นหลัก แต่เราก็หวังว่าจะผลักดันให้ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เข้าสู่สภาฯได้ในรัฐบาลนี้ ส่วนประเด็นที่มีการเสนอให้ยุบศึกษาธิการภาค นั้น ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา

ศ.ดร.นฤมล กล่าวด้วยว่า ส่วนการพิจารณา พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่เกี่ยวกับองค์กรวิชาชีพครูนั้น เท่าที่ทราบที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้เห็นชอบในหลักการ ตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญ พิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ 16/2560 เรื่อง การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงร่างพ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 7/2558เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) และคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของ สกสค. ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2558 และคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 17/2560 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่7/2558 วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2560 พ.ศ. …ซึ่งประเด็นหลัก  ที่ทางผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ เสนอเข้าไป คือ พยายามจะให้มีส่วนของผู้ที่มีส่วนได้เสียเข้าไปอยู่ในองค์ประกอบมากกว่าที่เป็นอยู่ใน คำสั่ง คสช. เช่น  มีตัวแทนจากครู ตัวแทนที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าไปกำหนดทิศทางการบริหารจัดการบุคลากรทางการศึกษา เป็นต้น

“อย่างไรก็ตามอาจารย์พูดกับผู้บริหาร และข้าราชการประจำเสมอว่า ภาคการเมืองมาแล้วก็ไป แต่ถ้าจะมาทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ต้องทำงานร่วมกันกับข้าราชการประจำ และข้าราชการประจำก็ต้องยืนหยัดบนหลักการว่า จะทำงานเพื่อภาคการศึกษาอย่างแท้จริง อาจารย์ไม่อยากให้เอาการศึกษาไปใช้เป็นเครื่องมือที่จะทำเป้าหมายทางการเมือง เช่นเดียวกับพรรคกล้าธรรม(กธ.)ที่เราเข้ามาดูแลกระทรวงศึกษา เราก็จะไม่ใช้การศึกษาเพื่อเป้าหมายทางการเมือง แต่เรามาเพื่อที่จะทำให้ภาคการศึกษาดีขึ้นจริง ๆ อาจารย์ก็หวังว่า พวกเราก็จะยึดหลักการเดียวกัน”ศ.ดร.นฤมล กล่าว

 

 

 

 

 

 

สกสค.สมุทรสงคราม เปิดมุมมองใหม่ ช่วยครูสร้างรายได้เสริมผ่านคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 นายปัญญา บูรณะนันทสิริ ศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสงคราม รักษาการแทน ผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า ชมรมจับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน สกสค.จังหวัดสมุทรสงคราม จัดกิจกรรมฝึกอบรมพัฒนาทักษะครูในการใช้การตลาดออนไลน์และการสร้างคอนเทนต์อย่างสร้างสรรค์ มุ่งเน้นการสร้างช่องทางรายได้เสริมที่เหมาะสมกับบทบาทครูและไม่กระทบต่อภาระงานหลัก โดยใช้ความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่มาต่อยอดในโลกออนไลน์ ซึ่งครูไม่เพียงแค่เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่ยังสามารถใช้ทักษะและประสบการณ์ที่มีอยู่สร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสใหม่ๆ ได้ นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ครูมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสังคมในปัจจุบัน

นายปัญญา กล่าวต่อไปว่า การอบรมครอบคลุมเทคนิคการสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจ การใช้เครื่องมือดิจิทัลต่างๆ และกลยุทธ์การสื่อสารที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือและความผูกพันกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นทักษะที่ครูสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งในการสอนและการสร้างรายได้เสริมโดยเชิญ คุณสุวภัทร น้อยเฉลิม Influencer และผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ มาให้ความรู้เรื่อง แรงบันดาลใจสร้างรายได้เสริมออนไลน์ช่องทางหลัก Content Creator, Product Creator, Content Marketing สำหรับครู,Content Planning, เทคนิคง่าย ๆ สร้างคอนเทนต์ด้วยปลายนิ้ว รวมถึงการทดลองทำคลิป/โพสต์สั้น และการใช้เครื่องมือ Canva, TikTok, Facebook โดยมีคุณครูและบุคลากรทางการศึกษาจากทุกสังกัดในจังหวัดสมุทรสงครามเข้าร่วมการฝึกอบรมจำนวน 80 คน

