สกศ.ขับเคลื่อนการศึกษา พัฒนาศักยภาพคนไทย สร้าง“พลเมืองที่เข้มแข็ง”  

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 3/2568 โดยมี คณะกรรมการสภาการศึกษา พร้อมด้วย รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมประชุม ควบคู่กับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการและขยายผล 3 เรื่องหลัก ได้แก่  1.(ร่าง)ทิศทางการพัฒนาศักยภาพคนไทย เพื่อให้เป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง พร้อมเรียนรู้ ปรับตัว อย่างยั่งยืน ผ่านเสาหลัก 5 ประการ The L.E.A.R.N. Pillars ประกอบด้วย ศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน (Learner Agency) บุคลากรทางการศึกษามีสุขภาวะที่ดีและมีความเป็นเลิศ (Educator Excellence) การบริหารงบประมาณและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Allocation) การเข้าถึงการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นสำหรับทุกคน (Reach) และการบริหารจัดการแบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม (Network) ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตขับเคลื่อนไปพร้อมกับการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง  2. ปรับแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรและสูตรจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ดังนี้ 1) กระจายอำนาจ ส่งเสริมการร่วมลงทุนและสนับสนุนจากทุกภาคส่วน 2) ปรับเพิ่มสัดส่วนการใช้ทรัพยากรสำหรับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมรองรับการเปลี่ยนแปลง 3) เพิ่มการจัดสรรไปยังผู้เรียนโดยตรงควบคู่กับการจัดสรรไปยังสถานศึกษา 4) ปรับรายการเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายพื้นฐาน 5) แยกค่าสาธารณูปโภคพื้นฐานออกจากค่าจัดการเรียนการสอน ทั้งนี้ต้องพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อใช้ในการวัดประเมินผลและพัฒนาปรับปรุงอย่างเป็นระบบ และ 3. ข้อเสนอนโยบายการสร้างเสริมชุดทักษะที่จำเป็น Essential Skills Set สำหรับเด็กและเยาวชนไทย 3 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) เสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนด้วยการเรียนรู้บนฐานทักษะที่จำเป็น 2) เสริมสร้างระบบสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อขับเคลื่อนชุดทักษะที่จำเป็นอย่างเป็นระบบ และ 3) สร้างพื้นที่เรียนรู้ สร้างชุดทักษะที่จำเป็นด้วยทุนทางสังคมและทรัพยากรในพื้นที่

“นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานของ สกศ. ได้แก่ 1. ผลการจัดอันดับ IMD ด้านการศึกษา 2025 ควรกำหนดการยกระดับให้เป็นตัวชี้วัด และมีการวางแผนพร้อมติดตามประเมินผล รวมถึงถอดบทเรียนผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2. มติของสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติเพื่อให้ทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ คือ การสร้างการเรียนรู้เพื่อสร้างรายได้ Learn to Earn และระบบนิเวศการเรียนรู้ของเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต 3. ได้พัฒนาแนวทางการได้รับคุณวุฒิการศึกษาตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติของกลุ่มเยาวชนยอดทักษะฝีมือ รวมถึงจะเปิดแพลตฟอร์มธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติในปีหน้า 4. การขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ขณะนี้เอกสาร IM ส่งไปยังสำนักงานกฤษฎีกาฯ เพื่อตรวจสอบและส่งต่อ OECD ประเมินทางเทคนิคต่อไป และสุดท้าย สกศ. เสนอการจัดทำแผนการจัดการศึกษาในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ จากปัญหาความไม่สงบบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อกำหนดมาตรการในการช่วยเหลือและสร้างขวัญกำลังใจ ให้ทันสถานการณ์และบูรณาการทุกภาคส่วนได้”รมว.ศึกษาธิการกล่าว

“เทวัญ”ให้การบ้านคุรุสภา ขอใบรับรองแพทย์กรองครูรุ่นใหม่ไม่มีเรื่องยาเสพติด

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ว่า ตนได้เสนอต่อที่ประชุมให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาไปพิจารณาระเบียบหลักเกณฑ์ว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่ครูรุ่นใหม่ที่จะขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพต้องมีใบรับรองแพทย์แนบมาด้วยว่า บุคคลนั้นได้รับการตรวจเรื่องสารเสพติดมาแล้ว เพื่อเป็นการกรองว่า อย่างน้อยครูรุ่นใหม่ที่เข้ามาประกอบวิชาชีพครูไม่มีเรื่องของยาเสพติดมาเกี่ยวข้อง  โดยได้หารือกับเลขาธิการคุรุสภาเบื้องต้นแล้วว่า มีระเบียบข้อบังคับใดให้สามารถดำเนินการได้หรือไม่  แต่หากไม่สามารถทำได้ ก็อาจต้องใช้วิธีขอความร่วมมือจากครู ว่า หากจะขอใบอนุญาตก็ขอให้ตรวจและมีใบรับรองแพทย์มายื่นด้วย ซึ่งหากใครไม่มีมา ก็อาจทำให้คิดได้ว่าทำไมถึงไม่มีใบรับรองแพทย์

