เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย (The Federation of Thai SME Association) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ จัดตั้งศูนย์ปัญญาประดิษฐ์สำหรับเอสเอ็มอี (AI Center for SME) อย่างเป็นทางการ เพื่อผลักดันการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขับเคลื่อนผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและสากล ณ ห้องเมธาวี ชั้น 5 อาคารวิทยบริการ สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มทร.ธัญบุรี
รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า ความร่วมมือนี้สะท้อนพันธกิจอีกบทบาทหนึ่งในการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อชุมชนและประเทศชาติ โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือในการยกระดับ SME โดยศูนย์ฯดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยได้เรียนรู้และทำงานร่วมกับภาคธุรกิจจริง อันจะนำไปสู่การสร้างกำลังคนคุณภาพสูงที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่
ด้าน ศ.ดร.กฤษณ์ชนม์ ภูมิกิตติพิชญ์ รองอธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า AI Center for SME เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้าน AI และเป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงกับ SME เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ สร้างรายได้เพิ่มให้กับ SME ด้วย แพลตฟอร์ม AI ต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับบริบทของ SME นั้น ๆ เนื่องจาก SME คือฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ถ้า SME ของประเทศไทย เข้มแข็งจะส่งผลโดยตรงให้ประเทศไทยสามารถสร้างนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่ม และแข่งขันกับตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน
ขณะที่ ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) กล่าวถึงแนวทางดำเนินงานว่า ศูนย์ฯ จะมุ่งเน้นการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในสาขาหลักที่ SME ไทยมีศักยภาพสูง เช่น การเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming), การผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing), การค้าปลีกดิจิทัล และการบริการบนแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมพัฒนาโมเดลต้นแบบที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในธุรกิจ ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปิดศูนย์ แต่คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทย
ส่วน ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เน้นย้ำว่า ความร่วมมือนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดของ SME ไทยในเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ ซึ่งจะเป็นเหมือนคลินิกธุรกิจสำหรับ SME ที่ต้องการใช้ AI เพื่อปรับตัวและเติบโต ลดต้นทุนการลงทุนด้านเทคโนโลยี และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก
การจัดตั้ง AI Center for SME นี้ เป็นความร่วมมือกันหลายภาคส่วน ทั้งภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และเครือข่าย SME ในการสร้างอนาคตเศรษฐกิจไทยที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยศูนย์ฯ จะเริ่มเดินหน้ากิจกรรมและโครงการนำร่องตั้งแต่ปลายปีนี้ เพื่อปูทางไปสู่การเป็น ศูนย์กลางความร่วมมือด้าน AI สำหรับ SME แห่งแรกของประเทศ.


เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน“วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ประจำปี 2568 พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่บุคลากรของกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) และได้เยี่ยมชมการจัดนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดยมี นางริกะ โยโรสุ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา สำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ คณะผู้บริหารระดับสูง และบุคลากร สังกัด สกร. เข้าร่วม ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร
ดร.สุเทพ กล่าวว่า ด้วยองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ได้กำหนดให้วันที่ 8 กันยายนของทุกปี เป็น “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” เพื่อย้ำเตือนประชาคมโลกถึงความสำคัญของการรู้หนังสือในฐานะที่เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และเป็นรากฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาที่ยั่งยืน และสันติภาพในสังคมสำหรับปี 2568 นี้ “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “การส่งเสริมการรู้หนังสือในยุคดิจิทัล – Promoting Literacy in the Digital Era” ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของโลกสู่ยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อวิถีการเรียนรู้ การทำงาน และการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วโลก แม้เทคโนโลยีจะเปิดโอกาสใหม่ ๆ ในการเข้าถึงความรู้ แต่ก็ยังมีความท้าทายในการลดช่องว่างและการกีดกันซ้ำซ้อน โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรชายขอบและผู้ที่ยังขาดทักษะการรู้หนังสือขั้นพื้นฐาน ในบริบทของโลกยุคใหม่ การรู้หนังสือไม่ได้หมายถึงเพียงการอ่านออกเขียนได้ ในความหมายแบบดั้งเดิมเท่านั้น หากแต่รวมถึงความสามารถในการเข้าถึง เข้าใจ และใช้ข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะผ่านสื่อดิจิทัลอย่างมีวิจารณญาณ จึงกล่าวได้ว่า “การรู้หนังสือในยุคดิจิทัล” คือทักษะจำเป็นของพลเมืองโลกในศตวรรษที่ 21 ซึ่งต้องได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจังและทั่วถึง
กระทรวงศึกษาธิการได้ตระหนักถึงความท้าทายดังกล่าว จึงได้กำหนดนโยบายและมาตรการที่มุ่งส่งเสริมการรู้หนังสือในทุกมิติ โดยเฉพาะการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้การยกระดับทักษะของครูและผู้เรียน การจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ยืดหยุ่น ทันสมัย และเข้าถึงผู้เรียนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม โดย กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้ดำเนินกิจกรรม“วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2510 โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จากสำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพ ฯ ผู้บริหารและบุคลากรในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ทั่วประเทศ ตลอดจนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ที่ได้ผนึกกำลังกันในการส่งเสริมการรู้หนังสือของประชาชน และในโอกาสนี้จึงอยากขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมกันผนึกพลังเพื่อให้การรู้หนังสือในยุคดิจิทัล เป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิต ของประชาชนไทยทุกคนต่อไป
นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า วันที่ 8 กันยายนของทุกปี เป็นวันสำคัญ ที่ ยูเนสโก ได้กำหนดให้เป็น “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ตามมติที่ประชุมรัฐมนตรีศึกษาโลก ว่าด้วย “การขจัดการไม่รู้หนังสือ” ณ กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อปี 2508 และได้ประกาศเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกทั่วโลกจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองเป็นครั้งแรก ในปี 2509 เพื่อสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการรู้หนังสือและความท้าทายจากปัญหาการไม่รู้หนังสือที่ส่งผลต่อการพัฒนาสังคม
กิจกรรมงาน “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ประจำปี 2568 ประกอบด้วยการมอบประกาศ เกียรติคุณให้แก่หน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปี 2568 จำนวน 6 รางวัล การมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่บุคลากรของ สกร.ที่ได้รับคัดเลือก จำนวน 62 รางวัล พร้อมการจัดแสดงนิทรรศการจากหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ โดยผู้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ มีคณะผู้แทนจากสำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ คณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ภาคีเครือข่ายด้านการศึกษา คณะผู้บริหารและบุคลากร กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดจนผู้เข้ารับรางวัลประกาศเกียรติคุณ ประจำปี 2568 รวมทั้งสิ้นกว่า 400 คน.
