เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 3/2568 โดยมี คณะกรรมการสภาการศึกษา พร้อมด้วย รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมประชุม ควบคู่กับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการและขยายผล 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.(ร่าง)ทิศทางการพัฒนาศักยภาพคนไทย เพื่อให้เป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง พร้อมเรียนรู้ ปรับตัว อย่างยั่งยืน ผ่านเสาหลัก 5 ประการ The L.E.A.R.N. Pillars ประกอบด้วย ศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน (Learner Agency) บุคลากรทางการศึกษามีสุขภาวะที่ดีและมีความเป็นเลิศ (Educator Excellence) การบริหารงบประมาณและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Allocation) การเข้าถึงการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นสำหรับทุกคน (Reach) และการบริหารจัดการแบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม (Network) ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตขับเคลื่อนไปพร้อมกับการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง 2. ปรับแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรและสูตรจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ดังนี้ 1) กระจายอำนาจ ส่งเสริมการร่วมลงทุนและสนับสนุนจากทุกภาคส่วน 2) ปรับเพิ่มสัดส่วนการใช้ทรัพยากรสำหรับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมรองรับการเปลี่ยนแปลง 3) เพิ่มการจัดสรรไปยังผู้เรียนโดยตรงควบคู่กับการจัดสรรไปยังสถานศึกษา 4) ปรับรายการเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายพื้นฐาน 5) แยกค่าสาธารณูปโภคพื้นฐานออกจากค่าจัดการเรียนการสอน ทั้งนี้ต้องพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อใช้ในการวัดประเมินผลและพัฒนาปรับปรุงอย่างเป็นระบบ และ 3. ข้อเสนอนโยบายการสร้างเสริมชุดทักษะที่จำเป็น Essential Skills Set สำหรับเด็กและเยาวชนไทย 3 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) เสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนด้วยการเรียนรู้บนฐานทักษะที่จำเป็น 2) เสริมสร้างระบบสนับสนุนการเรียนรู้เพื่อขับเคลื่อนชุดทักษะที่จำเป็นอย่างเป็นระบบ และ 3) สร้างพื้นที่เรียนรู้ สร้างชุดทักษะที่จำเป็นด้วยทุนทางสังคมและทรัพยากรในพื้นที่
“นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานของ สกศ. ได้แก่ 1. ผลการจัดอันดับ IMD ด้านการศึกษา 2025 ควรกำหนดการยกระดับให้เป็นตัวชี้วัด และมีการวางแผนพร้อมติดตามประเมินผล รวมถึงถอดบทเรียนผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2. มติของสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติเพื่อให้ทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ คือ การสร้างการเรียนรู้เพื่อสร้างรายได้ Learn to Earn และระบบนิเวศการเรียนรู้ของเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต 3. ได้พัฒนาแนวทางการได้รับคุณวุฒิการศึกษาตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติของกลุ่มเยาวชนยอดทักษะฝีมือ รวมถึงจะเปิดแพลตฟอร์มธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติในปีหน้า 4. การขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ขณะนี้เอกสาร IM ส่งไปยังสำนักงานกฤษฎีกาฯ เพื่อตรวจสอบและส่งต่อ OECD ประเมินทางเทคนิคต่อไป และสุดท้าย สกศ. เสนอการจัดทำแผนการจัดการศึกษาในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ จากปัญหาความไม่สงบบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อกำหนดมาตรการในการช่วยเหลือและสร้างขวัญกำลังใจ ให้ทันสถานการณ์และบูรณาการทุกภาคส่วนได้”รมว.ศึกษาธิการกล่าว




ผศ.ดร.ลินธิภรณ์ กล่าวว่า นับเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทย ในการสร้างความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “ความร่วมมือพัฒนางานวิชาการ การบริหารจัดการบุคลากร” เพื่อสนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ในปีงบประมาณ 2568 โดยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การขับเคลื่อนหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ที่เป็นหลักสูตรการสร้างงานที่กำลังเป็นที่ต้องการของสังคม สร้างรายได้ให้ผู้เรียนสู่ครอบครัว และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงทั่วประเทศนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยอาศัยกลไกความร่วมมือระหว่างหลายภาคส่วน เป็นนโยบายการจ้างงานที่ พร้อมสนับสนุนการจ้างงานบุคลากรให้ผู้ เรียนจบหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุจบแล้วมีงานทำทันที