“ยศพล” สุดปลื้มพลังซอฟต์พาวเวอร์ผลงานอาชีวะ สะท้อนตัวตนชาวอาชีวะ หวังช่วยขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เป็นประธานเปิดการประชุมนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมซอฟต์พาวเวอร์อาชีวศึกษา “OVEC Excellence in Creative Research & Soft Power” โดยมีนายภูวดล มิ่งขวัญ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา สอศ. กล่าวรายงานการดำเนินงาน นางสาวมนฑิณี ยงวิกุล ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)หรือ CEA พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารสถานศึกษา คณะนักวิจัย และผู้สนใจจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เข้าร่วม ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพฯ

นายยศพล กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Creative Skillup by OVEC x CEA” ที่ดำเนินการร่วมกับ CEA ที่เป็นการเปิดโอกาสให้ทีมวิจัยที่ประกอบด้วยครูและนักเรียนอาชีวศึกษาได้พัฒนาผลงานที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ท้องถิ่นและซอฟต์พาวเวอร์ของชุมชน ซึ่งมีผลงานนำเสนอจากทีมนักวิจัย ทั้ง 24 ทีม ที่ได้รับทุนสนับสนุนรวมทั้งสิ้น 24 โครงการ จากทีมที่ครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มศิลปะและบริการสร้างสรรค์ (5 โครงการ) กลุ่มแฟชั่นและสิ่งทอ (9 โครงการ) กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร (10 โครงการ) ซึ่งนอกจากการนำเสนอผลงานแล้ว ยังได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงถอดบทเรียนที่สำคัญ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์อาชีวะ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) พร้อมให้การสนับสนุนเวทีที่แสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านซอฟต์พาวเวอร์ของนักเรียน นักศึกษา และครูอาชีวะจากทั่วประเทศ ตามนโยบายด้านซอฟต์พาวเวอร์ ของรัฐบาลและการสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการ สู่การถ่ายทอดผลงานในวันนี้

“ขอฝากทุกท่านนำนวัตกรรมผ่านการเรียนการสอน อย่างเช่น Fix it Center ซึ่งคือซอฟต์พาวเวอร์ของอาชีวะในการสะท้อนบอกความเป็นอาชีวะอาสาที่ให้ความช่วยเหลือต่างๆ แก่ประชาชน อยากให้ทุกท่านช่วยกันสะท้อนมุมมอง และผลักดันนวัตกรรมต่างๆ ให้เป็นที่ยอมรับที่จะนำไปสู่อัตลักษณ์ของสถานศึกษา ชุมชน เพื่อยกระดับความสามารถของประเทศด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมอย่างยั่งยืนต่อไป”นายยศพลกล่าว

 

สกศ. ถอดบทเรียนชายแดนไทย–กัมพูชา ขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง ถอดบทเรียนความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชา สู่ข้อเสนอนโยบายการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน (Education in Emergency) โดยมี นางอำภาพรหมวาทย์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนการศึกษา พร้อมด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ วิทยากร ผู้บริหาร นักวิชาการ บุคลากรจากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา และ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี และศรีสะเกษ เข้าร่วมประชุม โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ .เมืองนนทบุรี .นนทบุรี โดย