“แต่ละปีคุรุสภาจะมีผู้เข้ามาขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูหลายหมื่นคน หากสามารถทำได้อย่างน้อยก็จะทำให้เราได้คนรุ่นใหม่มาเป็นครูโดยไม่มีปัญหาเรื่องยาเสพติด คุรุสภาก็จะเป็นองค์กรหนึ่งที่ช่วยคัดกรองเรื่องยาเสพติดได้  ทั้งนี้ถ้าโครงการนี้สามารถเดินไปได้ดี ก็จะค่อย ๆ ขยายผลไปถึงผู้ที่จะมาขอต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพด้วย ซึ่งก็ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง แต่เราก็สามารถทำให้มั่นใจได้ว่าครูรุ่นใหม่ปลอดยาเสพติดแน่นอน”รมช.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบร่าง ประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง รายละเอียดของมาตรฐานความรู้ และประสบการณ์วิชาชีพครูปฐมวัย พ.ศ. … และมีการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา และเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว ดังนี้

ให้การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 33 แห่ง รวมจำนวน 93 หลักสูตร ได้แก่ ปริญญาตรีทางการศึกษา (หลักสูตร 4 ปี) จำนวน 87 หลักสูตร ประกอบด้วย 1) มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี 2) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) 3) มจร. วิทยาเขตขอนแก่น 4) มจร.วิทยาสงฆ์นครน่าน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จังหวัดน่าน 5) มจร.วิทยาสงฆ์บุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์  6) มจร.วิทยาสงฆ์พะเยา จังหวัดพะเยา 7) มจร.วิทยาสงฆ์พิจิตร จังหวัดพิจิตร 8) มจร.วิทยาสงฆ์ร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด 9) มจร.วิทยาสงฆ์ลำพูน จังหวัดลำพูน 10) มจร.วิทยาสงฆ์อุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี 11) มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย(มมร.) วิทยาเขตร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด 12) มมร.วิทยาเขตล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ 13)มมร.วิทยาเขตศรีธรรมาโศกราช จังหวัดนครศรีธรรมราช 14)มมร.วิทยาเขตศรีล้านช้าง จังหวัดเลย 15) มมร.วิทยาเขตอีสาน จังหวัดขอนแก่น 16)มมร.จังหวัดนครปฐม 17) มหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.) นครราชสีมา 18)มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา 19) มรภ.เพชรบุรี 20) มรภ.เพชรบูรณ์ 21)มรภ.ยะลา 22) มรภ.เลย 23)มรภ.สกลนคร 24) มรภ.สุรินทร์ 25) มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี 26) มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ศูนย์การศึกษานครนายก จังหวัดนครนายก 27) มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ศูนย์การศึกษาลำปาง จังหวัดลำปาง 28) มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กรุงเทพมหานคร และ 29) วิทยาลัยเทคโนโลยีพนมวันท์ จังหวัดนครราชสีมา

ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 3 หลักสูตร ประกอบด้วย 1) มรภ.เชียงใหม่ 2)มรภ.นครราชสีมา และ 3)มรภ.พระนครศรีอยุธยา

ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) จำนวน 2 หลักสูตร ประกอบด้วย 1) มรภ.ชัยภูมิ และ 2) มจร.วิทยาเขตสุรินทร์

ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) จำนวน 1 หลักสูตร ได้แก่ มรภ.พระนครศรีอยุธยา

ให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา ที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว โดยเปลี่ยนแปลงแผนการรับนักศึกษา จำนวน 2 แห่ง รวมจำนวน 2 หลักสูตร ดังนี้ ปริญญาตรีทางการศึกษา (หลักสูตร 4 ปี) จำนวน1 หลักสูตร ได้แก่  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)  ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) จำนวน 1 หลักสูตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยพิษณุโลก ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ksp.or.th หัวข้อ ตรวจสอบรายชื่อสถาบันผลิตครูที่คุรุสภารับรอง

นอกจากนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบผลการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 8/2568 ของผู้ผ่านเกณฑ์การประเมินฯ จำนวน 1,208 คน โดยเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างศึกษาในหลักสูตรปริญญาและประกาศนี ยบั ตรทางการศึ กษา ประกอบด้วย 1) หลักสูตรปริญญาตรีทางการศึกษา จำนวน 785 คน  2) หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 354 คน และ 3) หลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) จำนวน 69 คน

เห็นชอบการรับรองผลการเทียบเคียงผลการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 3/2568 กลุ่มวิชาภาษาจีน จากหน่วยสอบ : Center for Language Education and Cooperation ชุดทดสอบ : HSK จำนวน 2 ราย กลุ่มวิชาภาษาเกาหลี จากหน่วยสอบ : Korean Education Center in Thailand ชุดทดสอบ : TOPIK จำนวน 1 ราย

เห็นชอบ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง สาระการพัฒนาสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์แห่งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ในการกำหนดนโยบายและแผนการพัฒนาวิชาชีพ และส่วนการบังคับใช้สาระการพัฒนาสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 ระบุให้หน่วยงานการศึกษาควรส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความเป็นครูมืออาชีพ และใช้ประกอบการต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ในกิจกรรมการเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถทางวิชาชีพ หรือวิชาการเฉพาะด้าน และการพัฒนาวิชาชีพทางการศึกษา

รับทราบการอนุมัติหลักการให้ออกหนังสืออนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นการชั่วคราว (ประเภทครู) ให้ผู้สอบแข่งขันได้ ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ. 2568 ที่มีคุณวุฒิในกลุ่มวิชา หรือทางหรือสาขาวิชาเอกที่ขาดแคลน หรือมีความจำเป็นต่อการจัดการเรียนการสอนเป็นพิเศษ จำนวน 6 กลุ่มวิชา ประกอบด้วย 1) สถาปัตยกรรม 2) การพยาบาล 3) กายภาพบำบัด 4) กิจกรรมบำบัด 5) จิตวิทยาคลินิก และ 6) อรรถบำบัด เป็นเวลา 2 ปี ตามมติคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ครั้งที่ 8/2568 เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568

“อาจารย์แหม่ม”วอนแยกแยะกรณีเด็ก 13 ถูกจับส่งกลับเขมร แค่เส้นบางๆ ความขัดแย้งระหว่างประเทศกับหลักมนุษยธรรม

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 .ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีนักเรียนวัย 13 ปี โรงเรียนในพื้นที่ .บัวเชด .สุรินทร์ถูกตำรวจเข้ามารับตัวจากข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและพำนักอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตว่า เรื่องนี้ต้องมองตามหลักความจริงทั้ง 2 มุม ถ้าตอบในฐานะคนเป็นแม่ก็รู้สึกเสียใจที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับลูกที่อายุเพียงแค่ 13 ปีซึ่งถือเป็นความทุกข์ใจอย่างยิ่ง และตนก็เข้าใจครูที่สอนนักเรียนด้วยเช่นกันที่อยากให้ความเป็นธรรมกับเด็ก

หากตอบในฐานะ รมว.ศึกษาธิการ ต้องชี้แจงว่า การขับเคลื่อนการศึกษา เรายึดหลักมนุษยธรรมมาตลอด มิฉะนั้นเด็กจะไม่ได้ศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)แน่นอน แต่เนื่องจากเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทยกัมพูชา เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ที่ต้องดูแล และดำเนินการตามกฎหมาย ดังนั้นจึงต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการต่อจากนี้ด้วย.ดร.นฤมลกล่าวและว่า  อย่างไรก็ตามจากรายงานของ สพฐ.พบว่า นักเรียนรายดังกล่าวพ่อแม่ไม่ได้เป็นคนไทย ดังนั้นจะต้องตรวจสอบถึงที่มาที่ไปของครอบครัวนี้ตั้งแต่ตนว่า ได้เดินทางเข้าประเทศไทยมาถูกกฎหมายหรือไม่ และจากนี้จะสามารถดำเนินการทำให้ถูกกฎหมายได้หรือไม่อย่างไร ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการพร้อมจะดูแลเด็กทั้งนี้ ตนอยากจะขอให้คนไทยทุกคนแยกแยะระหว่างความขัดแย้งระหว่างประเทศกับหลักมนุษยธรรมด้วย

“ดร.หญิง ลิณธิภรณ์”ปลื้มหลักสูตรCare Giverจบแล้วมีงานทำ สอดรับนโยบายLearn to Earn

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568  ที่ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผศ.ดร.ลินธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานแถลงข่าว ความร่วมมือโครงการ “ความร่วมมือพัฒนางานวิชาการการบริหารจัดการบุคลากร” เพื่อสนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ปีงบประมาณ 2568  โดยมี นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) พร้อมด้วย นางยุพิน บัวคอม  นายชัยพัฒน์ พันธุ์วัฒนสกุล นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดี สกร. นายจเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ ผู้บริหาร ข้าราชการ ของทั้ง 2 หน่วยงาน เข้าร่วม

ผศ.ดร.ลินธิภรณ์ กล่าวว่า นับเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทย ในการสร้างความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “ความร่วมมือพัฒนางานวิชาการ การบริหารจัดการบุคลากร” เพื่อสนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ในปีงบประมาณ 2568 โดยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การขับเคลื่อนหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ที่เป็นหลักสูตรการสร้างงานที่กำลังเป็นที่ต้องการของสังคม สร้างรายได้ให้ผู้เรียนสู่ครอบครัว และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงทั่วประเทศนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยอาศัยกลไกความร่วมมือระหว่างหลายภาคส่วน เป็นนโยบายการจ้างงานที่ พร้อมสนับสนุนการจ้างงานบุคลากรให้ผู้ เรียนจบหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุจบแล้วมีงานทำทันที

“เมื่อรัฐบาลโดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศการกระตุ้นเศรษฐกิจดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง ดิฉันในฐานะ รมช.ศึกษาธิการ ที่ดูแล สกร.จึงเห็นว่าเป็นโอกาสของ สกร.ที่จะเข้าร่วม เพราะเรามีบุคลากรที่ผ่านการอบรมจากกระทรวงสาธารณสุขโดยตรง ถ้าสามารถนำเด็กกลุ่มนี้เข้าสู่โครงการได้ก็จะทำให้การเรียนของ สกร.นำไปสู่การมีอาชีพเป็น Learn to Earn อย่างแท้จริง โดยโครงการนี้อยู่ในรูปแบบการจัดการศึกษาต่อเนื่อง“วิชาชีพระยะสั้น” โดยมีมาตรฐานขั้นต่ำของหลักสูตร 70 ชั่วโมง และ 420 ชั่วโมง โดยผู้ที่ผ่านหลักสูตร 70 ชั่วโมงจะได้รับเงินเดือน 5,000 บาท และผู้ที่ผ่านหลักสูตร 420 ชั่วโมงจะได้รับเงิน 6,000 บาท ตลอดโครงการ  โดยผู้ผ่านการอบรมสามารถไปปฏิบัติงานทั้งในครอบครัว ชุมชน และในเชิงวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงได้จริง จึงต้องเร่งผลักดันโครงการนี้ให้ผู้เรียนที่สนใจได้เข้าการอบรมเพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพตอบสนองความต้องการของสังคม”รมช.ศึกษาธิการกล่าว

ด้าน นายธนากร กล่าวว่า สกร.ดำเนินการจัดหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ Caregiver ตั้งแต่ปี 2559 โดยบูรณาการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านการจัดการศึกษาต่อเนื่อง ในรูปแบบ วิชาชีพระยะสั้น ทั้ง 70 ชั่วโมง และ 420 ชั่วโมง มีผู้สำเร็จการอบรมแล้ว 9,102 คน จำนวนนี้ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ 1,017 คน แต่ผู้ผ่านการอบรมส่วนใหญ่สามารถนำความรู้ไปใช้ในการประกอบอาชีพได้จริง แสดงให้เห็นถึง พลังของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถพัฒนาตนเองและพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานได้จริง

 อธิบดี สกร.กล่าวว่า จากที่รัฐบาลได้กำหนดแนวทาง “การจ่ายค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง” เพื่อเป็นค่าตอบแทนแก่ผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน ถือเป็นนโยบายสำคัญที่เชื่อมโยงทั้งมิติทาง เศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อสนับสนุนนโยบายนี้ สกร.จึงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ สปสช. เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยเน้นดำเนินงาน 3 ด้าน คือ สนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล  พัฒนาหลักสูตรและงานวิชาการด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง และสนับสนุนการวิจัย การฝึกอบรม และการบริการวิชาการ รวมถึงการสร้างโอกาสการจ้างงานให้แก่ผู้สำเร็จหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ สร้างอาชีพและเพิ่มรายได้แก่ครอบครัว โดยความร่วมมือดังกล่าวไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงให้กับสังคมไทย ในยุคสังคมสูงวัยและที่สำคัญคือ สร้างคุณค่าให้แก่สังคมไทย ในการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีมาตรฐานและยั่งยืนอีกด้วย

“ทิดแย้ม-ทิดอลงกต”ถูกริบรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติคุณฯจากคุรุสภาแล้ว-ครูโฉดที่สระบุรีรอยกเลิกใบอนุญาตฯสิ้นสุดทางอาชีพครู

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568  นายเทวัญ ลิฟตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะกำกับดูแล สำนักงานคุรุสภา เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวเชิงลบของพระผู้ใหญ่และถูกจับสึกจากความเป็นพระไปแล้ว นั้น ตนได้รับรายงานจากคุรุสภา ว่า ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการคุรุสภาได้ลงนามให้ริบวางรัลผู้ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติคุณให้เป็นผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ จากอดีตพระธรรมวชิรานุวัตร (แย้ม อินทร์กรุงเก่า) อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม และเจ้าคณะภาค 14  หรือ ทิดแย้ม ที่ได้รับรางวัลเมื่อปี 2558  และ ทิดอลงกต หรือ อดีตพระราชวิสุทธิประชานาถ อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ที่ได้รับรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติคุณให้เป็นผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ ประจำปี 2563 ซึ่งขณะนี้ทั้ง 2 คน ได้สึกจากการเป็นพระแล้ว พฤติกรรมดังกล่าวไม่สมควรเป็นแบบอย่างแก่เด็กและเยาวชน

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีครูชายในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.หนองแค จ.สระบุรี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมหลังก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิง อายุ 7 ขวบ จำนวน 3 ราย และข่มขู่โดยการถ่ายภาพเพื่อแบล็กเมล์ นั้น เรื่องนี้เป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งคุรุสภาในฐานะหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการประกอบวิชาชีพครู ได้ดำเนินการเบื้องต้นไปแล้ว โดยคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ(กมว.)ได้สั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ซึ่งออกให้เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 และจะหมดอายุในวันที่ 22 มิถุนายน 2570 ไปแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ ซึ่งหากผลการพิจารณาพบว่ามีความผิดจริง ก็จะมีการยกเลิกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพภายใน 60 วัน ต่อไป

 

 

 

 

โดนแล้ว! “อ.แหม่ม”สั่ง สพฐ.ลบเนื้อหา“ทิดอลงกต”ออกจากแบบเรียน ป.5 ชี้พฤติกรรมขัดหลักคุณธรรม-จริยธรรม เด็กไม่ควรถือเป็นแบบอย่าง

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568  ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงกรณีการตรวจสอบเนื้อหาแบบเรียนเสริมวิชาภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งมีการยกย่องอดีตพระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ให้เป็นตัวอย่างบุคคลผู้มีจิตสาธารณะ ว่า ตนได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ตรวจสอบและสรุปผลแล้วว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เหมาะสมที่จะปรากฏอยู่ในหนังสือเรียนต่อไป

“ในอดีตพระอลงกตเป็นที่รู้จักจากการอุทิศตนดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ HIV และได้รับการยกย่องจากหลายภาคส่วนว่า เป็นผู้มีจิตอาสา แต่เนื่องจากปัจจุบันถูกดำเนินคดีในข้อหาคดีทุจริตยักยอก ฟอกเงิน และถูกสอบสวนถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการปกปิดประวัติส่วนตัวที่แท้จริง ซึ่งถือว่า ขัดกับหลักคุณธรรมและจริยธรรมที่เด็กควรยึดถือเป็นแบบอย่าง ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญมาก เพราะแบบเรียนคือ สิ่งที่ปลูกฝังทัศนคติและค่านิยมให้กับเด็ก หากมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม จะสร้างความสับสนในสังคมและทำให้เยาวชนเข้าใจผิดได้ จึงได้มีคำสั่งให้ถอดเนื้อหาเกี่ยวกับอดีตพระอลงกตออกจากตำราเรียนทันที และยืนยันว่า การพิมพ์ตำราสำหรับปีการศึกษาหน้า จะไม่มีการปรากฏเนื้อหาดังกล่าวอีก”ศ.ดร.นฤมล กล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า ส่วนโรงเรียนนาถะศาสตร์ ที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของอดีตพระอลงกต นั้น ตนได้มอบให้คณะกรรมการการศึกษาเอกชน (กช.)ตรวจสอบแล้ว พบว่า โรงเรียนนาถะศาสตร์เป็นโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา มีมูลนิธิอาทรประชานาถ เป็นผู้รับใบอนุญาต ซึ่งไม่ได้เป็นโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา และโรงเรียนดังกล่าวยังได้รับอุดหนุนตามอัตราของโรงเรียนทั่วไป 70% โดยมูลนิธิช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของนักเรียนอีกส่วนหนึ่ง ดังนั้นโรงเรียนแห่งนี้ถือเป็นโรงเรียนกินนอนที่มีนักเรียนอยู่ประมาณ 120 คน และผู้เรียนไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายในการเรียนการสอน ซึ่งขณะนี้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.)ลพบุรีอยู่ระหว่างการเข้าไปตรวจสอบข้อมูลของโรงเรียนว่า จะได้รับผลกระทบอะไรหรือไม่ โดยจะนำข้อมูลมาหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดในวันที่ 3 กันยายน นี้ หากโรงเรียนได้รับผลกระทบด้านค่าใช้จ่าย หรือหากมูลนิธิดังกล่าวถูกระงับการทำธุรกรรม ทางศธจ.ลพบุรี จะเข้าไปวางแนวทางแก้ไขร่วมกับโรงเรียนต่อไป

สถาบันวุฒิวิชาชีพอนุมัติ14 หลักสูตรอาชีพสกร.เก็บหน่วยกิตสอบเทียบระดับได้ “รองนายกฯ”ฝากพัฒนาหลักสูตรใหม่ ๆ ”ดร.หญิง”เตรียมขยาย 1 หลักสูตร 1 จังหวัด

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่กระทรวงศึกษาธิการ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้จัดงานส่งเสริมและนำเสนอหลักสูตร สกร.ที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ ภายใต้ “โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ยกระดับหลักสูตร ต่อยอดมาตรฐานอาชีพ โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการ กพฐ.) ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ว่าที่ เลขาธิการ กพฐ. นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร.และผู้บริหาร สกร.เข้าร่วมงาน

นายประเสริฐ กล่าวว่า การยกระดับหลักสูตรอาชีพในครั้งนี้ เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นการยกระดับทักษะด้านอาชีพเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งเป็นอาชีพที่ตรงกับความต้องการของตลาด เป็นหลักสูตรระยะสั้น ใช้เวลาเรียนไม่นาน โดยผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในอาชีพที่ตัวเองชอบ เป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ขณะเดียวกันผู้เรียนก็สามารถเก็บสะสมหน่วยกิตเพื่อนำไปเทียบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ เพราะเรามีสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพรับรองแล้ว เป็นโครงการที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นอกจากจะเพิ่มทักษะให้กับตัวเองแล้วยังเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ตนขอให้สอนผู้เรียนนำเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล หรือ AI เข้ามามีบทบาทในการทำคอนเทนต์สร้างรายได้ด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก

“ผมได้เพิ่มนโยบายให้กับ สกร.ไป 2 เรื่อง คือ ให้ สกร.พัฒนาหลักสูตรอาชีพใหม่ ๆ ให้ตรงกับความต้องการของตลาดและทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และต้องมีองค์กรเครือข่ายพันธมิตรเข้ามาสร้างระบบนิเวศ มาสร้างทักษะ มีผู้ประกอบการ ผู้ผลิตผู้ให้บริการรับช่วงต่อ ซึ่งเครือข่ายจะสามารถต่อยอดความสำเร็จฝึกอาชีพแล้วต้องสามารถสร้างอาชีพได้จริงเรียนรู้ได้จริง และสร้างรายได้ ได้”นายประเสริฐ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดของการพัฒนากำลังคนด้วยมาตรฐานอาชีพ เป็นการเพิ่มโอกาสในการทำงานให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มทุกช่วงวัย เป็นช่องทางในการเพิ่มสมรรถนะและความสามารถในการทำงาน ช่วยให้แรงงานไทยมีทักษะที่ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล สามารถแข่งขันได้ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้กำลังแรงงานได้เข้าถึงการพัฒนาความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ อย่างเท่าเทียมและต่อเนื่องด้วย ดังนั้นการพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นด้านอาชีพของ สกร. ตามมาตรฐานอาชีพของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ จึงไม่เพียงแต่เป็นการจัดการศึกษาเพื่อการเรียนรู้อาชีพ แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของการเรียนรู้ที่ยืนยันได้ว่า “เรียนแล้วมีรายได้จริง” ผู้เรียนสามารถใช้ความรู้และทักษะที่ได้รับไปต่อยอดการทำงาน เป็นช่องทางในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับศักยภาพของตนเองให้เป็นมืออาชีพ