“เมื่อรัฐบาลโดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศการกระตุ้นเศรษฐกิจดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง ดิฉันในฐานะ รมช.ศึกษาธิการ ที่ดูแล สกร.จึงเห็นว่าเป็นโอกาสของ สกร.ที่จะเข้าร่วม เพราะเรามีบุคลากรที่ผ่านการอบรมจากกระทรวงสาธารณสุขโดยตรง ถ้าสามารถนำเด็กกลุ่มนี้เข้าสู่โครงการได้ก็จะทำให้การเรียนของ สกร.นำไปสู่การมีอาชีพเป็น Learn to Earn อย่างแท้จริง โดยโครงการนี้อยู่ในรูปแบบการจัดการศึกษาต่อเนื่อง“วิชาชีพระยะสั้น” โดยมีมาตรฐานขั้นต่ำของหลักสูตร 70 ชั่วโมง และ 420 ชั่วโมง โดยผู้ที่ผ่านหลักสูตร 70 ชั่วโมงจะได้รับเงินเดือน 5,000 บาท และผู้ที่ผ่านหลักสูตร 420 ชั่วโมงจะได้รับเงิน 6,000 บาท ตลอดโครงการ โดยผู้ผ่านการอบรมสามารถไปปฏิบัติงานทั้งในครอบครัว ชุมชน และในเชิงวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงได้จริง จึงต้องเร่งผลักดันโครงการนี้ให้ผู้เรียนที่สนใจได้เข้าการอบรมเพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพตอบสนองความต้องการของสังคม”รมช.ศึกษาธิการกล่าว
ด้าน นายธนากร กล่าวว่า สกร.ดำเนินการจัดหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ Caregiver ตั้งแต่ปี 2559 โดยบูรณาการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านการจัดการศึกษาต่อเนื่อง ในรูปแบบ วิชาชีพระยะสั้น ทั้ง 70 ชั่วโมง และ 420 ชั่วโมง มีผู้สำเร็จการอบรมแล้ว 9,102 คน จำนวนนี้ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ 1,017 คน แต่ผู้ผ่านการอบรมส่วนใหญ่สามารถนำความรู้ไปใช้ในการประกอบอาชีพได้จริง แสดงให้เห็นถึง พลังของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถพัฒนาตนเองและพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานได้จริง
อธิบดี สกร.กล่าวว่า จากที่รัฐบาลได้กำหนดแนวทาง “การจ่ายค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง” เพื่อเป็นค่าตอบแทนแก่ผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน ถือเป็นนโยบายสำคัญที่เชื่อมโยงทั้งมิติทาง เศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อสนับสนุนนโยบายนี้ สกร.จึงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ สปสช. เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยเน้นดำเนินงาน 3 ด้าน คือ สนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล พัฒนาหลักสูตรและงานวิชาการด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง และสนับสนุนการวิจัย การฝึกอบรม และการบริการวิชาการ รวมถึงการสร้างโอกาสการจ้างงานให้แก่ผู้สำเร็จหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ สร้างอาชีพและเพิ่มรายได้แก่ครอบครัว โดยความร่วมมือดังกล่าวไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงให้กับสังคมไทย ในยุคสังคมสูงวัยและที่สำคัญคือ สร้างคุณค่าให้แก่สังคมไทย ในการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีมาตรฐานและยั่งยืนอีกด้วย


เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่กระทรวงศึกษาธิการ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้จัดงานส่งเสริมและนำเสนอหลักสูตร สกร.ที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ ภายใต้ “โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ยกระดับหลักสูตร ต่อยอดมาตรฐานอาชีพ โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการ กพฐ.) ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ว่าที่ เลขาธิการ กพฐ. นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร.และผู้บริหาร สกร.เข้าร่วมงาน