วันที่ 8 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีปฐมนิเทศนักศึกษาทุนสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมกล่าวให้โอวาทแก่นักศึกษาที่ได้รับทุน โดยมีนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) Ms. Xu Lan อุปทูตที่ปรึกษาฝ่ายการศึกษา สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย, ผู้บริหารจาก Nanjing Vocational College of Information Technology, และ Liuzhou Polytechnic University ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา ครูอาจารย์ และนักเรียน นักศึกษา เข้าร่วม ณ โรงแรมปริ๊น พาเลซ มหานาค กรุงเทพฯ
ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวแสดงความยินดีกับนักศึกษาไทยที่ได้รับทุนศึกษาต่อในประเทศจีนทั้ง 165 คน และมีคณะครูอาชีวะอีก 25 คน ร่วมเดินทางไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านการศึกษาและอาชีวะระหว่างไทยกับจีน พร้อมกล่าวว่า โอกาสที่ได้รับครั้งนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและไม่ใช่ทุกคนจะได้มา ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ล้วนผ่านการคัดเลือกเพราะมีศักยภาพและความพร้อม จึงอยากให้ใช้โอกาสนี้อย่างเต็มที่
ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ความสัมพันธ์ไทย–จีน แม้จะมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการครบ 50 ปีในปีนี้ แต่ในมิติของประชาชนและวัฒนธรรม ความผูกพันมีมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี หลายครอบครัวชาวไทยมีเชื้อสายจีน และยังคงสืบทอดภาษาและประเพณีมาจนถึงปัจจุบัน แสดงถึงสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ ซึ่งจีนในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงโรงงานของโลก แต่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก ดังนั้น นักศึกษาที่เดินทางไปศึกษาจะได้มีโอกาสเห็นความก้าวหน้าอย่างใกล้ชิด และควรใช้โอกาสนี้เรียนรู้ความก้าวหน้าทางวิทยาการ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การผลิตแบตเตอรี่ และการวิจัยพัฒนา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต โดยเฉพาะการสร้างนวัตกรรมและยกระดับอุตสาหกรรมไทย
“นักศึกษาทุกคนคือเมล็ดพันธุ์สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคต จึงอยากให้ตั้งเป้าหมายใหญ่ ฝันให้ไกล และใช้โอกาสนี้เป็นแรงบันดาลใจเพื่อนำมาสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับสังคมไทย โครงการนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ไทยได้บุคลากรที่มีศักยภาพ ขณะที่จีนก็ได้ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน และเมื่อทุกคนกลับมา เราจะเห็นการพัฒนาประเทศไทยด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ที่ได้รับประสบการณ์ตรงจากประเทศที่เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของโลก”ศ.ดร.นฤมล กล่าว
นายยศพล กล่าวว่า โครงการปฐมนิเทศนักศึกษาทุนสาธารณรัฐประชาชนจีน มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมให้ครูนักเรียนและนักศึกษา ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อและฝึกประสบการณ์วิชาชีพในประเทศจีน โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นทักษะวิชาการ ทักษะวิชาชีพ ทักษะชีวิต รวมถึงทักษะภาษาจีน ความเข้าใจด้านวัฒนธรรม กฎระเบียบ และมารยาททางสังคม เพื่อให้นักศึกษาสามารถปรับตัวและใช้ชีวิตในต่างแดนได้อย่างมั่นใจ โดยมีเข้าร่วมโครงการรวม จำนวน 165 คน เป็นนักเรียน นักศึกษา จำนวน 141 คน และครู จำนวน 24 คน ที่รับทุนการศึกษาและฝึกประสบการณ์วิชาชีพจากสถาบันการศึกษาของจีน ในหลักสูตรระยะสั้น ฝึกประสบการณ์วิชาชีพ และ หลักสูตรทวิวุฒิไทย-จีน ดังนี้ Liuzhou Polytechnic University จำนวน 54 คนNanjing Vocational College of Information Technology จำนวน 20 คนChangzhou College of Inform ation Technology จำนวน 69 คน Chongqing Vocational Institute of Engineering จำนวน 22 คน
เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า สอศ.ได้ความดำเนินความร่วมมือกับสาธารณรัฐประชาชนจีนมาอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการทวิวุฒิ 210 สาขา ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทย–จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และพัฒนานักศึกษาอาชีวะให้สามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับกลับมาพัฒนาสังคมและประเทศชาติได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี พร้อมคณะผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง โรงเรียนดรุณาราชบุรี จัดพิธีเพื่อขอบคุณ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.)ที่มอบเงินสนับสนุนจำนวน 154,400 บาท พร้อมมอบเสื้อเชิดชูเกียรติให้นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลักสูตรการเรียนวิทย์-คณิต ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จำนวน 4 คน ที่ได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันในโครงการ 2025 KidWind Challenge in Asia ณ ประเทศไต้หวัน ในวันที่ 1-2 พฤศจิกายน 2568นี้ ซึ่งเหล่านี้ประสบความสำเร็จได้ เพราะ พว.นำคณะวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมาพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ตามแนวทางการจัดเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากล ให้ประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ มีสถาบันราชภัฏ ประเทศจีน ไต้หวัน และโรงเรียนต่าง ๆ เข้ามาดูงาน
บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตลอดระยะ 3 ปี ที่ผ่านมาโรงเรียนดรุณาราชบุรี ได้อบรมครูในการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps โดยได้รับการสนับสนุนจาก พว.ที่ส่งวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเข้ามาอบรม จนทำให้โรงเรียนปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นักเรียนได้เรียนผ่านการปฏิบัติ (Learning by Doing)ส่งเสริมให้นักเรียนได้ฝึกกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ นักเรียนสามารถคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ และมีความสุขกับการเรียนผ่านทางการเรียนการสอนแบบ Project-Based Learning / Phenomenon Based Learning(PBL)และ Problem- Based Learning เป็นต้น นอกจากนี้โรงเรียนยังได้รับนักเรียนแผนการเรียน วิทย์-คณิต ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนานักเรียนให้เป็นนวัตกรที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน โดยจุดเด่นของหลักสูตรเน้นการศึกษาพื้นฐานความรู้เชิงรุกทางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยการบูรณาการวิชาตามรูปแบบฐานสมรรถนะควบคู่กับการทำโครงงานนวัตกรรม และกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่หลากหลายและเหมาะสมกับช่วงวัยของนักเรียน เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านAI ให้นักเรียนได้ค้นพบแนวทางที่ตนเองถนัดและสนใจ จะได้นำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดศึกษาต่อในคณะหรือสาขาที่ตนเองมุ่งหวัง โดยโรงเรียนมีเงื่อนไขว่า นักเรียนที่จะจบ ม. 6ได้ จะต้องทำโปรเจค เพื่อให้รู้ว่ากระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งหมดได้ตกตะกอนมาเป็นนวัตกรรมสามารถสร้างผลผลิตออกมาได้และมีความหลากหลาย ไม่เฉพาะทางด้านวิชาการเท่านั้น แต่สามารถแตกออกไปทางด้านการเกษตร เศรษฐศาสตร์ ด้านกายภาพ สุขภาพ จิตวิทยา เป็นต้น