ดร.ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า การผลักดันหลักสูตรอาชีพ สกร. เข้าสู่มาตรฐานวิชาชีพในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ ที่จะช่วยให้ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง พร้อมทั้งขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืนในอนาคต หลักสูตรอาชีพของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการอบรมเพื่อมีอาชีพ แต่เป็นหลักสูตรที่ได้รับการยืนยันมาตรฐาน เรียนแล้วมีอาชีพ สร้างรายได้จริงและได้รับการยอมรับในระดับประเทศ โดยในปีพ.ศ. 2567 มีประชาชนเข้ารับการฝึกอาชีพในหลักสูตร ทั้ง 14 หลักสูตร กว่า 700 คน และสามารถสร้างรายได้รวมกว่า 1,200,000 บาทต่อปี ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงคุณภาพและความสำเร็จของหลักสูตรดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เรามีหลักสูตรอาชีพในภาพรวมของ สกร.ระดับตำบลถึง 30,000 กว่าหลักสูตร ซึ่งตนได้นำมาคัดเลือกหลักสูตรที่เหมาะสมเพื่อเข้าสู่มาตรฐานวิชาชีพต่อไป และวันนี้ก็มี 14 หลักสูตรที่ได้รับการอนุมัติจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ตนขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมการอบรมในหลักสูตรอาชีพทั้ง 14 สาขา ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่อาหารไทย นวดแผนไทย บาติก การทอผ้าจากสีธรรมชาติ กาแฟ งานจักสาน และอาหารพื้นถิ่น โดยการรับรองหลักสูตรนำร่องในครั้งนี้ จะเป็นต้นแบบที่นำไปสู่การขยายผลการพัฒนาหลักสูตรอื่นๆที่จัดทำขึ้นโดยสถานศึกษาในสังกัดสกร.ประจำจังหวัดทั่วประเทศ 1 จังหวัด 1 หลักสูตร รวมกว่า 77 หลักสูตรทั่วประเทศ หลักสูตรดังกล่าวจะมีการเผยแพร่ จัดอบรมและกรมส่งเสริมการเรียนรู้มีแผนดำเนินงานในปีงบประมาณหน้าครบทั้ง 77 จังหวัดต่อไป เพื่อให้การเรียนรู้อาชีพเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

คุรุสภา รับลูก”รมช.เทวัญ”สั่งพักใบอนุญาตฯ ครูสระบุรีละเมิดเด็กทันที ไม่รอผลการสอบสวน

จาก กรณีครูชายในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.หนองแค จ.สระบุรี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมหลังก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิง อายุ 7 ขวบ จำนวน 3 ราย และข่มขู่โดยการถ่ายภาพเพื่อแบล็กเมล์ นั้น ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่ารการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษาเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้แก่นักเรียนทุกคน จึงมอบหมายให้ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว้าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เร่งดำเนินการและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่ง รมช.ศึกษาธิการ ก็ได้มอบหมายให้เลขาธิการคุรุสภาดำเนินการกรณีดังกล่าวอย่างเร่งด่วนแล้ว

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของบุคคลที่เป็นข่าวแล้ว พบว่า เป็นผู้ประกอบวิชาชีพครู มีใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ครู ออกให้เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 และจะหมดอายุในวันที่ 22 มิถุนายน 2570 ส่วนการดำเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้รับเรื่องเข้าสู่การพิจารณาทางจรรยาบรรณของวิชาชีพแล้ว ซึ่งการกระทำผิดดังกล่าวนั้นเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง ในเบื้องต้นได้เสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพพิจารณาพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูไว้ก่อน โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวน โดยหากการสอบสวนแล้วเสร็จ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพจะพิจารณาวินิจฉัยกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณ ซึ่งกรณีความผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ ถือเป็นความผิดที่ร้ายแรงที่มีโทษถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ส่วนการดำเนินการด้านความผิดคดีอาญานั้นให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

“การที่ครูประพฤติผิดด้วยการล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนเป็นเรื่องร้ายแรงที่จะต้องเร่งจัดการทันที เพราะครูทุกคนจะต้องเป็นที่เคารพและศรัทธาของลูกศิษย์และโรงเรียนจะต้องเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยของนักเรียนทุกคน ซึ่งในขั้นแรกคุรุสภาจะสั่งพักใช้ใบอนุญาตฯ ไว้ก่อน แต่หากผลการสอบสวนออกมาแล้วปรากฏว่ามีความผิดจริง ครูคนนี้จะต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตฯ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ครูได้อีกต่อไป” เลขาธิการคุรุสภากล่าว.

 

 

 

ครม.อนุมัติ แต่งตั้งข้าราชการการเมืองประจำศธ.3ราย

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในการประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการ เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 3 ราย ดังนี้
นายจิรทัศ ไกรเดชา ตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
(นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์)

นายวัชรพล โตมรศักดิ์ ตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
(นายเทวัญ ลิปตพัลลภ)

นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ ตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
ศึกษาธิการ  ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์) ตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป

สพฐ.เตรียมของบฯกลางขยายเวลาให้เด็กดื่มนมทั้ง 365 วัน พร้อมให้สถานศึกษา เฝ้าระวังพายุ “คาจิกิ”

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.)เปิดเผยภายหลัง เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 31/2568 ว่า วันนี้ ตนได้เน้นย้ำในที่ประชุมหลายเรื่อง โดยเฉพาะ การแก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการของเด็กปฐมวัยและเด็กในวัยเรียน ซึ่งจากการจัดทำข้อมูลสุขภาพนักเรียน พบว่า นักเรียนที่มีภาวะส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์ (เตี้ย) ปี 2567 มีจำนวน 543,253 คน และปี 2568 มีจำนวน 403,987 คน เท่ากับลดลง 139,266 คน คิดเป็นร้อยละ 25.63 แสดงให้เห็นว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการส่งเสริมให้นักเรียนได้รับอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ที่มีคุณภาพอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง ดังนั้น หากเพิ่มระยะเวลาในการจัดอาหารเสริม (นม) โรงเรียน จากเดิม 260 วัน เป็น 365 วัน จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพและแก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการในเด็กนักเรียน ให้เจริญเติบโต สูงดีสมส่วนได้ สพฐ. จึงมีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเพิ่มระยะเวลาในการจัดอาหารเสริม (นม) โรงเรียน จากเดิมเด็กดื่มนม 260 วัน เป็น 365 วัน ซึ่ง ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามหนังสือดังกล่าว ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา และเมื่อ รมว.เกษตร ลงนามเห็นชอบ เราจะทำเรื่องเข้าเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อของบฯกลางต่อไป ซึ่งเรื่องนี้จะได้ประโยชน์ 2 ฝ่าย คือให้เด็กได้ดื่มนมทุกวัน เพื่อทำให้ภาวะทางโภชนาการของเด็กดีขึ้น โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในวัยกำลังเติบโต หากได้กินนมทุกวันสุขภาพก็จะดีขึ้น  แข็งแรงสมวัย เรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ และยังได้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่เลี้ยงโคนมในประเทศด้วย

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ติดตามสถานการณ์พายุ “คาจิกิ” ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา โดย รมว.ศึกษาธิการ มีความห่วงใยนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา และสถานศึกษา ในหลายพื้นที่ของประเทศที่อาจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนบน ซึ่งตอนนี้เราได้ติดตามกันอย่างใกล้ชิด โดยได้เน้นย้ำผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ให้ช่วยกันเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายสิ่งของที่อาจน้ำท่วมและเสียหายขึ้นที่สูง ดูแลอุปกรณ์-ระบบไฟฟ้าภายในโรงเรียน รวมถึงระบบความปลอดภัยต่างๆ และประสานกับหน่วยงานข้างเคียง อาทิ หน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)จังหวัด หรือฝ่ายปกครองในพื้นที่ อีกสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ หากเกิดเหตุจำเป็น เช่น ถนนขาด น้ำท่วม โรงเรียนได้รับความเสียหาย ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้ ผู้บริหารโรงเรียนสามารถสั่งปิดโรงเรียนได้ทันที โดยเน้นเรื่องความปลอดภัยของนักเรียนและครูเป็นสำคัญ จากนั้นให้ประสานกับทางสำนักงานเขตพื้นที่ฯ ปภ. ฝ่ายพลเรือนหรือหน่วยทหารเข้าไปดูแลให้การช่วยเหลือโดยเร็วต่อไป