นายประเสริฐ กล่าวว่า การยกระดับหลักสูตรอาชีพในครั้งนี้ เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นการยกระดับทักษะด้านอาชีพเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งเป็นอาชีพที่ตรงกับความต้องการของตลาด เป็นหลักสูตรระยะสั้น ใช้เวลาเรียนไม่นาน โดยผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในอาชีพที่ตัวเองชอบ เป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ขณะเดียวกันผู้เรียนก็สามารถเก็บสะสมหน่วยกิตเพื่อนำไปเทียบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ เพราะเรามีสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพรับรองแล้ว เป็นโครงการที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นอกจากจะเพิ่มทักษะให้กับตัวเองแล้วยังเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ตนขอให้สอนผู้เรียนนำเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล หรือ AI เข้ามามีบทบาทในการทำคอนเทนต์สร้างรายได้ด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก
“ผมได้เพิ่มนโยบายให้กับ สกร.ไป 2 เรื่อง คือ ให้ สกร.พัฒนาหลักสูตรอาชีพใหม่ ๆ ให้ตรงกับความต้องการของตลาดและทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และต้องมีองค์กรเครือข่ายพันธมิตรเข้ามาสร้างระบบนิเวศ มาสร้างทักษะ มีผู้ประกอบการ ผู้ผลิตผู้ให้บริการรับช่วงต่อ ซึ่งเครือข่ายจะสามารถต่อยอดความสำเร็จฝึกอาชีพแล้วต้องสามารถสร้างอาชีพได้จริงเรียนรู้ได้จริง และสร้างรายได้ ได้”นายประเสริฐ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดของการพัฒนากำลังคนด้วยมาตรฐานอาชีพ เป็นการเพิ่มโอกาสในการทำงานให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มทุกช่วงวัย เป็นช่องทางในการเพิ่มสมรรถนะและความสามารถในการทำงาน ช่วยให้แรงงานไทยมีทักษะที่ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล สามารถแข่งขันได้ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้กำลังแรงงานได้เข้าถึงการพัฒนาความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ อย่างเท่าเทียมและต่อเนื่องด้วย ดังนั้นการพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นด้านอาชีพของ สกร. ตามมาตรฐานอาชีพของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ จึงไม่เพียงแต่เป็นการจัดการศึกษาเพื่อการเรียนรู้อาชีพ แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของการเรียนรู้ที่ยืนยันได้ว่า “เรียนแล้วมีรายได้จริง” ผู้เรียนสามารถใช้ความรู้และทักษะที่ได้รับไปต่อยอดการทำงาน เป็นช่องทางในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับศักยภาพของตนเองให้เป็นมืออาชีพ
ดร.ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า การผลักดันหลักสูตรอาชีพ สกร. เข้าสู่มาตรฐานวิชาชีพในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ ที่จะช่วยให้ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง พร้อมทั้งขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืนในอนาคต หลักสูตรอาชีพของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการอบรมเพื่อมีอาชีพ แต่เป็นหลักสูตรที่ได้รับการยืนยันมาตรฐาน เรียนแล้วมีอาชีพ สร้างรายได้จริงและได้รับการยอมรับในระดับประเทศ โดยในปีพ.ศ. 2567 มีประชาชนเข้ารับการฝึกอาชีพในหลักสูตร ทั้ง 14 หลักสูตร กว่า 700 คน และสามารถสร้างรายได้รวมกว่า 1,200,000 บาทต่อปี ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงคุณภาพและความสำเร็จของหลักสูตรดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เรามีหลักสูตรอาชีพในภาพรวมของ สกร.ระดับตำบลถึง 30,000 กว่าหลักสูตร ซึ่งตนได้นำมาคัดเลือกหลักสูตรที่เหมาะสมเพื่อเข้าสู่มาตรฐานวิชาชีพต่อไป และวันนี้ก็มี 14 หลักสูตรที่ได้รับการอนุมัติจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ
รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ตนขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมการอบรมในหลักสูตรอาชีพทั้ง 14 สาขา ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่อาหารไทย นวดแผนไทย บาติก การทอผ้าจากสีธรรมชาติ กาแฟ งานจักสาน และอาหารพื้นถิ่น โดยการรับรองหลักสูตรนำร่องในครั้งนี้ จะเป็นต้นแบบที่นำไปสู่การขยายผลการพัฒนาหลักสูตรอื่นๆที่จัดทำขึ้นโดยสถานศึกษาในสังกัดสกร.ประจำจังหวัดทั่วประเทศ 1 จังหวัด 1 หลักสูตร รวมกว่า 77 หลักสูตรทั่วประเทศ หลักสูตรดังกล่าวจะมีการเผยแพร่ จัดอบรมและกรมส่งเสริมการเรียนรู้มีแผนดำเนินงานในปีงบประมาณหน้าครบทั้ง 77 จังหวัดต่อไป เพื่อให้การเรียนรู้อาชีพเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง




