เช็คยัง!มีคำสั่งยกเลิกสัมภาษณ์ศึกษาธิการภาค12 ภาค แต่ไม่ยกเลิกสัมภาษณ์ผู้ตรวจราชการ1ตำแหน่ง

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 20.00 น.ได้มีคำสั่งด่วนจากเลขานุการคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารสูง ให้ยกเลิกให้มาสอบสัมภาษณ์ มายังผู้ที่มีรายชื่อให้มาสัมภาษณ์ในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เพื่อคัดเลือกเป็นผู้บริหารระดับสูง ตำแหน่งศึกษาธิการภาค ระดับ 10 ที่มีอยู่ 12 ภาค ทั้งนี้คำสั่งเดิมมีผู้ตรวจราชการรวมอยู่ด้วย 1 ตำแหน่ง ที่เดินหน้าไปแล้ว สมัยพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ นั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  แต่ไม่มีคำสั่งยกเลิกไม่ให้ผู้มีรายชื่อทาบทามเป็นผู้ตรวจราชการ 1 ตำแหน่งมาสัมภาษณ์ ทำให้ผู้ที่มีรายชื่อต่าง งงงวย ทำอะไรกันไม่ถูก  แถมยังมีข่าวแว่วว่าจะแต่งตั้งศึกษาธิการภาคเพียง 6 ภาค อีก 6 ตำแหน่ง จะเอามาเป็นผู้บริหารระดับสูงในส่วนกลาง

คืบหน้าตั้ง‘สหกรณ์กลางสกสค.’แก้หนี้ครูสกสค.’ เตรียมชง ครม.เห็นชอบ 26 ส.ค.นี้

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) และเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ สกสค.ว่า สำหรับการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของ สกสค. ทาง องค์การค้าฯได้เสนอให้ที่ประชุมรับรองแผนงบประมาณ ปี งบประมาณ 2569 โดย ที่ประชุมก็ได้มอบให้องค์การค้าฯนำกลับไปทบทวนและให้นำแผนฯกลับมาเสนอใหม่อีกครั้งในการประชุมครั้งต่อไป

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ส่วนการประชุมคณะกรรมการ สกสค. ที่ประชุมเห็นชอบหลักการให้ สกสค.ไปดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยการจัดตั้ง “สหกรณ์กลาง สกสค.” ซึ่งก็จะเป็นหน้าที่ของ สกสค.ในการรวบรวมผู้ที่จะมาร่วมจัดตั้งสหกรณ์ฯ จากนั้น ตนก็จะนำรายละเอียดของโครงการฯเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาเห็นชอบ ซึ่งถ้า สกสค.จัดทำโครงการดังกล่าวเสร็จเร็วก็น่าจะนำเสนอ ครม.ได้ทันในวันอังคารที่ 26 สิงหาคมนี้ ซึ่งถ้าสามารถจัดตั้งสหกรณ์กลาง สกสค. สำเร็จ ก็หวังว่าชีวิตครูจะดีขึ้น ตรงนี้คือเป้าหมายหลักของเรา

ด้าน ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการ สกสค. กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการ สกสค. ที่ประชุมก็ได้มอบให้ตนในฐานะ เลขาธิการ สกสค.นำเรื่องการจัดตั้งสกหรณ์กลาง สกสค.เสนอให้ที่ประชุมเห็นชอบ เป็นโครงการสวัสดิการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ประจำปี 2568 เพื่อรวมหนี้ทั้งระบบ โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้ สกสค. ไปจัดทำโครงการดังกล่าวแล้วนำมาเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ลงนาม เพื่อนำเสนอ ครม.ได้เห็นชอบรวมถึงกำหนดวงเงิน เพื่อดำเนินโครงการฯ จำนวน 100,000 ล้านบาท โดยโครงการสหกรณ์กลาง สกสค. จะคิดดอกเบี้ย 0% ในปีแรกให้กับครูที่มาเข้าร่วมโครงการด้วย ทั้งนี้ เพื่อลดภาระให้ครูและให้ครูมีเงินเหลือ สำหรับการดำเนินการของสหกรณ์กลาง สกสค. จะดำเนินการในรูปแบบของสหกรณ์กลาง โดยร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ และสถาบันการเงิน ซึ่งมีเงินงบประมาณที่จะชดเชย ประมาณ 6,000 ล้านบาท ก็จะเสนอขอ ครม. ให้ความเห็นชอบ ในเรื่องเงินชดเชยเพื่อที่จะให้ครูที่เข้าร่วมโครงการฯสามารถดำเนินชีวิตได้ดีขึ้น ทั้งนี้ รมว.ศึกษาธิการได้เห็นชอบให้ครูทุกคนต้องเข้าสู่หลักสูตรการอบรมทางการเงินและเข้าระบบเครดิตบูโรด้วย

 

24 รร.คุณภาพจังหวัดพิจิตร บันทึกความร่วมมือหอการค้าจ.พิจิตรและมูลนิธิใจกระทิงพัฒนาการศึกษา ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมพัฒนา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ที่จังหวัดพิจิตร ดร.ภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า ตนได้รับ มอบหมายจาก ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ว่าที่ ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้มาเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือโครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา”ระหว่าง โรงเรียนในโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา 24 แห่ง ในจังหวัดพิจิตร กับ หอการค้าจังหวัดพิจิตรและมูนิธิใจกระทิง ณ ห้องประชุม แฮปปี้คอนเวนชั่น ฮอลล์ อาคารศูนย์การค้าแฮปปี้พลาซ่า อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร

ดร.ภูธร กล่าวว่า การบันทึกความ ร่วมมือครั้งนี้ เป็นการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยมีโรงเรียนเป้าหมาย 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ซึ่งหอการค้าจังหวัดพิจิตร และมูลนิธิใจกระทิง จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยโครงการนี้ เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรม ที่กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับภาคเอกชนและองค์กรต่างๆ เพื่อสร้างนวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษา โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพิ่มทักษะอาชีพและทักษะชีวิตให้กับนักเรียน รวมถึงพัฒนาโรงเรียนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของชุมชน 
นอกจากนี้โรงเรียนยังมีอิสระในการออกแบบหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของพื้นที่ ส่งเสริมให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ในการจัดการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วย อีกทั้งให้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนและการบริหารจัดการโรงเรียน ร่วมคิด ร่วมทำร่วมพัฒนา

นายจาตุรนต์ เหลืองสว่าง ประธานหอการค้า จังหวัดพิจิตรกล่าวว่า หอการค้าจังหวัดพิจิตรให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชนและส่งเสริมการศึกษาสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาศักภาพของเยาวชนรวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการศึกษาและสถาบัน ในด้านต่างๆ ทางด้านการศึกษาและคุณธรรม อย่างสม่ำเสมอเพราะตระหนักดีว่าเยาวชนเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หอการค้าจังหวัดพิจิตรและมูลนิธิใจกระทิงได้มุ่งดำเนินโครงการนำเยาวชนและส่งเสริม การเรียนรู้ต่าง ๆโดยมุ่งเน้นให้ ความรู้ ความสามารถ รวมถึงการพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนดี คนเก่งของสังคม และให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงสู่โลกยุคดิจิทัล เนื่องในวันที่ 5 กันยายนนี้ทางสภาหอการค้าไทยและหอการค้าจังหวัดพิจิตรจะร่วมกันจัด UTCC TUTOR จะจัดติวเตอร์ เด็กเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย

ด้านนางสาวนุชรี อยู่วิทยา รองประธานมูลนิธิใจกระทิง กล่าวว่า มูลนิธิใจกระทิง ได้สานต่อปณิธานของ คุณเฉลียว อยู่วิทยา ประธานมูลนิธิฯในการตอบแทนแผ่นดินไทย
ได้ ทำงานร่วมกับหน่วยงานและองค์กรสาธารณกุศลเพื่อช่วยเหลือสังคมผ่านโครงการต่างๆมากมายตามภารกิจ โดยภารกิจด้านการศึกษามูลนิธิฯได้มีโอกาสเข้าร่วมขับเคลื่อนการศึกษาให้กับจังหวัดพิจิตร ผ่านโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาตั้งแต่ปี 2565 จำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย โรงเรียน บางมูลนาก(ราษฏร์อุทิศ) โรงเรียนวังตะกู โรงเรียนบ้านน้อย และโรงเรียนบ้านห้วยยาวและอีก 1 แห่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ คือโรงเรียนประชาชนอุทิศ และสถาบันอื่นๆ โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

 

จับตาสรรหาบริหารสูง-ลุ้นระทึก

หยอก หยอก วันที่ 20 สิงหาคม 2568*** วันนี้ขอยกคำคม “ตั้งคนให้ถูกที่” “Put the right man on the right job” วางคนให้เหมาะสมกับงาน ตามความสามารถและคุณสมบัติของพวกเขา เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงอย่างมีประสิทธิภาพ *** ผ่านไปแล้วกับการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งบริหารสูง ทดแทนผู้เกษียณราชการ ทั้งระดับ 10 และ ระดับ 11 รอบล่าสุด แต่ก็ยังเหลือให้ต้องลุ้นต่ออีก 17 ตำแหน่ง คือ ศึกษาธิการภาค 12 ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการ 4 ตำแหน่ง และรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) 1 ตำแหน่ง ซึ่งคาดว่าจะเข้าคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 26 สิงหาคมนี้ *** ว่ากันว่า กระบวนการสรรหาศึกษาธิการภาคทั้ง 12 ตำแหน่ง เดินหน้าไปแล้วตั้งแต่สมัย พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ ยังนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แต่ได้ถูกชลอไว้ก่อน เหลือแค่เพียงขั้นตอนสัมภาษณ์ประเมินวิสัยทัศน์ ดังนั้นคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง รอบนี้ก็จะประกาศสรรหาเพียง 5 ตำแหน่ง คือ ผู้ตรวจราชการ 4 ตำแหน่ง และรองเลขาธิการ กพฐ. 1 ตำแหน่ง โดยตำแหน่งที่เป็นที่จับตามองที่สุด คือ ตำแหน่งรองเลขาธิการ กพฐ. ที่ ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ทั้ง 2 คน คือ ดร.ภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง และ ภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ต่างก็ได้รับเทียบเชิญให้ไปรับการสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งในวันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคมนี้ … เรียกว่า ทั้ง 2 คน มีความรู้ ความสามารถ เป็นลูกหม้อ สพฐ. ส่วนใครจะได้ขึ้นก่อนหรือหลัง หยอก หยอก ก็ได้แต่เอาใจช่วยลุ้นไปด้วย และไม่ว่าจะเป็นใครขอให้มาทำงานแล้วทำให้การศึกษาเดินหน้าเกิดการเปลี่ยนแปลงก็ดีใจแล้ว … หวังว่า “พรรคกล้าธรรม”จะดูออกว่าใครจะเหมาะสมกับตำแหน่งนี้*** สำหรับผู้ตรวจราชการ ศธ. 4 ตำแหน่งที่พอเห็นรายชื่อคนได้รับเทียบเชิญแล้ว บอกได้คำเดียว“ตาถึง” เพราะจะเป็นคลื่นลูกใหม่ที่จะมาทำงานแทนพี่ ๆ ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนนี้ … เชื่อว่างานการศึกษายุคต่อจากนี้ไปจะได้เห็นการพลิกโฉมอย่างชัดเจน *** สำหรับ ระดับ 10 ที่สไลด์แทนตำแหน่งเกษียณไปล่าสุด ก็ต้องรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯลงมาก่อน จากนั้นจึงจะเปิดรับการสรรหาต่อไป(อีกนาน)… ก็ยังมีให้ได้ลุ้นกันอีก *** เมื่อต้นสัปดาห์ อ.แหม่ม ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำทีมผู้บริหาร ศธ.ลงพื้นที่พะเยา เชียงราย ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนวิภา และ ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายด้านการศึกษา … ได้ฟังนโยบายการศึกษาของพรรคกล้าธรรม ทั้งจากปากหัวหน้าพรรค คือ เสมา 1 อ.แหม่ม ศ.ดร.นฤมล และ ผู้กอง ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ส.ส.พะเยา เขต 1 ที่เข้าร่วมรับฟังและทักทายผู้เข้าร่วมประชุม ก็สัมผัสได้ถึงความตั้งใจมากกับงานการศึกษาของชาติ ทั้งเรื่องความชัดเจนในการฟื้นการเรียนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง การลดภาระครู การแก้ปัญหาหนี้สินครู และเรื่องวิทยฐานะ โดยเฉพาะเรื่องของงบประมาณปี 2569 ที่ทั้ง 2 คนเป็นปลื้มอย่างมากว่าสามารถต่อสู้จนกระทรวงศึกษาธิการถูกตัดงบฯไปแค่ 94 ล้านบาท ได้รับมาถึง 3.55 แสนล้านบาท …*** ท้ายสุดขอฝากเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) และ ผู้อำนวยการส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดและอำเภอ สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)แทนคนเกษียณฯ ก็อย่าให้คนภายนอกและฝ่ายการเมืองไปล้วงลูกมากนัก เพราะคนนอกน่าจะไม่รู้เท่ากับคนทำงานร่วมกัน***

สพฐ.เร่งยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ ประวัติศาสตร์-ภูมิศาสตร์-หน้าที่พลเมือง ใช้สื่อดิจิทัล-เน้นคิดวิเคราะห์

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ครั้งที่ 30/2568 โดยเน้นย้ำข้อสั่งการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน และติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานที่ได้สั่งการไปแล้ว

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือหลายประเด็นที่สำคัญ อาทิ ความคืบหน้าการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง ตามที่ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ได้มอบหมายให้ สพฐ. ดำเนินการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนวิชาดังกล่าว เพื่อปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนมีความสำนึกรักชาติ เข้าใจหน้าที่พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีความรอบรู้ด้านภูมิศาสตร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยปรับโครงสร้างเวลาเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ให้เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันในระดับประถมศึกษา มีการเรียนประวัติศาสตร์ไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงต่อปี ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงต่อปี และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ไม่น้อยกว่า 80 ชั่วโมงต่อสามปี ส่วนการจัดการเรียนรู้และการวัดและประเมินผล ให้ใช้แนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก พร้อมทั้งใช้สื่อร่วมสมัยที่เหมาะสมกับวัยผู้เรียน เช่น สื่อดิจิทัล แอนิเมชัน สื่อเทคโนโลยี AR ที่ส่งเสริมกระบวนการคิด รวมถึงสื่อจากแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์และแหล่งเรียนรู้ชุมชน ในด้านการประเมินให้ประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนเป็นหลัก เน้นกระบวนการคิดมากกว่าการท่องจำ และใช้วิธีประเมินที่หลากหลาย ควบคู่ไปกับการพัฒนาครู ให้สามารถจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ ฝึกปฏิบัติจริง และการปรับปรุงสื่อและหนังสือเรียน ให้มีความถูกต้อง ทันสมัย เป็นปัจจุบัน และสวยงามน่าสนใจ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า ส่วนแนวคิดที่จะเพิ่มสัดส่วนวิชาประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง ในการสอบเข้าศึกษาต่อของนักเรียน ก็ได้เตรียมประสานกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการใช้ความสามารถด้านประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง เป็นส่วนหนึ่งของการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย พร้อมทั้งมอบหมายสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) ให้มีการนำความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง เป็นเกณฑ์ในการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการของ สพฐ. ด้วย ส่วนการสอบเข้าศึกษาต่อของนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 เป็นเรื่องที่ยังต้องหารือกันต่อไปในรายละเอียด ซึ่งต้องใช้เวลาและมีความรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับนักเรียนทุกคน

“พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในการขับเคลื่อนการศึกษาตามประเด็นสำคัญที่ รมว.ศึกษาธิการ ฝากไว้ นอกจากการส่งเสริมวิชาประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง ยังมีเรื่องของการปรับปรุงการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ รวมถึงการลดภาระงานครู เพื่อให้ครูมีเวลาพัฒนางาน มุ่งสอนลูกศิษย์ได้มากยิ่งขึ้น และการเพิ่มสวัสดิการครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งนี้เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน และวางรากฐานชีวิตที่ดีให้กับเด็กไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน”เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

“อ.แหม่ม”โยกสไลด์ระดับ10 “เกศทิพย์”คุมการศึกษานอกระบบ “พิเชฐร์-วิษณุ”รองเลขาธิการ กพฐ.วีระ รองปลัดศธ. สุภชัย รองเลขาธิการสภาการศึกษา

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันนี้ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรงศึกษาธิการ ได้นำรายชื่อระดับ10 สไลด์และแทนตำแหน่งเกษียณ 5 ราย  เข้าครม.พิจารณาเห็นชอบ ดังนี้ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เป็น อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดร.พิเชฐร์ วันทอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เป็น รองเลขาธิการ กพฐ.  ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็น  รองเลขาธิการ กพฐ. นายวีระ แข็งกสิการ  ผู้ตรวจราชการ ศธ. เป็น รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  และ นายสุภชัย จันปุ่ม ผู้ตรวจราชการ ศธ.เป็นรองเลขาธิการสภาการศึกษา ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568

วันสถาปนา ครบรอบ 84 ปีอาชีวะ “นฤมล”ยาหอมผลักดันเด็กสายอาชีวะเงินเดือนเทียบเท่าปริญญาตรีหรือมากกว่า

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ได้จัดงานวันคล้ายวันสถาปนา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กรมอาชีวศึกษา) ครบรอบ 84 ปี โดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.ลินธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ และ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) และ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) คณะผู้บริหาร รวมทั้งข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ร่วมงาน โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวให้โอวาทว่า ในสมัยที่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ร่วมทำงานกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ครั้งนั้นได้ทำเรื่องของทวิภาคี เพราะขณะนั้นรัฐบาลมีการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC แต่ปัญหาที่สำคัญของประเทศไทยตอนนั้น คือ บริษัทต่างประเทศที่มาลงทุนใน EEC ต้องการแรงงานที่มีทักษะพิเศษ แต่ที่เรามียังห่างไกลจากสิ่งที่เขาต้องการมาก เช่น เขาต้องการวิศวกรและช่างฝีมือที่มาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาหรือวิทยาลัยเทคนิค ไม่ใช่วิศวกรปริญญาตรี เพราะเขาต้องการคนที่ทำงานได้เลย และรู้ว่าจะแก้ปัญหาหน้างานได้อย่างไร จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการทวิภาคีระหว่างกระทรวงแรงงานกับสอศ.
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สำหรับเรื่องรายได้ของเด็กจบสายอาชีพ หรือ อาชีวศึกษา ทั้งระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.)และ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.)ก็เป็นปัญหา ว่า ได้เงินเดือนเริ่มต้นต่ำกว่าคนที่จบปริญญาตรี ซึ่งเป็นเรื่องของโครงสร้างเงินเดือนที่เป็นแรงจูงใจของน้อง ๆ เลือกไปเรียนปริญญาตรีกันหมด เพราะจบมาแล้วได้เงินเดือนเยอะกว่า เรื่องนี้ก็ขอฝากเชิญชวนนายจ้าง บริษัทเอกชน ขอให้พิจารณาโครงสร้างเงินเดือนของเด็กที่จบสายอาชีวะให้เทียบเท่ากับเด็กที่จบปริญญาตรีด้วย เพราะเด็กกลุ่มนี้สามารถทำงานได้เลย โดยเฉพาะเด็กที่ผ่านโครงการทวิภาคี ซึ่งขณะนี้ภาคเอกชนก็ให้ความร่วมมือพอสมควรแล้ว แต่ในส่วนของภาคราชการยังกำหนดอัตราเงินเดือนปริญญาตรีสูงกว่าอยู่
“ค่านิยมของคนไทย คือ ต้องจบปริญญาตรีถึงจะประสบความสำเร็จ ซึ่งมันไม่ใช่ จบอะไรก็ได้ที่มีงานทำ และเลี้ยงชีพได้ด้วยสัมมาชีพ ซึ่งพอค่านิยมเป็นแบบนี้ โครงสร้างเงินเดือนก็ล้อกันไป ให้เงินเดือนคนจบ ปวช. ปวส. น้อยกว่า ปริญญาตรี ซึ่งต่างประเทศไม่เป็นอย่างนี้ เขาจะให้เงินตามทักษะวิชาชีพ และตอนนี้ก็มีสาขาวิชาชีพเพิ่มขึ้นมากมาย ทางภาคอุตสาหกรรมก็ต้องการทักษะอาชีพที่เปลี่ยนไป อย่าง ทักษะช่างเชื่อม โลจิสติกส์ เอไอ ระบบราง เกษตรสมัยใหม่ สุขภาพสมัยใหม่ เขาต้องการเด็กที่จบออกไปแล้วสามารถทำงานได้เลย ซึ่งกลุ่มนายจ้างก็บอกเหมือนปลากระป๋องเปิดแล้วกินได้เลย เพราะฉะนั้นค่าจ้างก็ควรเป็นไปตามนั้น ก็เหลือแต่ราชการที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ กพร.ยังคุมเรื่องอัตรากำลัง โครงสร้างเงินเดือนอยู่ ถ้าสามารถปลดล็อกได้ เชื่อว่าจะทำให้เกิดแรงจูงใจให้คนมาเรียนสายอาชีพมากขึ้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องไปต่อสู้”ศ.ดร.นฤมล กล่าว
ด้าน น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่อาชีวะมี คือ การสร้างคนให้มีงานทำ อาชีวะไม่ใช่เพียงการเรียนที่จะมุ่งไปสู่การทำงานเท่านั้น แต่อาชีวะคือ ยุทธศาสตร์ของประเทศ ที่จะผลิตแรงงานสำคัญในการผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่เติบโตได้ด้าน นายเทวัญ กล่าวว่า ขอร่วมแสดงความยินดีกับ สอศ.ที่ปีนี้ครบรอบ 84 ปี ถ้าเป็นคนก็ถือว่าอายุเยอะพอสมควรแล้ว เป็นวัยที่ผ่านประสบการณ์ผ่านร้อน ผ่านหนาว มาเยอะ ตนขอเป็นกำลังใจให้อาชีวะผลิตบุคลากรดี ๆ มีคุณภาพ ต่อไป และอย่าลืมผลักดันเรื่องโครงสร้างเงินเดือนของเด็กที่จบอาชีวะด้วย

“ธรรมนัส”ปลื้มผลักดันงบฯศธ.ได้เกือบ100% “อ.แหม่ม”มอบ สพฐ.เพิ่มสัดส่วนวิชาประวัติศาสตร์สอบเข้าม.1-ม.4

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพร้อมด้วย นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ และผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนวิภา พร้อมประชุมติดตามการดำเนินงานตามนโยบายด้านการศึกษา และรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ กว่า 500 คน ที่หอประชุม 80 ปี โรงเรียนพะเยาพิทยาคม จังหวัดพะเยา โดย นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา กล่าวรายงานความเสียหายและผลกระทบจากสถานการน้ำท่วมจากพายุวิภา และแนวทางการป้องกันปัญหาน้ำท่วมและแนวทางการฟื้นฟูสถานศึกษา รวมถึงผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาร่วมรายงานผลกระทบและการช่วยเหลือเยียวยา ทั้งนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พะเยา เขต 1 เข้าร่วมรับฟังและทักทายผู้เข้าร่วมประชุมด้วย

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า วันนี้ตนไม่ได้มามอบนโยบายเพราะเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แต่ว่าอยากจะมาทักทายกับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งที่คุยกับ อ.แหม่ม ช่วงที่มีข่าวว่าจะได้เป็น รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) อ.แหม่ม บอกว่ากระทรวงศึกษาธิการ น่าจะเป็นกระทรวงหลักที่ช่วยเหลือคนไทยโดยเฉพาะลูกหลานให้ได้รับสิ่งดีๆซึ่งก็เป็นความโชคดีที่พรรคกล้าธรรมได้รับโควตา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตนก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งในเรื่องของการบริหารราชการ ปล่อยให้ผู้บริหารบริหารกันเอง

“ ช่วง2-3 วันในการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ผมไม่ได้หลับได้นอน เพราะต้องการให้เสียงในสภาฯครบ เพื่อให้งบประมาณผ่าน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการก็ได้รับงบประมาณมาได้เกือบ 100% ที่ขอไป ถูกตัดเพียง 94 ล้านบาท ซึ่งผมก็ได้ประสานเพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกคนว่า อย่าไปตัดงบฯกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงเกษตรฯเลย เพราะชีวิตครูกับ เกษตรกร ก็ลำบากอยู่แล้ว ไม่เหมือนอาชีพอื่น ซึ่งก็ถือว่าโชคดีที่ สส. ทุกคนเข้าใจ“ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า พรรคกล้าธรรม ได้รับโควต้ามา กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ก็มีผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง อยากให้การศึกษาไทยเปลี่ยน แต่ส่วนตัวไม่เคยเป็นครูสอนในโรงเรียนไม่เคยเป็นผู้บริหารโรงเรียนไม่เคยทำงานในกระทรวงศึกษาธิการมาก่อน แล้วเราก็ไม่ใช่เทวดามาจากไหนที่จะเดินมาชี้นิ้วบอกว่านโยบายกระทรวงศึกษาธิการต้องเป็น อย่างโน้น อย่างนี้ ถึงแม้จะมีตำแหน่งทางวิชาการก็ตามแต่ก็เป็นแค่เฉพาะทาง ไม่ได้รู้ทุกด้าน ดังนั้นจึงได้รับฟังจากทุกแท่งก่อนกำหนดมาเป็นนโยบาย โดยตั้งใจอยากให้การศึกษาไทยเปลี่ยน โดยเฉพาะ เรื่องวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองที่ผู้ใหญ่ฝากมา ซึ่งขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กำลังปรับตำราเรียน และตนได้ให้นโยบาย สพฐ.ไปว่าอยากให้เพิ่มสัดส่วนในการสอบเข้าศึกษาต่อ ม.1 ม.4 นอกเหนือจากสอบจบในโรงเรียนแล้ว เพราะเราเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเราจะไปลอกของชาติอื่นไม่ได้ ส่วนจะเริ่มใช้ในการสอบเข้าเรียนต่อได้เมื่อใดนั้น ต้องหารือถึงความพร้อมของแต่ละโรงเรียนที่จะนำมาใช้ก่อน แต่ก็อยากให้นำมาใช้ให้เร็วที่สุด

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า เรื่องการลดภาระครู รับทราบตั้งแต่วันแรกที่เดินเข้ากระทรวงศึกษาธิการ ก็เห็นติดที่หน้าประตูกระทรวงว่า เรียนดี มีความสุข แสดงว่าเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่เน้นการพัฒนาตัวเด็ก แต่ตนก็เป็นห่วงว่าจะลืมชีวิตความเป็นอยู่ของครู ก็อยากให้เพิ่ม นอกจากเรียนดีมีความสุข คือ ครูสอนดี ชีวิตครูมีความสุขด้วย เพราะฉะนั้นก็ต้องฝากเรื่องลดภาระครูด้วย ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาได้มีมติให้ตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 621 ตำแหน่งมากำหนดเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค(2) ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 18 แห่ง เพื่อแก้ปัญหา ขาดแคลนอัตรากำลังบุคลากรสายสนับสนุนของโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยไปแล้ว และในปลายเดือนนี้ก็จะได้มาอีก 1,800 ตำแหน่งส่วนจะไปลงที่ไหนนั้นจะมีการหารือร่วมกันขององค์กรหลักเพื่อจัดสรรบุคลากรสายสนับสนุนให้โรงเรียนต่อไป อย่างกรณีผลกระทบจากพายุวิภาที่ผ่านมาทำให้ครูต้องมาช่วยทำความสะอาดโรงเรียน ซึ่งเป็นภาระที่หนักเหมือนกัน ดังนั้นถ้าเป็นไปได้เวลาพิจารณางบฯต่อไปก็อยากจะให้เชิญกรรมาธิการงบประมาณ กรรมาธิการการศึกษา สำนักงบประมาณ หรือ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินลงดูพื้นที่จริงด้วย เพื่อจะได้เข้าใจปัญหาในพื้นที่จะได้ไม่ถูกตัดงบประมาณ

ส่วนเรื่องหนี้สินครู ซึ่งหนักอยู่ ทั้งครูที่ยังประจำการอยู่และครูเกษียณอายุราชการ โดยมียอดหนี้รวมกันมากถึง 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งยอดหนี้ครัวเรือนทั่วประเทศไทยครูน่าจะแบกหนี้เยอะกว่าเกษตรกร โดยเกษตรกรยังมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แต่ครูไทยเกษียณมามีแต่เงินบำนาญ วิทยฐานะก็ไม่มี ได้เงินเกษียณมาก็ไปจ่ายหนี้หมด ทำให้เราคิดว่าจะต้องมี สหกรณ์กลาง สกสค. ขึ้นมา ซึ่งดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)กำลังดำเนินการอยู่ แล้วรับโอนหนี้สินครู จากสหกรณ์อื่นมา มารวมไว้ที่สหกรณ์กลาง สกสค. แต่จะต้องมีตกลงร่วมกันไม่ให้ครูไปก่อหนี้สินอื่นอีก ขณะเดียวกันเราต้องช่วยให้ครูมีรายได้เสริม แต่ไม่อยากให้ครูมีอาชีพเสริมอย่างอื่น อาชีพครูต้องมีรายได้ที่เพียงพอ ซึ่งที่ทำได้ก็คือเรื่องวิทยฐานะซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของ ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ที่จะทำอย่างไรให้ครู ผู้อำนวยการ โรงเรียน ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการทุกตำแหน่งมีวิทยฐานะ แยกแต่ละแท่งได้ และการได้วิทยฐานะก็ต้องมีความเป็นธรรมกับของแต่ละแท่ง แต่ละสาขา รวมถึงให้ทบทวนการนำผลงานเชิงประจักษ์มาใช้ในการพิจารณาด้วย ซึ่งยอมรับว่าอาจจะมีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่ก็ขอให้พิจารณาทบทวนแก้ไขข้อดี ข้อเสียเพื่อที่ครูจะไม่ต้องไปมุ่งทำวิจัยกันหมด จะได้ไปโฟกัสที่พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนก็จะมีกำลังใจในการทำวิทยฐานะมากขึ้น ทั้งนี้จะมีการประชุมร่วมกันกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกคนก่อน ในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ เพราะตนไม่อยากให้ออกมาแบบเป็นคำสั่งให้ทำแต่ต้องการให้เป็นการแก้ปัญหาร่วมกันมากกว่า

จากนั้น รมว.ศึกษาธิการ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมประชุมนำเสนอปัญหาในพื้นที่เพิ่มเติม โดย ผู้แทนโรงเรียนเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุวิภา ได้แจ้งให้ทราบว่า ที่ผ่านมาโรงเรียนเอกชนที่ได้รับผลกระทบได้รับความเสียหายไม่ต่างจากโรงเรียนของรัฐบาล แต่ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาเลย จึงขอเรียกร้อง ให้ช่วยเหลือในเรื่องการขอกู้เงินกองทุนสงเคราะห์อัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำไปฟื้นฟูโรงเรียนได้เหมือนตอนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด 19 ซึ่ง รมว.ศึกษาธิการ มอบให้เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(กช.) ไปดูระเบียบกฎหมายเพื่อเปิดทางให้โรงเรียนเอกชนสามารถกู้เงินอัตราดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนสงเคราะห์ได้ ทั้งนี้รวมถึงโรงเรียนเอกชนนอกระบบที่จะต้องมีการแก้ไขกฎหมายด้วย

“อ.แหม่ม”ลงพื้นที่พะเยา เร่งเยียวยา รร.น้ำท่วม พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย4ข้อ ไม่มีสะดุด

ที่จังหวัดพะเยา วันที่ 17 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศึกษาธิการ)พร้อมด้วย ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และผู้บริหารทุกหน่วยงานในองค์กรหลัก ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย (พายุวิภา)พร้อมทั้งมอบเงินช่วยเหลือและถุงยังชีพให้กับนักเรียน ผู้ปกครอง ที่ได้รับผลกระทบ ที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 46 (ดอกคำใต้) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)พะเยา เขต 1 และโรงเรียนดอกคำใต้วิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.)พะเยา อำเภอดอกคำใต้ จ.พะเยา พร้อมทั้งรับฟังเสียงสะท้อนของนักเรียนและครู จากนั้น รมว.ศึกษาธิการ ก็ได้เดินไปที่โรงเรียนบ้านทุ่งหลวง ซึ่งเป็นที่ตั้งศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน(fix it center)ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา( สอศ.)ได้ระดมเครือข่ายในจังหวัดพะเยา เพื่อเป็นศูนย์ซ่อมสร้างซ่อมอุปกรณ์เครื่ิองใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ที่เสียหายจากการถูกน้ำท่วม พร้อมกันนี้ก็ได้แจกต้นกล้าพันธุ์ไม้ และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรให้ชาวบ้านด้วย

ศ.ดร.นฤมล ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้านโยบาย 4 ข้อ ของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า การแยกวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ตอนนี้ สพฐ.กำลังปรับปรุง เนื้อหา การเรียนการสอนในหนังสือเรียน ควบคู่ไปกับการวัดผลประเมินผล ซึ่งองคมนตรีก็ได้ติดตามในเรื่องนี้อยู่ แต่อย่างไรก็ตามตนอยากให้ครูและนักเรียนให้ความสำคัญกับวิชาประวัติศาสตร์ ว่าไม่ได้อยู่แค่ในหลักสูตรในตำราเรียนเท่านั้น แต่อยากให้อยู่ในจิตสำนึกของทุกคน ส่วนเรื่องวิทยฐานะ สำนักงานคณะกรรมการข้าราขการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)ดำเนินการอยู่ ซึ่งในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ จะมีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ก็อยากให้ทุกคนเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นกันมากๆ ไม่อยากให้เป็นนโยบายจากรัฐมนตรีลงไปเพียงฝ่ายเดียว ส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ได้คุยเบื้องต้นกับอธิบดีและว่าที่อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์แล้วว่าจะมาแก้ไขปัญหาร่วมกันกับ ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการ สกสค. ที่จะเอาหนี้สหกรณ์มารวมกัน ซึ่งก็คืบหน้าไปมากแล้ว และเรื่องการลดภาระครู ก็มีความคืบหน้าไปมากเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime จะสามารถดำเนินการได้ภายในเดือนกันยายนนี้หรือไม่ ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ตอนนี้ สพฐ.กำลังให้เขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 118 เขต ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างอยู่

ด้าน ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวว่า ถ้าโครงการนี้ทำไม่ทันจริง ๆ เราก็จะกันงบแบบไม่มีหนี้ ไว้เบิกเหลื่อมปี กรณีที่ได้ก่อหนี้ผูกพันแล้ว และยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ภายในสิ้นปีงบประมาณ ในระบบ GFMIS(Government Fiscal Management Information System )หรือ ระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์

ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา  (ก.ค.ศ.) กล่าวว่า ตามที่ที่ประชุม ก.ค.ศ.เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบในหลักการตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 621 ตำแหน่งมากำหนดเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค(2) ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 18 แห่ง เพื่อแก้ปัญหา ขาดแคลนอัตรากำลังบุคลากรสายสนับสนุนของโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยนั้น ถือเป็นความสำเร็จแรกในการดำเนินการแก้ปัญหาขาดแคลนอัตรากำลังบุคลากรสายสนับสนุน และในปลายเดือนสิงหาคมนี้จะได้อีกประมาณเกือบ 2,000 ตำแหน่งที่จะนำมากำหนดเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค(2)  ในโรงเรียนที่ขาดแคลนต่อไป โดยจะนำเข้าที่ประชุม ก.ค.ศ.ในรอบการประชุมถัดไป ส่วนปีงบประมาณหน้าเมื่อได้อัตราเกษียณคืนมาและเป็นอัตราที่เกินเกณฑ์ก็จะดำเนินการในรูปแบบเดียวกันไปเรื่อย ๆ  ส่วนเรื่องการเสนอรายชื่อกรรมการอ่านผลงานของ ก.ค.ศ. จากหน่วยงานต้นสังกัดนั้น ตอนนี้ให้ทุกส่วนราชการเสนอรายชื่อบุคคลเข้ามาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ เรื่องหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะมีการนัดคุยทุกส่วนในวันที่ 2 กันยายนนี้

“ดร.อรรถพล“ แนะ ศธ.เร่งประเมินผลการศึกษาส่งต่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 14 ชู 5 งานเร่งด่วนที่ต้องอยู่ในแผน

ดร.อรรถพล สังขวาสี อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการและเลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่า ขณะนี้ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอยู่ระหว่างการเริ่มต้นวางโครงร่าง “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14” ซึ่งเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสสำคัญของภาคการศึกษาไทยในการเข้าไปบูรณาการร่วมกำหนดทิศทางประเทศอย่างเป็นระบบ แผนฉบับใหม่นี้จะเชื่อมความท้าทายใหญ่ของชาติ อาทิ ผลิตภาพเศรษฐกิจที่ต้องเร่งยกระดับ โครงสร้างประชากรสูงวัยที่ขยายตัว ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่และรายได้ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียว เข้ากับ “ทุนมนุษย์” ในทุกช่วงวัย ตั้งแต่ปฐมวัยไปจนถึงแรงงานและผู้สูงอายุ การที่การศึกษาเข้าไปอยู่ในกระบวนการออกแบบตั้งแต่ต้นน้ำ จะทำให้ประเทศมี “กรอบผลลัพธ์การเรียนรู้” ที่ชัดเจนและสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยไม่แยกส่วนระหว่างห้องเรียนกับโลกของการทำงาน

ดร.อรรถพล กล่าวว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ดีที่กระทรวงศึกษาธิการจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการวางโครงสร้างการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ร่วมกับสภาพัฒน์ ผ่านการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับใหม่ ผมคิดว่า แผน 14 ไม่ใช่เอกสารของสภาพัฒน์ฝ่ายเดียว แต่คือสนามปฏิบัติการของ ศธ. เราต้องเข้าไปกำหนดรายละเอียดเชิงนโยบาย งบประมาณ และตัวชี้วัดตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ใช่รอปลายน้ำแล้วค่อยทำตาม โดยสิ่งแรกที่กระทรวงศึกษาธิการต้องดำเนินการ คือ การประเมินผล โดยต้องประเมิน 3 สิ่งนี้เป็นอันดับแรก คือ 1) การประเมินผลระบบการศึกษาของประเทศไทยว่า ระบบการศึกษาในปัจจุบันรองรับกับสถานการณ์ในปัจจุบันและมีความยืดหยุ่นเพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่ 2) การประเมินผลการศึกษาของชาติว่า ผลการจัดการศึกษาของชาติมีคุณภาพเพียงพอแนวทางแลการพัฒนาประเทศไทยหรือไม่ และ 3) การประเมินระบบประเมินผลการศึกษาของประเทศเพื่อดูว่าเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพทางการศึกษามีมาตรฐานและตรวจสอบผลทางการศึกษาได้อย่างแท้จริงหรือไม่

“ผมขอเสนอ 5 งานเร่งด่วน ที่ควรผลักดันให้เป็นโครงการสำคัญในแผน 14 คือ 1) จัดวาง “ธง” สมรรถนะหลักชาติ เป้าหมายในอนาคตที่ประเทศต้องการจริง ๆ คืออะไร 2) ยกเครื่องพัฒนาครูแบบใช้ห้องเรียนเป็นฐาน: เปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาครูจากอบรมเชิงบรรยาย เป็นโค้ชชิ่งรายโรงเรียน/เครือข่าย พร้อมแรงจูงใจผูกกับผลลัพธ์ผู้เรียน 3) พัฒนาระบบประเมินเพื่อการเรียนรู้ (assessment for learning): เพิ่มเครื่องมือวัดแบบหลากหลายและรายหน่วยเรียน ใช้ข้อมูลสะท้อนกลับสู่การสอน ลดการพึ่งข้อสอบปลายทาง 4) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI เพื่อการสอน: อินเทอร์เน็ตโรงเรียน อุปกรณ์ครู–นักเรียน แพลตฟอร์มเรียนรู้ และแนวทางใช้ AI อย่างปลอดภัย มีจริยธรรม และ 5) ปิดช่องว่างเชิงพื้นที่และกลุ่มเปราะบาง: ผ่านการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เน้นจำนวนผู้เรียนในสถานศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว งานเร่งด่วนทั้งหมดนี้ควรถูกบรรจุเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำคัญของแผน 14 ซึ่งเป็นความจำเป็นของระบบการศึกษาไทยในปัจจุบัน”ดร.อรรถพลกล่าว