รศ.ดร.ประวิต  กล่าวว่า พื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งครอบคลุม 7 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ สระแก้ว จันทบุรีและตราด เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่มีความเปราะบางสูงและเผชิญความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีปัญหาความมั่นคงชายแดน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบการศึกษา โรงเรียนไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้เต็มรูปแบบ ขาดความพร้อมด้านสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก ขณะที่บุคลากรทางการศึกษาก็ได้รับผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจ สกศ. เห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าวจึงจัดการประชุมถอดบทเรียน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและถอดบทเรียนสภาพการจัดการศึกษา ปัจจัยความสำเร็จ และประเด็นท้าทายของการจัดการศึกษาในพื้นที่ความไม่สงบชายแดนไทยกัมพูชา เพื่อนำไปสู่การจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายในภาวะฉุกเฉิน (Education in Emergency) ต่อไป

เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า ภายในงานมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านการตั้งประเด็นคำถามที่หลากหลายเพื่อรวบรวมความคิดเห็นและประสบการณ์จากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่และผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งคาดว่าจะได้รับข้อมูลและข้อเสนอแนะที่สำคัญในหลายด้าน เช่น การฉายภาพสถานการณ์จริงจากพื้นที่ ซึ่งที่ประชุมเปิดประเด็นด้วยการบอกเล่าบรรยากาศในวันแรกของสถานการณ์ความไม่สงบและกรณีศึกษาการตัดสินใจเร่งด่วนของผู้บริหารโรงเรียนในพื้นที่ด่านหน้า ตลอดจนความท้าทายเร่งด่วนในการประสานงานเพื่ออพยพประชาชน โดยเฉพาะเด็กนักเรียนและครูทั้งสะท้อนผ่านมุมมองของผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษาและผู้ปฏิบัติงานปกครอง โดยที่ประชุมร่วมกันชี้ให้เห็นถึงสภาพปัญหาร่วมกันที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนในพื้นที่ชายแดน ในภาพรวมของแต่ละจังหวัด และปัญหาที่ส่งผลกระทบอย่างหนักหน่วงที่สุดสำหรับเด็กและคุณครู

นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์บทเรียนและปัจจัยความสำเร็จ ซึ่งที่ประชุมร่วมกันหารือถึงแนวทางการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ประสบความสำเร็จด้วยการวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การจัดการศึกษายังคงดำเนินต่อไปได้ในภาวะวิกฤต และจุดอ่อนหรือประเด็นท้าทายเชิงโครงสร้างที่วิกฤตเผยให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุดจากนักวิชาการตลอดจนบทเรียนเกี่ยวกับการดูแลขวัญและกำลังใจและการสื่อสารไปยังโรงเรียน ผู้ปกครอง และครูในภาวะฉุกเฉินรศ.ดร.ประวิต กล่าวและว่า การเสนอนโยบายเร่งด่วนและนโยบายระยะยาวที่จะช่วยแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ การจัดระบบโครงสร้างทางการศึกษาให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่อาจก่อให้เกิดภาวะฉุกเฉิน รวมถึงการพัฒนาหลักสูตร ครู และเทคโนโลยีให้พร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ตลอดจนปรับกฎหมาย ข้อปฏิบัติ และการใช้ทรัพยากรให้ยืดหยุ่นเหมาะสมต่อสถานการณ์ ประเด็นสำคัญอีกอย่างคือควรพัฒนาแนวทางการบูรณาการระหว่างหน่วยงานระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานอื่น เพื่อให้การช่วยเหลือไปถึงโรงเรียนได้อย่างรวดเร็วและมีเอกภาพ

สกศ. คาดหวังว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบสภาพการจัดการศึกษา พร้อมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ โดย สกศ. นำข้อมูลที่ได้จากการประชุมไปประกอบการจัดทำข้อเสนอนโยบายการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน โดยมุ่งให้ได้แนวทางที่ครบถ้วน สอดคล้องกับความเป็นจริง และตอบโจทย์ผู้เรียนและสังคมในอนาคต ทั้งยังเป็นการสร้างความพร้อมเชิงระบบ เพิ่มศักยภาพในการรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที และเสริมความมั่นคง ยืดหยุ่น และยั่งยืนให้แก่ระบบการศึกษาไทยในระยะยาว

 

สพฐ.ย้ำเขตพื้นที่เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วม พร้อมกำชับดูแลโรงเรียนพื้นที่ชายแดนไทย-เขมร ให้นักเรียนเข้าถึงการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ครั้งที่ 33/2568 โดยเน้นย้ำข้อสั่งการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน และติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานที่ได้สั่งการไปแล้ว โดยมี นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ผู้อำนวยการเขตตรวจราชการ ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 และผ่านระบบ Zoom meeting

โดยวันนี้ในที่ประชุมได้หารือหลายประเด็นที่น่าสนใจ เช่น สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อโรงเรียนในสังกัด สพฐ. โดยได้เน้นย้ำผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ให้ช่วยกันดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งสำรวจอาคารสถานที่ภายในโรงเรียน และอุปกรณ์การเรียนต่างๆ ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อทำการปรับปรุงซ่อมแซมต่อไป ส่วนโรงเรียนที่ยังไม่ได้รับผลกระทบ ให้ทำการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ ตั้งแต่การเคลื่อนย้ายสิ่งของที่อาจเสียหายขึ้นที่สูง ดูแลอุปกรณ์-ระบบไฟฟ้าภายในโรงเรียน รวมถึงระบบความปลอดภัยต่างๆ พร้อมประสานกับหน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)จังหวัด หรือฝ่ายปกครองในพื้นที่ และติดตามประกาศของทางกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ หากเกิดเหตุจำเป็น เช่น ถนนขาด น้ำท่วม โรงเรียนได้รับความเสียหาย ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้ ผู้บริหารโรงเรียนสามารถสั่งปิดโรงเรียนได้ทันที โดยเน้นเรื่องความปลอดภัยของนักเรียนและครูเป็นสำคัญ

สำหรับสถานการณ์โรงเรียนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น ตามที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงห่วงใยราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปะทะในพื้นที่ดังกล่าว และได้พระราชทานความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเด็กๆ นักเรียนในโรงเรียนที่อยู่ใกล้พื้นที่ชายแดน  ทาง สพฐ. ได้กำชับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในการติดตามดูแลการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน ให้นักเรียนเข้าถึงการศึกษาอย่างต่อเนื่อง และได้รายงานความคืบหน้าในการดำเนินงานให้พระองค์ทรงทราบอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ นับเป็นขวัญและกำลังใจแก่ราษฎรและผู้ปฏิบัติงานทุกคนอย่างหาที่สุดมิได้

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับรายงาน เรื่องการดำเนินโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีตในโรงเรียน (Science Technology Innovation (STI): Smart Intensive Farming) ที่เพิ่มศักยภาพของโรงเรียน โดยพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ร่วมกับกระบวนการทางเกษตรกรรมเข้าด้วยกัน โดยประสานความร่วมมือกับมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย และได้รับทุนพัฒนาโครงการอัจฉริยะเกษตรประณีต ปีการศึกษา 2569 จํานวน 50 โรงเรียน โรงเรียนละ 1 แสนบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5 ล้านบาท ล่าสุดได้ดำเนินการไปแล้วจํานวน 6 รุ่น รวมทั้งสิ้น 346 โรงเรียน แบ่งเป็น โรงเรียนสังกัด สพป. จํานวน 237 แห่ง และสังกัด สพม. จํานวน 109 แห่ง โดยโรงเรียนจัดการเรียนรู้ในรายวิชาเพิ่มเติมหรือในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ส่งเสริมให้นักเรียน สามารถสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อภาคการเกษตร และนำผลผลิตที่ได้มาเพิ่มมูลค่า และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น สลัดผัก เบเกอรี่ กาแฟ จําหน่ายผ่านตลาดในชุมชน ช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อสร้างรายได้ให้กับนักเรียนและชุมชน เป็นต้น