ดร.ศักดิ์สิน กล่าวว่า กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นโครงการวิจัยขั้นสูง ซึ่งพว.จะผลักดันการจัดการศึกษาของไทยให้สู่มาตรฐานโลกให้ได้ กระบวนการที่เรานำมาใช้คือ การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่ง Active Learning คือการเรียนด้วยการปฏิบัติ แต่จะปฏิบัติอย่างไร GPAS 5 Steps จะเป็นตัวขยายการเรียนรู้ออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาล หลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเขียนไว้เลยว่าหลักสูตรมาตรฐานสากลต้องใช้ GPAS 5 Steps มาเป็นตัวขับเคลื่อนแต่ไม่มีใครรู้ เพราะยังไม่รู้ว่า Active Learning คืออะไร ปรัชญาของ Active Learning GPAS 5 Steps คือ เด็กทุกคนต้องได้รับการพัฒนา ต้องเข้าถึงนวัตกรรม ทำอย่างไรจะให้เด็กทุกคนได้รับการพัฒนา แม้ว่าเด็กแต่ละคนจะมีความฉลาดแตกต่างกันแต่ GPAS 5 Steps จะเป็นกระบวนการ เป็นหัวใจของการเรียนรู้ของมนุษย์ เมื่อนำเข้าไปในกลุ่มสาระการเรียนรู้ของนักเรียนหรือนำไปใช้ในการเรียนรู้อาชีพต่างๆ หรือ แม้กระทั่งการสอบ O-NET PISA ก็ต้องใช้ GPAS 5 Steps เป็นตัวขับเคลื่อน แต่เรายังไม่รู้จักใช้ ดังนั้นตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา การสอบ O-NET และ PISA คะแนนของเด็กจึงตกต่ำมาโดยตลอด เพราะเด็กจะจำแต่เนื้อหาไปสอบ แต่ยังไม่ได้เรียนรู้กระบวนการคิดวิเคราะห์ นี่คือจุดบอดของประเทศไทย ความสำเร็จของโรงเรียนดรุณาราชบุรีในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสของ พว.ที่จะเข้าไปอบรมให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ให้เข้าใจถึงกระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อแก้ไขจุดอ่อนของประเทศที่เน้นการเรียนแบบท่องจำ เพราะ Active Learning GPAS 5 Steps เป็นเกลียวเชื่อมความรู้คู่คุณธรรม หลอมความคิดคนมาเชื่อมโยงกับคุณธรรมจริยธรรมและค่านิยมก่อนที่จะนำไปสู่การปฎิบัติอย่างมีแบบแผนที่ดี ซึ่งโรงเรียนดรุณาราชบุรีจะเป็นตัวอย่างให้ทุกโรงเรียนเกิดการตื่นตัว
ด้านนางปาลิกา ศรีสารากร ตัวแทนครูโรงเรียนดรุณาราชบุรี กล่าวว่า ขอบคุณ GPAS 5 Steps ที่เปลี่ยนครูจากครูรุ่นเก่ามาเป็นครูรุ่นใหม่ ทำให้เปลี่ยนตัวเองเป็นผู้ช่วยเหลือมีความเข้าใจผู้เรียนมากขึ้น จุดมุ่งหมายของครูไม่ใช่ความสำเร็จอย่างเดียว แต่ครูและนักเรียนได้พัฒนาไปด้วยกัน นักเรียนนั่งอยู่ในห้องไม่ทราบว่าเขาคิดอย่างไร แต่เมื่อมีการปฏิบัติเข้ามาทำให้เราทราบความคิดของนักเรียนผ่านกระบวนการปฏิบัติ สามารถสื่อสารออกมาได้ ทำให้เราสามารถพัฒนานักเรียนได้ถูกทาง ขอบคุณ พว.ที่ให้แนวคิดของการศึกษาแนวใหม่ที่จะทำให้เราสามารถก้าวไปอย่างมั่นใจ เราสามารถนำความรู้ที่อยู่ในกรอบหรืออยู่นอกกรอบมาวิเคราะห์กับผู้เรียนให้เหมาะสม มาเชื่อมโยงกับคุณธรรมจริยธรรม และที่สำคัญนักเรียนไม่ประสบแต่ความสำเร็จอย่างเดียว แต่สามารถถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชนสู่ชาติบ้านเมืองและสู่โลกใบนี้
รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า จากนั้นได้เยี่ยมชมห้องเรียนมอนเตสเซอรี่ซึ่งเป็นการฝึกเด็กตั้งแต่ชั้นอนุบาลให้เข้าใจและฝึกปฏิบัติให้มีทักษะชีวิต ทั้งทักษะการฟัง ปฏิบัติ และร่วมกันประเมินผล โดยจะเห็นว่าครูมีการเอาใจใส่นักเรียนเป็นอย่างดี รวมถึงห้องเรียนภาษาอังกฤษที่มีครูต่างชาติมาสอนด้วย ทำให้เด็กกล้าพูดภาษาอังกฤษกล้าแสดงออก การสอนของโรงเรียนก็มีความชัดเจน มีแบบฝึกหัดให้เด็กฝึกการนำเสนอ ซึ่งทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของโรงเรียน
ดร.พิเชฐ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังได้ดูห้องเรียนของเด็ก ม. 6 ที่มีนวัตกรรมโครงงานที่เด็กได้คิดร่วมกัน โดยมีครูเป็นโค้ชช่วยจุดประกายความคิดให้กับเด็กแล้วให้เด็กรวมกลุ่มกันคิดวิเคราะห์ว่าควรจะทำโครงงานอะไรที่จะเป็นประโยชน์ ซึ่งหลายกลุ่มทำให้เรารู้สึกทึ่งในความคิด เช่น กลุ่มที่ทำเรื่องวิเคราะห์ความเครียด เด็กๆ สามารถทำให้เรารู้ลักษณะท่าทางว่า แบบไหนเป็นลักษณะของความเครียด ซึ่งจะสามารถบอกได้ว่าลักษณะนี้เครียดมากน้อยแค่ไหน แล้วก็มีวิธีแก้ปัญหาเพื่อลดความเครียดนั้นอย่างไร เช่นเครียดขนาดนี้ให้ไปออกกำลังกาย เครียดขนาดนี้ให้ไปอาบน้ำ หรือ ต้องไปปรึกษาครูหรืออาจต้องไปหาจิตแพทย์เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นวิธีการที่เกิดจากการระดมสมองของเด็กที่คิดเองโดยมีครูเป็นที่ปรึกษาจนเกิดเป็นภาพความสำเร็จออกมา และยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่คิดนวัตกรรมจากการที่ครูต้องเดินจากตึกไกล ๆ มาสอน ซึ่งครูก็มีโรคประจำตัว แต่เด็กได้คิดช่วยครูขนย้ายสิ่งของในการมาสอน ซึ่งเป็นความคิดที่น่าทึ่งมากเพราะเด็กเหล่านี้มีจิตวิญญาณที่ดีงาม มีคุณธรรมในใจเห็นคนอื่นเดือดร้อนก็หาวิธีแก้ปัญหาให้ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ได้ทราบว่าโรงเรียนได้ร่วมมือกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.)โดย พว. ได้ส่งวิทยากรมาอบรมการสอน Active Learning ให้ครู เพื่อให้ครูมีกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มีความรู้ความเข้าใจทั้งในระดับตนเอง ระดับห้องเรียนและระดับวิชาการ แล้วไหลลงมาสู่เด็ก ซึ่งเป้าหมายและหัวใจสำคัญของการเรียนรู้คือการให้เด็กเป็นคนดี เป็นคนเก่ง มีทักษะชีวิตและสามารถที่จะทำหน้าที่ตามที่ยูเนสโกกำหนด คือ เด็กก็มีความรู้ รู้แล้วปฏิบัติได้ มีอนาคตที่ตัวเองชอบ และ ต้องอยู่กับคนอื่นได้ อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งโรงเรียนดรุณาราชบุรีสามารถทำได้
“ผมเชื่อว่าโรงเรียนในกลุ่มดรุณาราชบุรีสามารถเป็นต้นแบบที่ดีได้ในเรื่องการใช้ ai เทคโนโลยีในการสร้างคนให้เรียนรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะให้เด็กเป็นศูนย์กลาง โดยโรงเรียนสามารถทำได้ชัดเจนว่า ให้ผู้เรียนมีความสำคัญแทบทุกเรื่อง เด็กสามารถคิดโครงงานเองทั้งหมดโดยมีครูเป็นที่ปรึกษา และมีหลายกิจกรรมที่สามารถไปขยายผลให้กับโรงเรียนอื่นๆได้ เพื่อทำให้เด็กคิดเป็นทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และ เท่าที่ทราบโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ส่วนหนึ่งก็ได้นำแนวคิด Active Learning ไปใช้อย่างเป็นระบบแล้ว และค่อนข้างจะมีความสำเร็จ ในฐานะที่จะเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ .)ในเดือนตุลาคม นี้ ก็ขอชื่นชมและขอบคุณผู้บริหารโรงเรียนที่นำไปสู่การปฏิบัติ ส่วนโรงเรียนอื่นๆ ที่อยากเรียนรู้ว่าโรงเรียนอื่นประสบความสำเร็จอย่างไรก็สามารถมาดูต้นแบบได้ที่โรงเรียนดรุณาราชบุรีหรือโรงเรียนอื่นๆในสังกัดสพฐ.ที่ทำได้ดี เป็นต้นแบบได้เพื่อจะได้ไปพัฒนาเด็กในโรงเรียนตามปณิธานของพวกเรา คือ เด็กต้องดีเก่งสุด โรงเรียนทุกโรงก็ยังต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยพัฒนาจากครูด้วยกันในชั้นเรียน ผู้บริหารโรงเรียนช่วยดูแล ศึกษานิเทศก็มีส่วนร่วมได้ รวมถึงภาคเอกชนที่จะร่วมมือกันเพื่อให้เรามีเด็กที่ดีและเก่งที่สุดต่อไป และที่สำคัญ ก้าวต่อไปของ สพฐ.ผมจะเน้นการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ภาคเอกชน เพราะถ้าเราร่วมมือพัฒนาการศึกษาไปด้วยกันแล้ว เชื่อว่าเราจะสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ
เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ จากฝนตกหนักต่อเนื่องทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่มีระดับน้ำป่าสักสูงสุด และจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่ได้รับผลกระทบจากพายุคาจิกิ ที่ส่งผลให้โรงเรียนบ้านน้ำเพียงดิน ตำบลผาบ่อง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ถูกน้ำท่วมฉับพลัน จึงได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เร่งเข้าพื้นที่ช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน จัดตั้งศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center) เพื่อซ่อมแซมอุปกรณ์การเรียน เครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งของที่เสียหาย ดูแลระบบไฟฟ้า เพื่อให้โรงเรียนสามารถกลับมาใช้งานได้โดยเร็ว
เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ สอศ. ได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากพายุคาจิกิ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจากจากฝนตกหนักในพื้นที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ และพื้นที่ใกล้เคียงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการตั้งศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย เปิดครัวอาชีวะจัดทำอาหารปรุงสุก อาหารกล่อง และน้ำดื่ม สนับสนุนการขนย้ายสิ่งของและความช่วยเหลือเร่งด่วนอื่น ๆ ตามความจำเป็น และเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย สอศ. เตรียมวางแผนรับมือ จัดศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center) ดำเนินการซ่อมแซมรถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้ครัวเรือน และเครื่องมือทางการเกษตร เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งนี้ สถานศึกษาในพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่สถานศึกษาที่ประสบความเสียหาย เพื่อให้การเรียนการสอนและการดำเนินงานสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว และคำนึกถึงความปลอดภัย
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยว่า ตนได้รับการประสานจากนายปกรณ์ จีนาคำ ส.ส.แม่ฮ่องสอน พรรคกล้าธรรม ถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุคาจิกิ ส่งผลให้โรงเรียนบ้านน้ำเพียงดิน ตำบลผาบ่อง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ถูกน้ำท่วมฉับพลัน เส้นทางเข้าออกถูกตัดขาด ครู นักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ต่างประสบความลำบาก ขณะเดียวกันอุปกรณ์การเรียนการสอนภายในโรงเรียนก็ได้รับความเสียหายจำนวนมาก
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พร้อมจัดทีมจากศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center) เข้าไปตรวจสอบระบบไฟฟ้า ซ่อมแซมอุปกรณ์การเรียน และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้โรงเรียนสามารถกลับมาใช้งานได้โดยเร็ว
“กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งฟื้นฟูโรงเรียนให้กลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็วที่สุด เพื่อให้เด็ก ๆ กลับมาเรียนหนังสือได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะเร่งสรุปและประเมินความเสียหายทั้งหมดเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติงบประมาณเยียวยาต่อไป“ศ.ดร.นฤมล กล่าว


เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างพลังเครือข่ายการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมบรรยายพิเศษ “การสร้างและพัฒนาเครือข่ายการตรวจราชการ การติดตามประเมินผลการจัดการศึกษา“ ณ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กรุงเทพฯ โดย ปลัด ศธ. กล่าวว่า แนวทางการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการนั้น ต้องมีการพัฒนาวิธีการและกระบวนการตรวจอย่างต่อเนื่อง มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในการมอนิเตอร์ผลการดำเนินงาน โดยแนวคิดสำคัญที่ว่า “สถานที่ใดที่ดำเนินการได้ดีอยู่แล้ว ขอให้ทำดีต่อไป หากพื้นที่ใดต้องปรับปรุงก็เข้ามาทบทวนเพื่อพัฒนายิ่งขึ้น” เครื่องมือสำคัญที่นำมาใช้คือระบบตรวจราชการออนไลน์ หรือ E-Inspection ที่จะช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลและรวบรวมผลการตรวจราชการเป็นไปอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสามารถสรรหาข้อมูล Best Practice ได้อย่างแม่นยำและเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงาน
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความร่วมมือของโรงเรียนเอกชน “อนาคตการศึกษาไทย-จีน โรงเรียนเอกชน เนื่องในโอกาสความสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี” ณ โรงแรมรอยัล ซิตี้ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร โดย ดร.สุเทพ ศธ. กล่าวว่า ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนได้พัฒนาอย่างมั่นคงและลึกซึ้งในทุกมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจ ความไว้วางใจ และความร่วมมือระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยไทยและจีนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมีความใกล้ชิด มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ และมีการขยายความร่วมมือเชิงลึกในทุกมิติ โดยในปี 2568 ได้ครบรอบ 50 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับจีน ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนในโรงเรียนเอกชนทุกระดับ มีการเปิดห้องเรียนพิเศษภาษาจีน การพัฒนาครูผู้สอน ตลอดจนการสร้างสื่อดิจิทัลสำหรับการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับบริบทสากล นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินโครงการความร่วมมือ และกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การประกวดสุนทรพจน์และความรู้ภาษาจีน การจัดสรรครูอาสาสมัครจีนให้แก่โรงเรียนเอกชน
“กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดนโยบายด้านการศึกษา 3+1 ที่เน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต คือ ทักษะ 3 ภาษา (ไทย, อังกฤษ, จีน) ควบคู่กับการพัฒนาทักษะด้าน AI เพื่อสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก และมีรายได้ระหว่างเรียน โดยเป้าหมายของนโยบาย 3+1 คือการยกระดับสมรรถนะผู้เรียนผ่านการสร้างผู้เรียนให้มีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ รวมถึงเป็นการส่งเสริมการหารายได้ สนับสนุนให้ผู้เรียนมีทักษะที่นำไปสู่การสร้างรายได้ระหว่างเรียน และมีงานทำเมื่อสำเร็จการศึกษา และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยการใช้แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ และการมีส่วนร่วมของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน” ปลัด ศธ.กล่าว
ด้าน นายโกเมศ กลั่นสมจิตต์ รองเลขาธิการ กช. กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ในฐานะที่เป็นส่วนราชการที่ดูแลรับผิดชอบโรงเรียนเอกชนสอนภาษาจีน ส่งเสริมสนับสนุนและร่วมดำเนินการในการพัฒนาโรงเรียนเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง ช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูสอนภาษาจีนในโรงเรียนเอกชน มีการติดตามผลการสอนภาษาจีนและพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีมาตรฐานและศักยภาพด้านภาษาจีนที่สูงขึ้น โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนภาษาจีนมีคุณภาพและศักยภาพทางภาษาจีนที่สูงขึ้น และได้ร่วมมือกับสมาคมและเครือข่ายเอกชนสอนภาษาจีน ยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนภาษาจีนในโรงเรียนเอกชนในประเทศไทย
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(กช.)ประชุมร่วมกับผู้แทนสมาคมสภาการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย 12 หน่วยงาน โดยตัวแทนสมาคมสภาการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ได้นำดอกไม้แสดงความยินดีและขอขอบคุณ ศ.ดร.นฤมล ที่ขับเคลื่อนงานการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