ของขวัญครบรอบ22ปี สกสค.เร่งผลักดันโมเดลสหกรณ์กลางสกสค.”ศ.ดร.นฤมล”การันตีดอกเบี้ยต่ำ สกัดครูสร้างหนี้เพิ่ม

เมื่อวันที่ 9 กันยายน ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศึกษาธิการ) เป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ครบรอบ 22 ปี ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนายพีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. พร้อมด้วย ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)ผู้บริหาร ศธ. ครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า  ได้หารือร่วมกับเลขาธิการ สกสค. ถึงแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตครูทั่วประเทศ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งปัจจุบันมีหนี้รวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู รัฐบาลจึงเตรียมเดินหน้า “โมเดลสหกรณ์กลาง สกสค.” เพื่อรวมหนี้ครูจากสหกรณ์ต่าง ๆ มาอยู่ภายใต้ระบบเดียว การันตีอัตราดอกเบี้ยต่ำ พร้อมกำหนดเงื่อนไขว่าครูจะต้องไม่ก่อหนี้ใหม่จากสถาบันการเงินเพิ่มเติม โดยขณะนี้โมเดลสหกรณ์กลาง สกสค. อยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการและจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาโดยเร็ว ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนครูทั้งประเทศ ส่วนสวัสดิการด้านอื่น ๆ สกสค.กำลังดำเนินการดูแลทั้งครูที่ปฏิบัติหน้าที่และครูเกษียณอายุราชการอย่างเต็มที่อยู่แล้ว

“อ.แหม่ม”ฉุน มอบนิติกร สพฐ.ตรวจสอบข้อกฎหมายกรณี “สานิต-สมคิด”ร้องทุกข์กล่าวโทษ เข้าข่ายนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์หรือไม่ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)ได้มอบหมายให้ นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วย ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมกมารการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน กรณีที่มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา ว่าเอื้อต่อการเช่าซื้อสื่อดิจิทัล ที่ สน.ดุสิต เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา โดย ดร.วิษณุ ในฐานะผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ.ในขณะนั้น กล่าวว่า การปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาเป็นไปตามบทบาทอำนาจหน้าที่ ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2542 มาตรา 27 ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) “มีบทบาทหน้าที่ในการกำหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ การดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อ โดยให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่ทำสาระของหลักสูตรตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ” ดังนั้น เมื่อ กพฐ. มีมติในที่ประชุมเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2567 ให้ สพฐ. โดยสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา มีหน้าที่ออกแบบหลักสูตรฉบับใหม่ขึ้นมา ใน 2 ช่วงชั้น คือ ระดับปฐมวัย อายุ 3-6 ปี และระดับประถมศึกษาตอนต้น (ป.1-.3) เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามช่วงวัยและมีสมรรถนะที่จำเป็นต่อสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงของโลก จึงเห็นควรให้มีการคิดหลักสูตรที่อิงจากหลักสูตรฐานสมรรถนะแล้วให้ประกาศใช้กับกลุ่มโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจ และในการพัฒนาหลักสูตรนั้น ได้ผ่านคณะทำงานหลายชุดตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ว่าจะเป็นคณะอนุกรรมการยกระดับคุณภาพการศึกษา คณะอนุกรรมการของ กพฐ. รวมถึงคณะทำงานของ สพฐ. เองที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในการขับเคลื่อนหลักสูตรดังกล่าว

ขณะที่ นายพัฒนะ ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็น ที่ผู้ร้องทุกข์ บอกว่าหลักสูตรนี้กำลังไปเอื้อให้เกิดการเช่าใช้แท็บเล็ต ขอชี้แจงว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง เพราะในหลักสูตรฉบับใหม่ที่เราประกาศใช้ ครูสามารถเลือกใช้สื่อจากทุกแหล่งเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ มีการสอนเรื่องทักษะเทคโนโลยี แต่ส่วนใหญ่เน้นอ่าน เขียน คิด คำนวณ ครูจะมีหน้าที่หยิบสื่อต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลายมาก ดังนั้นไม่ได้เป็นการเอื้อหรือตอบสนองการเช่าใช้สื่อดิจิทัลแต่อย่างใด เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับสถานการณ์ปัจจุบันอยู่แล้ว และในหลักสูตรใหม่นี้ เป้าหมายคือนักเรียนระดับปฐมวัยและประถมศึกษาตอนต้น ขณะที่โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา หรือ Anywhere Anytime เป้าหมายคือระดับมัธยมศึกษา ถือว่าเป็นคนละกลุ่มเป้าหมายโดยสิ้นเชิง แต่เป้าหมายเราอยากให้เด็กมีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ดังนั้นการปรับปรุงหลักสูตรดังกล่าวย่อมเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ โดยคำนึงถึงผู้เรียนและคุณภาพการศึกษาเป็นหลัก ไม่มีสิ่งใดที่กระทำการโดยมิชอบหรือทำผิดเกินบทบาทหน้าที่แต่อย่างใดทั้งสิ้น

รองเลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อไปว่า ส่วนที่ผู้ร้องทุกข์ได้กล่าวหาว่าการใช้หลักสูตรใหม่จะทำให้เกิดความเสียหายต่อนักเรียนถึง 13 ล้านคนนั้น  ขอเรียนข้อเท็จจริงว่า สพฐ. มีนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 3 ขวบ จนถึง 18 ปี เพียง 6.3 ล้านคน และโครงการเช่าอุปกรณ์เพื่อการเรียนการสอนปีนี้ ครอบคลุมนักเรียนชั้น ม.ปลาย (ม.4-6) ประมาณ 6 แสนคนเท่านั้น ข้อมูลที่กล่าวหานั้นจึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด โดยงบประมาณที่ใช้ดำเนินการมาจาก พ.ร.บ.งบประมาณปี 2568 และจัดสรรไปยัง 118 เขตพื้นที่ ผ่านระบบ e-bidding โดยไม่ได้กำหนดบริษัทใดเป็นพิเศษ ทางเขตพื้นที่มีอำนาจคัดเลือกผู้รับจ้างเอง เพื่อจัดหาอุปกรณ์ เช่น โน้ตบุ๊ก โครมบุ๊ก หรือแท็บเล็ต ให้กับนักเรียน ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับนักเรียนจำนวนมากโดยเฉพาะในต่างจังหวัดหรือครอบครัวยากจน ที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านี้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้เด็กเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อเรียนในห้องเรียนและค้นคว้าที่บ้าน ภายใต้แนวคิด “Anywhere Anytime” เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ใคร ซึ่งทาง ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็มีความห่วงใยและยืนยันเดินหน้าโครงการเพื่อประโยชน์ของชาติ พร้อมมอบหมายให้ สพฐ. โดยสำนักนิติการ ตรวจสอบข้อกฎหมาย กรณีมีการร้องทุกข์กล่าวโทษดังกล่าว ว่าเข้าข่ายแจ้งความเท็จ หมิ่นประมาท หรือนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์หรือไม่ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

“ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ได้กำชับในที่ประชุมผู้บริหารวันนี้ ให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 118 เขต ที่ร่วมโครงการดังกล่าว ให้ดำเนินการตามระเบียบขั้นตอนด้วยความโปร่งใส สุจริต ตรวจสอบได้ โดยมอบหมายสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (สทร.) ที่รับผิดชอบดูแลส่วนนี้ กำกับดูแลให้เขตพื้นที่ทั้ง 118 เขตดำเนินการอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะอีก 30 เขตที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ว่ามีปัญหาหรือข้อขัดข้องประการใด เราจะได้ลงไปช่วยเหลือเพื่อดำเนินการให้เสร็จเรียบร้อยภายในวันที่ 30 กันยายนนี้” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว